ในชีวิตก่อนหน้าของเ้าของร่าง แม้จะไม่มีเหตุการณ์ที่นางหลี่เจี๋ยพาเสิ่นชิงหลัวไปซื้อเสื้อผ้า แต่คำพูดคล้ายๆ แบบนี้ก็ได้ถูกใช้ออกมาเกลี้ยกล่อมเด็กสาวเช่นกัน
เ้าของเดิมที่รักสวยรักงามเมื่อได้ยินว่าจะได้แต่งตัวสวยๆ และยังได้เงินมากมายจากการทำงานจึงลังเลที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ยิ่งนางหลี่เจี๋ยบอกว่าการเงินของครอบครัวเริ่มฝืดเคืองอยากให้ลูกสาวแบ่งเบาภาระ เสิ่นต้ายาคนเดิมจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะออกมาทำงานและไม่เรียนต่อในระดับปริญญาตรี
ลูกสาวคนโตของบ้านเสิ่นกลายเป็ชาวนา ส่วนผู้เป็น้องกลายเป็นักศึกษามหาวิทยาลัยและมีชีวิตที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่ผู้เป็พี่ก็ได้แต่ชะเง้อคอมอง
อาหาร ธัญพืชที่เ้าของร่างได้รับในแต่ละครั้งต้องส่งไปปรนเปรอให้น้องสาวเพราะคำว่าพี่ต้องเสียสละให้น้องจนกว่าน้องจะถึงฝั่งฝัน แต่่สุดท้ายของชีวิตเป็อย่างไรล่ะ แม้แต่น้องหรือแม่ก็ไม่มีใครสักคนที่เธอจะพึ่งพาได้
หน้าที่การงาน คู่ชีวิต ถูกนางหลี่เจี๋ยวางแผนชีวิตไว้ให้ทั้งหมด และแผนชีวิตนั้นได้กลายเป็เหวนรกที่เ้าของร่างก้าวเดินไปลงไปทีละนิด กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว
นางหลี่เจี๋ยเห็นว่าเธอเกลี้ยกล่อมไปขนาดนี้แต่ลูกสาวก็ยังไม่ยอมพูดอะไร แผนที่ใช้สิ่งหลอกล่อคงดึงดูดใจไม่พอ จึงเพิ่มแผนเรียกร้องความเห็นใจและกล่าวอ้างถูกความกตัญญูและบุญคุณของผู้ให้กำเนิด
“เงินเดือนของพ่อลูกแค่ 30 หยวนเท่านั้นแต่รายจ่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกและน้องโตขึ้นทุกวัน ไหนจะย่าที่แก่ตัวลง ในอนาคตย่าคงทำงานที่กองการผลิตไม่ไหว เมื่อถึงตอนนั้นบ้านเราคงติดขัดเื่การเงินกว่านี้อีก ถ้ามีคนแบ่งเบาภาระบ้างก็คงจะดี” นางหลี่เจี๋ยถอนหายใจ
เสิ่นชิงหลัวแค่นหัวเราะในใจ แล้วถามกลับด้วยท่าทีไร้เดียงสาที่เลียนแบบมาจากเสิ่นอันอัน
“แม่อายุน้อยกว่าพ่อและยังแข็งแรงดีอยู่ทำไมไม่ทำงานล่ะคะ?”
นางหลี่เจี๋ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำไมแค่เกลี้ยกล่อมลูกสาวมันจะยากเย็นอะไรขนาดนี้นะ
“แม่อยากไปทำงานใจจะขาด แต่ถ้าแม่ออกไปทำงานใครจะทำอาหาร ดูแลบ้าน ดูแลครอบครัว”
“อืม ถ้าครอบครัวที่แม่ต้องดูแลหมายถึงฉัน นั่นมันไม่จำเป็หรอกค่ะ ฉันอยู่กับย่าสองคนที่ชนบทอยู่แล้ว ส่วนพ่อก็กินอาหารที่โรงอาหารโรงงานตอนเที่ยงได้ หรือจะกินทุกมื้อก็ยังได้เลย อันอันก็ไปโรงเรียนทุกวัน แม่คงไม่ตามไปดูแลถึงโรงเรียนหรอกมั้งคะ ตอนเช้าแม่ทำอาหารให้ครอบครัวแล้วออกไปทำงาน กลับมาก็ทำอาหารเย็นอีกมื้อ ส่วนน้องพอกลับจากโรงเรียนก็ช่วยทำงานบ้าน ล้างจาน กวาดพื้น ถูพื้นแบ่งเบาภาระ ที่นี่มีกันสามคน หน้าที่พวกนี้แบ่งไม่ยากหรอกค่ะ”
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน คำพูดของเสิ่นชิงหลัวก็ปิดกั้นข้ออ้างของคนเกียจคร้านไปจนหมดสิ้น
อยากทำงานนักใช่ไหม? ก็ไปทำสิ เื่นี้ไม่มีอะไรยาก เธอแจกแจงให้ฟังหมดแล้ว
“นั่น นั่น” นางหลี่เจี๋ยอ้ำอึ้ง แล้วเธอจะพูดอะไรต่อได้อีก หรือแท้จริงแล้วลูกสาวคนโตของเธอแสร้งโง่มาตลอด!?
