บทที่ 85 ข้ามหน้าข้ามตา
เช้าวันต่อมา อาจารย์เหวินนำเอกสารทั้งหมดไปนำเสนอพวกระดับสูง ผู้อำนวยการของสถาบันจริงจังกับการนำเสนอวันนี้มาก เพราะถ้าการนำเสนอวันนี้ผ่านไปด้วยดี ทางสถาบันอาจจะได้รับเงินสนับสนุนจากพวกองค์กรอิสระอื่นๆก็ได้ ดังนั้นหลังจากที่อาจารย์เหวินเริ่มนำเสนอ เขาก็ไล่มองสีหน้าของผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นไปด้วย
การนำเสนองานวิจัยนี้เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก แต่กับผู้ที่มีความสนใจ กลับกลายเป็นการซักถามที่เหมือนกับโจมตีด้วยพลังงานที่รุนแรง เพราะเพียงคำแรกที่อาจารย์เหวินพูดออกมา กระทั่งชื่องานวิจัย กลับได้รับคำถามจากผู้เข้าร่วมฟังแล้ว
อาจารย์เหวินหน้าถอดสีตั้งแต่เริ่มต้นจนเกือบจะจบ เมื่ออ่านมาถึงบทวิเคราะห์สุดท้าย เธอก็มองดูเอกสารตรงหน้าแล้วรายงานไปตามนั้น
บนหัวกระดาษเขียนชื่อ “ตงเจิ้น” เอาไว้ แม้ว่าตงเจิ้นจะเป็นนักเรียนที่ขยันและมีความรับผิดชอบ แต่เขาไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในบรรดานักเรียนทั้งหมดของเธอ ถ้านักเรียนที่เคยทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดยังถูกติติงการสรุปรายงาน เช่นนั้นเธอก็ไม่ได้คาดหวังกับนักเรียนตงแล้ว
“สำหรับส่วนนี้จะเป็นส่วนนำของทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์ เพื่อที่จะรู้ว่าการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์นั้นเป็นอย่างไร และมองหาช่องทางในการเสริมประสิทธิภาพในการเติบโตของเมล็ดพืชกลายพันธุ์ ดังนั้นจึงได้เริ่มตั้งต้นในการศึกษาการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์ทั่วไปก่อน เพื่อเป็นฐานข้อมูลเริ่มต้น และปรับมาใช้กับเมล็ดพืชกลายพันธุ์ที่ปรับปรุงมา”
อาจารย์เหวินอ่านถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้นมองเหล่าผู้ฟังระดับสูงและเจ้าปัญหาที่ก่อนหน้านี้ซักถามเธอไปทุกชื่อการวิเคราะห์ ทว่าเวลานี้...สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นใบหน้าของความเข้าอกเข้าใจเสียอย่างนั้น
เมื่อพวกเขาไม่พูดอะไร กลับเป็นอาจารย์เหวินที่ประหม่าแทน ดังนั้นเมื่อพูดประโยคถัดไป เธอกลับแสดงท่าทางอึกอักออกมา
“พอก่อน” ผู้อำนวยการขมวดคิ้วเมื่อมาถึงตรงนี้ อาจารย์เหวินรีบหุบปากของตัวเอง ในที่สุดคำถามก็มาถึงแล้วสินะ!
