แก๊งอสรพิษดำ
ย่านธุรกิจของเขตตงฝูในเซี่ยงไฮ้ รถแท็กซี่คันหนึ่งได้ขับมาจอดลงที่ข้างฟุตบาท
ประตูรถถูกเปิด ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินลงมาจากรถ ชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหลินเฉิน
หลังจากค่ารถแท็กซี่แล้ว เขาก็เดินไปหาสถานที่ลับตาคน ซึ่งเป็นซอยเล็กๆ ที่ไร้ผู้คน
สาเหตุที่เขาให้แท็กซี่มาส่งข้างฟุตบาทและมองหาสถานที่ลับตาคนนั้น ทั้งหมดเป็นเพราะว่าเขาจะใช้ยันต์ล่องหน
ยันต์ล่องหนแน่นอนว่ามีดีตามชื่อของมัน สามารถช่วยให้ล่องหนได้ แต่มันก็เป็นเพียงยันต์ระดับต่ำ สามารถล่องหนได้เพียงแค่ชั่วโมงเดียว ยันต์ก็จะสูญสลายไป
แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องหลินเฉินก็สามารถล่องหนได้เต็มยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะตัวเขามียันต์ล่องหนจำนวนมาก
เมื่อเข้ามาภายในซอยที่ลับตาคนแล้ว หลินเฉินก็นำยันต์ล่องหนออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นเขาแปะมันลงบนแขน ยันต์ค่อยๆ จมหายเข้าไปภายในแขนของเขา ก่อนที่จะส่องแสงสีฟ้าออกมา
เมื่อแสงสีฟ้าเลือนหาย ร่างกายของเขาก็กลายเป็นโปร่งใส สุดท้ายก็ล่องหนไปในที่สุด ด้วยสภาพนี้จะไม่มีใครมองเห็นเขา เว้นแต่เป็นผู้ฝึกตนที่มีพื้นฐานฝึกตนระดับทะยานนภาขึ้นไป
ถ้าจะถามว่าเหตุผลอะไร ทำไมต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับทะยานนภาขึ้นไปนั้น ถึงจะมองเห็นเขาขณะที่ใช้ยันต์ล่องหนอยู่ มันเป็นเพราะว่าความสามารถของยันต์ล่องหนที่เป็นยันต์ระดับต่ำ ขีดจำกัดอยู่ที่ระดับย่ำปฐพีเท่านั้น
หลังจากตัวเองอยู่ในสภาพล่องหนแล้ว หลินเฉินก็เดินออกจากซอยแห่งนี้ มุ่งหน้าไปที่โรงแรมระดับสามดาวที่มีชื่อว่าโรงแรมเฟิงหวงในทันที
โรงแรมเฟิงหวงเป็นโรงแรมที่กงไท่คุนพักอาศัยอยู่ในเวลานี้ ตามความทรงจำที่เขาได้เห็นมา
เวลานี้ตามกำหนดการของกงไท่คุน อีกฝ่ายย่อมพักผ่อนอยู่ในโรงแรม ไม่ได้ออกไปไหน
ขณะที่หลินเฉินกำลังมุ่งหน้ามาที่โรงแรมเฟิงหวง ภายในโรงแรมเฟิงหวง บนชั้นห้า ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงแรม ในห้องวีไอพี กงไท่คุนนั่งอยู่ที่โซฟาชั้นดี ที่ถูกทำมาจากหนังสัตว์ราคาแพง
ห้องระดับวีไอพีของโรงแรมเฟิงหวง ไม่พูดไม่ได้ว่ามันหรูหรามาก และไม่ใช่เพียงแค่หรูหราเล็กน้อยเท่านั้น มันหรูหรามากต่างหาก เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างภายในห้อง ล้วนแล้วแต่เป็นของราคาแพงทั้งสิ้น