“ที่ฉันหมายถึงก็คือตอนนี้ครอบครัวเราลำบากมาก อันอันมีพร์สารพัดด้าน ลูกกับน้องเทียบกันไม่ได้ กำลังของพ่อแม่สามารถส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยได้แค่คนเดียว ที่นั่งก็มีที่เดียว พวกเราจำเป็ต้องเลือกน้องเพราะน้องมีต้นทุนที่ดีกว่า อนาคตถ้าน้องเรียนจบจะได้กลายเป็เสาหลักของครอบครัว น้องได้ดิบได้ดีก็จะมาช่วยเหลือลูกต่อไง ตอนนี้ลูกจะหยุดเรียนหรือเรียนให้จบชั้นมัธยมปลายแล้วออกไปทำงานในห้าง พอเก็บเงินได้สักพักแล้วอยากเรียนรู้อะไรก็ค่อยหาทางขยับขยายทีหลัง”
เสิ่นชิงหลัวแค่นเสียง “เฮอะ ถ้าการเงินบ้านเราไม่ดีทำไมถึงให้เสิ่นอันอันเรียนแสดงงิ้วปักกิ่ง ตกลงแม่จะให้อันอันเป็นักแสดงคณะศิลปะหรือจะให้เป็นักศึกษากันแน่ เลือกเอาสักทางเถอะค่ะ อ้อแล้วทำไมฉันถึงต้องเสียสละให้น้องทั้งๆ ที่การเรียนฉันดีกว่า อีกอย่างรัฐให้เงินสนับสนุนนักศึกษาอยู่แล้ว ฉันไม่จำเป็ต้องพึ่งพาเงินจากครอบครัว”
“ฉันเคยพูดแล้วไงว่าโรงเรียนบ้านนอกจะเทียบกับโรงเรียนในเมืองได้อย่างไร! คุณภาพการสอนต่างกันจะตาย แล้วแกน่ะจะอยู่รอดในมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่ายังไม่รู้ ตัดใจซะั้แ่ตอนนี้ยังจะดีกว่า!”
“บ้านนอกแล้วทำไม บ้านเกิดแม่ก็บ้านนอกเหมือนกันนั่นแหละ! ขาก็เคยเปื้อนโคลนมา แม่ดูถูกฉัน ดูถูกบ้านนอกนั่นก็เท่ากับว่าแม่กำลังดูถูกบรรพบุรุษตัวเอง! ถ้าดูถูกคนบ้านนอกกันขนาดนี้ แน่จริงก็หาทางอันอันเข้ามหาวิทยาลัยเอง อย่าใช้สิทธิ์ของหมู่บ้านชนบทของเรา!!”
เสิ่นชิงหลัวเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“ฉันไม่ได้ดูถูกคนบ้านนอก แกจะะโหาพระแสงอะไร มันเป็เื่ที่ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นเพราะมันคือความจริง ลองนับนิ้วดูเอาเถอะว่าเด็กจากชนบทมีกี่คนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ครอบครัวเรามีต้นกล้าที่ดีอย่างอันอันอยู่แล้ว ดังนั้นฉันจะพูดเป็ครั้งสุดท้ายนะ ว่าฉันจะไม่ยอมให้แกเรียนมหาวิทยาลัย เลิกต่อล้อต่อเถียงกับฉันได้แล้ว มันไม่มีประโยชน์!”
นางหลี่เจี๋ยเผยธาตุแท้ออกมาจนหมดสิ้น เสิ่นชิงหลัวจึงยิ้มเย้ยหยัน
“ฉันจะเรียน แม่จะทำอะไรฉันได้”
“ก็เอาซี้ ได้!! ฉันจะรอดูนะว่าถ้าฉันกับพ่อแกไม่ให้เงินแกสักเหมาเดียวแล้วแกจะเรียนได้ยังไง ต่อไปนี้แม้แต่เงินที่ส่งให้ทุกเดือนก็จะไม่มีแล้ว! อยากจะรู้เหมือนกันว่าแกจะไปได้สักกี่น้ำ”
เสิ่นชิงหลัวพยักหน้า “ลูกไม่เคยร้องขอว่าอยากเกิดมา มันเป็เพียงความสนุกของผู้ชายผู้หญิงที่ทำให้ฉันลืมตาดูโลก แม่ไม่ใช่เ้าของชีวิตฉัน แม่ไม่เคยเลี้ยงดูฉันเลยด้วยซ้ำ เงินที่ให้ย่ามาตลอดเป็ค่าเลี้ยงดูที่พ่อกับแม่ควรจะจ่ายอยู่แล้วในฐานะไข่แล้วทิ้ง! อ้อ แล้วอย่าลืมว่าสามปีมานี้ ย่าไม่ได้รับเงินจากแม่สักเหมาเดียว เงินที่เคยส่งมาก็ลดลงเรื่อยๆ จากห้าหยวนเป็สามหยวน จากสามเป็สอง จากสองเป็ศูนย์ นี่แม่ยังกล้าบอกว่าตัวเองดูแลครอบครัวอีกเหรอ ถ้าแม่พูดว่าดูแล ฉันว่ามันคงไม่ได้หมายถึงฉันหรอกค่ะ!”