“มีจุดไหนที่ท่านไม่เข้าใจหรือมีข้อแนะนำคะ”
“ไม่ใช่ปัญหาที่เนื้อหา แต่เป็นปัญหาจากอาจารย์เหวินนี่แหละ ช่วยพูดให้เสียงดังฟังชัดด้วย บางคำตกหล่นไปทำให้สับสนเสียเปล่าๆ ดีที่พวกเรามีเอกสารในมืออยู่ด้วย จึงเข้าใจว่ากำลังพูดถึงเรื่องไหนอยู่” ผู้อำนวยการบอกแบบนั้น ทำเอาอาจารย์เหวินที่คิดว่าจะต้องตอบคำถามยากๆรู้สึกกระดากอายขึ้นมา
ปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหากับการสรุปของนักเรียนตง แต่เป็นปัญหาจากคำอธิบายของเธองั้นหรือ? ใบหน้าของอาจารย์เหวินเปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือบมองประธานจางที่ไม่ได้สนใจเธอ กลับอ่านเอกสารตรงหน้าอย่างตั้งใจแทน
เพราะมีบทสรุปให้กับทุกคน ควบคู่ไปกับเอกสารรายละเอียดที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างดี ดังนั้นผู้ที่สนใจสามารถอ่านเอกสารเหล่านั้นได้ โดยไม่ต้องฟังอาจารย์เหวินด้วยซ้ำ
ตอนนี้ผู้ที่เข้าฟังกลับมองเพียงเอกสารตรงหน้า ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ด้วย ทำเอาอาจารย์เหวินรู้สึกอับอายเพิ่มขึ้นอีก
กลายเป็นว่า...พวกเขาไม่อยากที่จะฟังเสียงเธอพูดด้วยซ้ำ! ดีที่อาจารย์เหวินเรียกคืนสติของตนเองได้ อย่างน้อยๆคนที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของชั้นปีในสถาบันก็ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ดังนั้นเธอจึงกล่าวรายงานจนจบลงได้
“นี่คือทั้งหมดของการวิเคราะห์ทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์ค่ะ ไม่ทราบว่ามีคำถาม คำแนะนำ หรือประเด็นอื่นๆไหมคะ” อาจารย์เหวินที่เพิ่งได้รับโอกาสพูดตั้งแต่ต้นจนจบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงเหล่าผู้ฟังสนใจเอกสารในมือ เปิดเอกสารหน้าแล้วหน้าเล่าก็เม้มริมฝีปาก
ผู้อำนวยการเงยหน้ามองเธอ เขาถึงกับพยักหน้าให้ด้วยซ้ำ เมื่อมีการแสดงออกแบบนี้ อาจารย์เหวินก็รู้สึกว่าใจชื้นขึ้นมาหน่อย
“อ้อ อาจารย์เหวินพูดจบแล้วหรอ?” ท่ามกลางความเงียบ จู่ๆประธานจางที่ยิ่งใหญ่ก็เงยหน้าขึ้นมาบ้าง เขาไม่ได้วางเอกสารในมือ แต่กลับหยอกล้ออาจารย์เหวินแทน
อาจารย์สาวสบตากับคนอย่างประธานจางแล้วก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา เธอแอบชอบประธานจาง และอยากเป็นคนสำคัญของเขามาตลอด วันนี้ตื่นเต้นมากที่ได้อยู่ในสายตาของเขาเป็นครั้งแรก แม้ว่าคำพูดของเขาจะเหมือนเป็นการกวนประสาทเธอก็ตาม
“สำหรับทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์นี้ ผมสนใจมันมากนะ ไม่สิ! ต้องบอกว่าผมไม่ได้สนใจมัน และไม่ได้สนใจเมล็ดพันธุ์พิเศษที่คุณเหวินสามารถคิดค้นได้ด้วย เพราะสำหรับผมที่ไม่ใช่ผู้ผลิตอาหาร แต่เป็นนักล่าแล้ว...พวกมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย กลับกัน...ถ้าพวกคุณไม่ต้องการนักล่าแล้ว นั่นจะทำให้พวกเราเสียผลประโยชน์เสียด้วยซ้ำ” จางอู่หยางพูดพร้อมกับรอยยิ้มธุรกิจของตน
คำพูดของเขาก็ถูกต้องตามนั้นจริงๆ เมื่อเขาพูดขึ้นมา...ผู้อำนวยการเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการส่งคำเชิญไปที่เขาอาจจะไม่มีประโยชน์ก็ได้ แต่ใครใช้ให้ประธานจางคนนี้มีกำลังทรัพย์มากเป็นพิเศษกันล่ะ แถมเขาก็ยังเป็นศิษย์เก่า หากใช้เรื่องนี้เพื่อให้เขามอบเงินสนับสนุนเล็กๆน้อยๆ ต่อให้เล็กน้อยแค่ไหน ทว่าการที่ “ประธานจาง” คนนั้นลงทุนกับงานวิจัย ก็เรียกสายตาผู้คนมาได้มากมายแล้ว
ก่อนที่ผู้อำนวยการจะพูดแก้ต่างให้ตนเอง ชายหนุ่มที่มากด้วยอำนาจกลับพูดขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ทำให้คนทั้งห้องต้องตื่นตะลึง