ภายในห้อง กงไท่คุนไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวแต่อย่างใด ยังมีคนอีกผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้วย คนผู้นี้เป็นชายวัยกลางคนใบหน้าเหี้ยม มีบาดแผลเป็นหลายแผลบนใบหน้าของเขา เขาสวมใส่ชุดเสื้อผ้าสบายๆ ที่ราคาหลักแสน
กงไท่คุนเวลาอยู่ต่อหน้าคนผู้นี้ เขาได้แต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าตีตนเสมอเด็ดขาด เพราะอีกฝ่ายเป็นคนที่มีเบื้องหลังน่ากลัวเป็นอย่างมาก
“ของเดือนนี้ครบแล้วหรือไม่?” ชายใบหน้าเหี้ยมถามออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ
กงไท่คุนเร่งรีบพยักหน้าโดยเร็ว “ครบแล้วครับหัวหน้าสาม”
ฟังได้ชัดว่าน้ำเสียงของกงไท่คุนเต็มไปด้วยความเคารพ จะไม่ให้เขาเคารพได้ยังไง ในเมื่อคนตรงหน้าของเขาคือหยันหู่ หัวหน้าสามของแก๊งอสรพิษดำ
แก๊งอสรพิษดำคือหนึ่งในสี่แก๊งใหญ่ของโลกใต้ดินเซี่ยงไฮ้ และเขตตงฝูก็เป็นหนึ่งในเขตของแก๊งอสรพิษดำ เขาที่เป็นหัวหน้าอันธพาลของเขตตงฝู ต้องจ่ายเงินให้กับแก๊งอสูรพิษดำทุกเดือนเพื่อความอยู่รอด และจำนวนก็มากเสียด้วย
“นี่คือสิบล้านหยวนของเดือนนี้ครับ” กงไท่คุนค่อยๆ ผลักกระเป๋านิรภัยใส่เงินสิบล้านหยวนไปที่ตรงหน้าของหยันหู่
หยันหู่ก้มหน้าลงมองครั้งหนึ่ง ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขายิ้มให้กับกงไท่คุน “แกไม่ทำให้ฉันผิดหวังจริงๆ กงไท่คุน”
“ทั้งหมดเป็นเพราะความเมตตาของพี่หยันครับ ถ้าไม่มีพี่หยัน ผมคงไม่มีวันนี้” กงไท่คุนรีบประจบ
หยันกู่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “จะพูดถึงเรื่องเก่าไปทำไม ฉันยังพอมีเวลาอยู่บ้าง มาฉลองกันเถอะ”
“ได้ครับพี่หยัน” กงไท่คุนยิ้มอย่างยินดี เขารีบเปิดไวน์ราคาแพงและรินใส่แก้วให้หรันหู่
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเริ่มดื่มไวน์ฉลอง หลินเฉินก็ได้มาถึงหน้าห้องของพวกเขา ที่หน้าห้องมีอันธพาลยืนเฝ้าประตูอยู่สี่คน แบ่งเป็นลูกน้องของกงไท่คุนสอง และลูกน้องของหยันหู่สอง
หนึ่งในลูกน้องของกงไท่คุนคือเอ่อเหลียง ผู้เป็นมือขวาของเขา
หลินเฉินที่อยู่ในสภาพล่องหน ย่อมไม่มีใครมองเห็นเขา เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้าหาคนทั้งสี่
เมื่อมาถึงตรงหน้าของคนทั้งสี่ เขาก็หยุดเท้าลง พลางพลิกมือวูบหนึ่ง ยันต์สี่แผ่นก็ปรากฏขึ้นมาในมือของเขา
ยันต์ทั้งสี่แผ่นไม่ใช่ยันต์ธรรมดา มันคือยันต์คร่าวิญญาณ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงยันต์ระดับต่ำ แต่มันก็น่ากลัวมากสำหรับคนธรรมดา หลินเฉินโบกมือวูบหนึ่ง ยันต์ทั้งสี่แผ่นก็ลอยไปแปะยังใบหน้าของคนทั้งสี่