“ย่าลงแปลงนาทำงานกองการผลิต ส่วนฉันไปเก็บหญ้าเลี้ยงหมูแลกแต้มคะแนน เข้าป่าไปหาฟืนแล้วแบกไปขายในอำเภอ มีแต่ฉันเองที่เลี้ยงดูตัวเอง! พวกคุณให้แค่เสื้อผ้าเก่าๆ เหลือใช้แล้วคิดว่าฉันจะดีใจ? คิดว่าการให้ทานมันเป็บุญคุณ?”
ร่างกายของเสิ่นชิงหลัวสั่นเทา นี่เป็ความรู้สึกของเ้าของเดิมที่ไม่เคยกล้าพูดมันออกไป
แม่ลูกทะเลาะกันเสียงดังจนแม่เฒ่าเสิ่นและเสิ่นต้าเหว่ยที่หลับอยู่ต้องลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์
“แม่คะเกิดอะไรขึ้น” เสิ่นอันอันที่แอบฟังมาตลอดจำใจต้องปรากฏตัวเมื่อเห็นว่าย่าและพ่อกำลังเดินมา
“จะอะไรอีกล่ะ ก็แค่เด็กไม่รักดี ถ้าพี่ของลูกน่ารักอ่อนหวานเหมือนลูกก็คงจะดี รู้แบบนี้คงไม่ให้มันเกิดมาั้แ่แรก!
พอได้ฟังนางหลี่เจี๋ยพูด เสิ่นชิงหลัวก็จัดให้ตามคำขออยากให้เธอเป็ดอกบัวขาวใช่ไหม ได้เลย!
ดวงตาสองข้างเริ่มแดงก่ำ ปากสั่นระริก สายตาของเสิ่นชิงหลัวมองไปที่มารดาแล้วสะอื้นไห้ออกมา...
“ฉันก็ไม่อยากเกิดมาเหมือนกัน ถ้าไม่มีย่า ป่านนี้ฉันตายไปนานแล้ว”
“ต้ายาเกิดอะไรขึ้น เล่าให้ย่าฟัง” แม่เฒ่าเสิ่นพูดเสียงเข้ม
เสิ่นชิงหลัวไม่กล้าเงยหน้าขึ้น เธอโผเข้ากอดหญิงชราแล้วสะอึกสะอื้น แม้การกระทำนี้จะเป็การแสดงเป็ของปลอม แต่ก็มิใช่ว่าจะปลอมทั้งหมดมันยังมีความรู้สึกลึกๆ ของร่างนี้ปนมาด้วย
“แม่ไม่ให้ฉันเรียนต่อ บอกว่าครอบครัวกำลังลำบาก สิทธิ์ที่ทางหมู่บ้านให้ฉันต้องเป็ของน้องเพราะฉันเทียบน้องไม่ได้ แต่ฉันไม่ยอมก็เลยทะเลาะกัน และสุดท้ายแม่จะไม่ส่งเงินให้ฉันกับย่าอีก”
แม่เฒ่าเสิ่นเงียบไปครู่ใหญ่ “เข้าใจแล้ว”
เธอจ้องเขม็งไปที่สองสามีภรรยา “หลานของฉันจะเรียนหรือไม่เรียนต้องถามความเห็นของพ่อแม่ที่ไม่เคยเลี้ยงดูด้วยหรือไง!? เป็แค่คนคลอดไม่ใช่คนเลี้ยงดูด้วยซ้ำ”
“แต่แม่คะ ค่าใช้จ่ายมหาวิทยาลัยไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ เงินอุดหนุนของรัฐจะไปพออะไร แล้วสิทธิ์นั้นก็มีแค่ที่นั่งเดียว”
“ถ้าไม่อยากส่งก็หุบปากไป ฉันเลี้ยงของฉันเองได้ อย่างมากก็แค่เลือกทำงานวันละ 10 แต้ม หญิงชราอย่างฉันจะเลี้ยงหลานคนเดียวไม่ได้เลยเชียวหรือ”
“จะทำอย่างนั้นได้ยังไงแม่ แม่อายุเยอะแล้วผมไม่ยอมให้แม่รับงาน 10 แต้มหรอก” เสิ่นต้าเหว่ยพูดขึ้น
เขาเหนื่อยใจกับภรรยาจริงๆ แม้เื่นี้จะคุยกันไว้ก่อนแล้ว แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่ควรพูด เธอไม่รู้เวล่ำเวลาเลยหรือไงกัน?
“แกเปลี่ยนไปมากนะต้าเหว่ย เด็กน้อยที่เชื่อฟังพ่อแม่ในวันนั้นหายไปไหนแล้ว เื่แค่นี้ยังแยกแยะไม่ได้ ทำไมอันอันได้เรียนแต่ต้ายาไม่ได้เรียน”
“ครอบครัวเรากำลังลำบาก ไม่อย่างนั้นฉันไม่พูดหรอกค่ะ” นางหลี่เจี๋ยรีบออกตัวแทนสามี