“แม้ว่ามันจะไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น แต่การเรียบเรียงข้อมูลนี้ทำให้ผมเห็นถึงความเป็นไปได้ขึ้นมา และทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์ก็ไม่เหมือนกับเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่คุณเหวินกำลังวิจัยอยู่ อย่างน้อยๆถ้าคุณเหวินประสบความสำเร็จในการสร้างทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์จริง พวกเรานักล่าก็ยังสามารถใช้เพื่อวิเคราะห์โอกาสที่จะเจอกับพืชกลายพันธุ์ในเขตอื่นๆได้อยู่”
เมื่อจางอู่หยางพูดถึงตรงนี้ ประธานองค์กรอื่นๆ หรือแม้แต่คนของทางการก็ยังมีประกายความสนใจขึ้นมา เดิมทีพวกเขาคิดเพียงว่าการสรุปผลนี้เข้าใจง่าย ทั้งยังมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าขั้นตอนอื่นๆ แต่เพราะพวกเขาสนใจแค่เรื่องของเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นพอมองภาพรวมแล้วก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ใครจะคิดว่าประธานจางคนนั้นกลับมีแง่มุมความคิดที่แปลกแยกออกไป แต่กลับวิเศษเหลือเกิน
ใช้ข้อมูลทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์เพื่อคาดการณ์ประเภทของพืชกลายพันธุ์ในพื้นที่ที่ไม่รู้จักงั้นหรือ? ใช้มันเพื่อคำนวนว่าโอกาสที่พืชกลายพันธุ์ชนิดหนึ่งๆจะเติบโตหรือจะมาปรากฏตัวในพื้นที่ล่าที่พวกเขาจะตั้งค่าย ในกรณีที่ใช้เวลานานในการตั้งค่ายอยู่ แค่นี้ก็เห็นแล้วว่ามันมีประโยชน์ขนาดไหน!!
สายตาแสดงความนับถืออีกฝ่ายถูกมอบให้ แต่จางอู่หยางจะพอใจแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้ได้ยังไง
“แต่ก็เหมือนที่บอก มันเป็นประโยชน์แค่เล็กน้อยเท่านั้นสำหรับพวกฉัน แทนที่จะสนับสนุนให้ศึกษาเมล็ดพันธุ์ใหม่ ฉันอยากให้เงินสนับสนุน 100 ล้านเครดิตเพื่องานอื่นมากกว่า ถ้าคุณเหวินสามารถตอบรับแนวทางการศึกษาของฉันได้ล่ะนะ” จางอู่หยางวางเอกสารลงด้วยท่าทางสบายๆ แต่คำพูด “100 ล้านเครดิต” เป็นคำที่ใครจะพูดก็พูดได้หรือ?
“นะ หนึ่ง หนึ่งร้อยล้านเครดิต!!”
“ประธานจาง เรื่องนี้กล่าวล้อเล่นได้หรือ?”
“ลงทุนมากขนาดนี้ เรื่องที่ประธานจางต้องการ คงจะไม่ใช่งานวิจัยที่จะทำสำเร็จแล้วล่ะมั้ง”
“ประธานจางอย่าให้ความหวังแล้วก็ทำลายทิ้งเลยครับ”
เหล่าคนระดับสูงต่างก็อุทานกันออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ สำหรับประธานจางนั้น...แม้ว่าเงิน 100 ล้านเครดิตสำหรับเขาเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทว่าคนอย่างประธานจางที่แม้แต่เงิน 1 เครดิตก็ยังถือว่ามาก ที่เขาพูดออกมาเช่นนี้นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ดังนั้นคำพูดของเขาจึงไม่มีคนอยากจะเชื่อจริงๆ
อย่างไรก็ตาม จางอู่หยางไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรออกมาโดยไม่ได้คิดเอาไว้ก่อน เขาไม่ได้ตอบกลับในทันที ปล่อยให้ความร้อนระอุของผู้คนเบาบางลงก่อน หลังจากนั้นจึงพูดความคิดของตนเองขึ้นมา
“อย่างที่บอกว่าทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่นี้ไม่ได้น่าสนใจสำหรับฉัน แต่ถ้าคุณเหวินอยากศึกษาเพิ่มเติมตามความต้องการของฉัน เงิน 100 ล้านเครดิตก็ไม่ได้พูดเล่น อย่างไรก็ตาม...ฉันยังต้องการเจอกับคนที่ศึกษาและเรียบเรียงข้อมูลของทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์นี้ก่อนเพื่อตัดสินใจ”
เมื่อได้ยินจางอู่หยางกล่าวเช่นนั้น ผู้อำนวยการสถาบันก็ลุกขึ้นมาก่อนใคร เขาไม่ได้สนใจท่าทางของอาจารย์เหวินด้วยซ้ำ ที่ผ่านมา...ทางสถาบันยังไม่เคยได้รับเงินสนับสนุนสำหรับการวิจัยมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย อีกทั้งยังเป็นเงินสนับสนุนจากตระกูลจาง โดยการตัดสินใจของ “ประธานจาง” คนนั้น ที่ทุกคนรู้จักกันดี นี่ไม่ใช่ว่าจะดึงดูดเงินเข้ามาเพิ่มอีกหรือ?