“หือ?” คนทั้งสี่รู้สึกราวกับมีอะไรมาแปะที่ใบหน้า พอพวกเขามองดูพวกเขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นยันต์กระดาษแผ่นสีเหลืองแปะอยู่บนใบหน้าของตัวเอง
“นี่มันอะไร?” เอ่อเหลียงขมวดคิ้ว พลันจะหยิบกระดาษยันต์ออก ทว่าก่อนที่เขาจะได้ทำนั้น ยันต์ก็เปล่งแสงออกมา
“อ้ากกก!” เมื่อยันเปล่งแสง ความเจ็บปวดอันรุนแรงก็ประดังเข้าใส่สมองของพวกเขา พวกเขารู้สึกเหมือนกับว่าวิญญาณถูกทรมานด้วยการฟันเฉือดเฉือนซ้ำๆ
หลินเฉินไม่กลัวว่าจะมีใครมาได้ยินเสียงของพวกเขา เนื่องจากเขาได้ใช้พลังปราณปิดกั้นพื้นที่โดยรอบเอาไว้แล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ ต่อให้พวกเอ่อเหลียงสี่คนร้องดังมากแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน
อันที่จริงจะว่าไม่มีใครได้ยินก็คงไม่ได้ เพราะภายในห้องหลังประตู กงไท่คุนกับหยันหู่ที่กำลังจิบไวน์ด้วยอารมณ์ที่ดีเยี่ยมอยู่ได้ยินอย่างชัดเจน สีหน้าของคนทั้งสองแปรเปลี่ยนในทันใด อารมณ์ที่ดีเยี่ยมหายไป ถูกแทนที่ด้วยความตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น?” หยันหู่ขมวดคิ้ว มีสีหน้าระมัดระวังขึ้นมา
“หรือว่าจะมีศัตรูของพวกเราบุกมาครับ?” กงไท่คุนพลันหยิบปืนออกมา เขาที่เป็นหัวหน้าอันธพาลในเขตตงฝู ไม่มีทางไม่พกปืน แม้ว่าเขาจะเป็นหัวหน้าอันธพาล แต่ก่อนก็สร้างศัตรูไว้เป็นจำนวนมากก่อนจะมาถึงจุดนี้
“อาจเป็นไปได้” หยันหู่เห็นด้วย เขาเองก็หยิบปืนออกมา อันที่จริงตัวเขาจะไม่ใช้ปืนก็ได้ เนื่องจากเขาเป็นผู้ฝึกตน ความเร็วของเขาเร็วกว่าลูกปืนเล็กน้อย เพราะเขาเองเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับแรกสุดอย่างระดับรับรู้กำลัง
แต่ก็เป็นระดับรับรู้กำลังขั้นปลาย ไม่อาจดูถูกได้ จากจุดนี้ชัดเจนมากว่าระดับพื้นฐานฝึกตนของโลกปัจจุบันแตกต่างจากโลกอมตะอย่างสิ้นเชิง
ระดับพื้นฐานฝึกตนแรกสุดของโลกปัจจุบันคือระดับรับรู้กำลัง ส่วนระดับแรกสุดของโลกอมตะคือระดับกำเนิดปราณ ซึ่งทั้งสองมีความแตกต่างกันมาก
ระดับกำเนิดปราณสามารถใช้พลังปราณได้ในทันทีที่เข้าสู่ระดับนี้ แต่ไม่ใช่กับระดับรับรู้กำลัง ระดับรับรู้กำลังเพียงช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นและมีความแข็งแรงมากกว่าคนธรรมดาเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจใช้พลังปราณได้
“พี่หยันรอผมอยู่ที่นี่ ผมจะออกไปดู” กงไท่คุนพูด พลางลุกขึ้นยืน
“ตกลง ระวังตัวด้วย” หยันหู่เห็นด้วย เขาไม่ลืมที่จะบอกให้อีกฝ่ายระวังตัว
จบบทที่ 14