เป็นเช่นนี้ ต่อให้ประธานจางมีข้อเรียกร้องอะไร ผู้อำนวยการสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก็ไม่มีทางปฏิเสธ
เห็นคนเป็นผู้อำนวยการกระตือรือร้นขนาดข้ามหน้าข้ามตาตนเองเช่นนั้น อาจารย์เหวินก็เม้มริมฝีปากแน่น ที่จริงเธออยากจะบอกว่าการคิดและวิเคราะห์เหล่านี้เป็นเธอเองที่รับผิดชอบ ถ้าประธานจางต้องการพูดคุยอะไรก็ผ่านเธอได้เลย ทว่าตอนนี้ไม่ทันเสียแล้ว ผู้อำนวยการรีบส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยไปตามนักเรียนตงมาที่นี่ ทำเหมือนกับว่าเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้!
ใช้เวลาไม่นาน ตงเจิ้นก็เข้ามาในห้องด้วยความประหม่า ทันทีที่เขารู้ว่าประธานจางผู้ยิ่งใหญ่ต้องการพบตนเอง เขาก็เริ่มตื่นเต้นจนไม่สามารถพูดรู้เรื่องด้วยซ้ำ
อาจารย์เหวินมองดูนักเรียนตงด้วยความหงุดหงิดอยู่ลึกๆ นักเรียนคนนี้เป็นคนที่เธอเคยชอบมากๆ แต่วันนี้กลับแย่งใบหน้าของเธอไป แน่นอนว่าในฐานะอาจารย์....เธอก็ยังสามารถดึงแสงให้ตนเองได้อยู่
“นี่คือนักเรียนตงของฉันค่ะ เขาอยู่ช่วยฉันทำงานวิจัยตั้งแต่ปีที่หนึ่งจนถึงปีที่สี่ ตอนนี้ก็สามปีกว่าแล้วที่ช่วยงานฉันมาตลอด นักเรียนคนนี้ได้เรียนรู้กับฉันไปเยอะมาก จนตอนนี้เขาก็ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นแล้วค่ะ” อาจารย์สาวกล่าวด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
“ใช่แล้วๆ นักเรียนที่อาจารย์เหวินของพวกเราสอนนั้นยอดเยี่ยมทุกคน ก่อนจะจบการศึกษาก็ได้รับประสบการณ์ดีๆไปมากมายแล้ว หลายคนจบไปก็เข้าร่วมกับสถาบันวิจัยของส่วนกลาง ทำคุณประโยชน์มากมายให้กับมวลมนุษย์ชาติ”
ผู้อำนวยการสถาบันพลอยได้ยกย่องอาจารย์เหวินขึ้นมาด้วย นี่ก็ถือเป็นหน้าเป็นตาของสถาบันเหมือนกัน การที่มีอาจารย์ดีๆอยู่ในสถาบัน ก็เท่ากับดึงดูดนักเรียนดีๆจำนวนมากมาได้แล้ว
ไม่สิ! หากอาจารย์ดีจริง ต้องต้องขัดหินกลายเป็นเพชรเม็ดงามได้ ดังนั้นสถาบันที่ได้จ่ายเครดิตเพื่อจ้างอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมมานั้นก็ทำได้ถูกต้องแล้ว เงินค่าจ้างอาจารย์เหวินไม่ได้ต่ำเลย เดิมทียังเสียดายที่ผลงานของเธอปรากฏออกมาช้ามาก แม้ว่าหนึ่งผลงานจะยอดเยี่ยมจริง แต่สุดท้ายก็ยังใช้การไม่ได้อยู่ดี
เขาได้เดิมพันเอาไว้กับเงินสนับสนุนก้อนสุดท้าย ที่ให้อาจารย์เหวินเป็นจำนวนมากในครั้งนี้ก็เพื่อการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะจ้างเธอไว้ หรือควรจะปล่อยเธอที่เรียกเงินค่าจ้างสูงลิ่วแล้วหาอาจารย์คนอื่นๆมาสอนแทนดี
ทว่า...หลังจากที่เธอได้สั่งสอนศิษย์ให้เป็นที่สนใจของประธานจางได้เช่นนี้ เขาถึงกับเชื่อมั่นว่าการจ้างอาจารย์เหวินต่อไปเป็นเรื่องที่สมควรทำ
โดยที่อาจารย์เหวินไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังถูกช่วยชีวิตเอาไว้ เธอกลับเชิดหน้าเย่อหยิ่งและเชื่อมั่นในฝีมือของตนเองเป็นอย่างมาก ขนาดตอนนี้...เธอก็ยิ่งเชิดคางของตนเองขึ้นสูงได้ ราวกับต้องการถามประธานจางว่า แล้วตอนนี้เห็นฝีมือของฉันหรือยัง เสียใจหรือยังที่ตอนนั้นไม่เลือกสนับสนุนฉันเป็นนักเรียนทุนของคุณน่ะ!
จางอู่หยางไม่ได้เข้าใจท่าทางของอาจารย์เหวิน ทั้งยังไม่ได้สนใจด้วย เขาเพียงมองไปยังตงเจิ้นด้วยสายตาพิจารณา อย่างไรก็ตาม...คิ้วของเขากลับขมวดแน่นขึ้น ท่าทางที่ไม่เข้าใจแสดงออกมาจนผู้อำนวยการยังประหม่า
“ประธานจาง ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่?”
“หืม? ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่...นักเรียนคนนี้เป็นคนสรุปรายงานการศึกษาที่ละเอียดและยอดเยี่ยมนั้นจริงๆหรือ?” เพราะเขาประเมินด้วยสายตาของตนเอง จางอู่หยางกลับรู้สึกว่านักเรียนอย่างตงเจิ้นไม่ได้มีความเฉลียวขนาดนั้น
แน่นอนว่านักเรียนตงก็เหมือนกับนักเรียนฉลาดๆคนอื่น แต่สำหรับจางอู่หยาง..คนฉลาดที่เขาพบเจอมีมากมาย แต่คนเฉลียวและฉลาดนั้นยังไม่ค่อยได้พบนัก เมื่อเขาพบคนที่มีทั้งสองอย่าง จางอู่หยางมักจะต้องการดึงเข้ามาเป็นคนของตนเอง ดังนั้นที่ผ่านมา...องค์กรสกุลจางเติบโตมาได้อย่างก้าวกระโดด เป็นเพราะสายตาการเลือกคนของจางอู่หยางด้วยส่วนหนึ่ง
ตงเจิ้นก็ไม่เข้าใจ เขาอยากจะตอบว่าตนเองเป็นคนศึกษางานนี้จริงๆ และทำมันมาตั้งแต่เริ่มต้นด้วย อย่างไรก็ตาม...เมื่อเขาคิดว่างานที่ไม่เคยได้รับความสำคัญของเขา จู่ๆก็ถูกใจประธานจางคนนั้น ตงเจิ้นก็คิดว่ามันมีสาเหตุ...
“สำหรับการวิเคราะห์และศึกษา เป็นผมที่ดำเนินการมาตลอดครับ แต่ว่า...ส่วนของการสรุปและเรียบเรียง ที่จริงแล้วมีรุ่นน้องช่วยเหลือให้ทำสำเร็จด้วยดีครับ” ตงเจิ้นไม่มั่นใจว่าเขาพูดได้ถูกต้องหรือเปล่า แต่หลังจากที่มองหน้าประธานจาง เขาก็รู้ว่าตนเองมาถูกทางแล้ว
ดวงตาของจางอู่หยางมีประกายวิบวับ ทำท่าทางราวกับจะพูดว่า “ฉันคิดเอาไว้แล้ว” อย่างไรอย่างนั้น
“นักเรียนตง เธอกำลังพูดอะไร” อาจารย์เหวินขมวดคิ้วมุ่น จู่ๆนักเรียนของเธอก็พูดอะไรออกมากันล่ะนั่น!
“อาจารย์ครับ ที่จริงแล้วการเรียบเรียงข้อมูลจนทำให้สรุปได้ง่ายๆ ก็เป็นผลงานของรุ่นน้องอันใช่ไหมครับ ดังนั้นผมก็เลยให้รุ่นน้องอันช่วยลองอ่านและทบทวนสิ่งที่ผมเขียนสรุปอีกที รุ่นน้องก็เลยได้ช่วยเกลาข้อมูลให้ครับ เรียกได้ว่ารูปแบบการสรุปเช่นนี้..เป็นรุ่นน้องอันที่ปรับเปลี่ยนให้ทั้งหมดครับ”
………………………………