โจวหลินกับแม่ของเธอ หวงซูอวี๋ต่างคิดว่าโจวเทียนฉีไปทำ ‘เรื่องเลวทราม’ อะไรมา ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาเงิน ‘หนึ่งล้าน’ หยวนนี้มาจากไหน
ทำธุรกิจมาก็หลายปีแล้วส่วนใหญ่หาเงินได้วันละประมาณหลายร้อย หลายพันหยวน อย่างมากที่สุดก็ทำกำไรได้สี่พันหยวนในการซื้อขายหนึ่งครั้งไม่เคยมีสักครั้งที่ได้กำไรเกินหนึ่งหมื่นหยวนเลยเดิมทีตอนที่โจวเทียนฉีบอกว่าได้เงิน สองแสนห้าหมื่นหยวนจากการซื้อขายครั้งเดียวก็สร้างความตื่นตระหนกมากพออยู่แล้วแต่คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะยังมีเงินอีกหนึ่งล้านหยวนอยู่ในบัญชีธนาคาร!
โจวหลินกับแม่ของเธอนิ่งอึ้งไปสักพักหนึ่งทันใดนั้นโจวหลินก็จ้องมองพ่อของเธออย่างไม่วางตา และพูดว่า “พ่อคะ ไม่ใช่ว่าจู่ๆเงินก้อนนี้ก็เข้าบัญชีมาเพราะธนาคารดำเนินการผิดพลาดหรอกนะคะ ถ้าหากธนาคารทำพลาด พ่อก็ไม่สามารถแตะต้องเงินก้อนนี้ได้เงินที่มาจากความผิดพลาดของธนาคารมีกฎหมายคุ้มครองอยู่นะคะถ้าเอามาใช้ก็ต้องติดคุก ตอนนี้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆหนูทำงานอยู่ที่ธนาคาร หนูต้องรู้ดีอยู่แล้ว!”
“ถุย...”
โจวเทียนฉีถ่มน้ำลายออกมาในทันทีแล้วพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “คำพูดของลูกนี่ตลกดีจริงๆ พ่อจะบอกให้ว่าเงินหนึ่งล้านหยวนก้อนนี้คือเงินมัดจำที่คนอื่นจ่ายให้พ่อ!”
“เงินมัดจำ?” โจวหลินกับหวงซูอวี๋เอ่ยถามกลับไปอย่างตกตะลึง“ของประเภทไหนกันที่ต้องจ่ายเงินมัดจำตั้งหนึ่งล้านหยวน เขาจะซื้อวิลล่าในเมืองถงเฉิงเหรอคะ”
แต่แล้วพวกเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในตระกูลโจวไม่มีใครทำงานเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เลยต่อให้มีคนอยากซื้อวิลล่าก็คงไม่มาซื้อกับพวกตนหรอกจริงไหม
โจวเทียนฉีชี้นิ้วไปที่เงินสดสามสิบห้าปึกซึ่งวางอยู่บนโต๊ะกาแฟแล้วกล่าวขึ้นว่า “ฉันได้เงินพวกนี้มาอย่างสุจริตพวกเธอกำลังคิดเรื่องบ้าบออะไรกันอยู่ ฉันจะเล่าให้ฟังเช้าวันนี้หลังจากที่ฉันไปที่โรงรับจำนำของหนิวเซี่ยงตงก็เห็นว่าในร้านของเขามีขวดหยกใบหนึ่งที่กำลังจะถูกขายทอดฉันทำกิจการโรงรับจำนำมาสองปีกว่า เรื่องอื่นไม่พูดถึงแต่สายตาที่ดีย่อมมีอยู่แล้ว มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าขวดหยกใบนั้นต้องมีมูลค่าอย่างน้อยสามแสนหยวนฉันเลยลองถามราคาหนิวเซี่ยงตงดู เขาเรียกราคาแค่สองแสนห้าหมื่นหยวนตอนนั้นฉันก็เลยจ่ายเงินมัดจำให้เขาไปหนึ่งแสนหยวน...”
หวงซูอวี๋สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจแล้วรีบเอ่ยถามว่า “คุณจ่ายเงินมัดจำตั้งหนึ่งแสนหยวนเพื่อขวดใบเดียวเนี่ยนะ คุณ...คุณมีเงินอยู่แค่หนึ่งแสนหยวนไม่ใช่เหรอทำไมคุณถึงได้ใจกล้าขนาดนั้น ถ้าหากขาดทุนขึ้นมา...”
“ขาดทุนอะไร คุณภรรยา...เธอมันก็แค่ผู้หญิงที่ไว้ผมยาว แต่ความรู้สั้นกุด!”โจวเทียนฉีกล่าวต่อว่าภรรยาด้วยความโกรธเกรี้ยว ตอนนี้เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมจึงไม่ไว้หน้าเธอเลยแม้แต่น้อย “เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นคนฉลาด ตอนนั้นฉันบอกว่าพกเงินสดติดตัวไปแค่หนึ่งแสนหยวนหนิวเซี่ยงตงจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินสดทั้งหมดในร้านของฉันมีแค่หนึ่งแสนหยวน เขาเป็นคนที่ใจกว้างมากไม่ว่าฉันพูดอะไรก็ล้วนไม่มีปัญหาเลย ตอนที่ฉันกลับมาถึงร้านฉันเองก็ไม่คิดว่าฉันจะโชคดีถึงขนาดนั้น หลงชิวเซิงพาเพื่อนที่เมืองหลวงมาเที่ยวเมืองถงเฉิงและตอนนั้นก็แวะเข้ามาในร้านของฉันพอดี พอฉันเอาขวดหยกใบนั้นออกมาให้พวกเขาดูพวกเธอรู้ไหม ตอนนั้นเพื่อนของหลงชิวเซิงก็จ่ายเงินห้าแสนหยวนเพื่อซื้อขวดหยกหนำซ้ำยังโอนเงินเดี๋ยวนั้น ฉันเพิ่งจ่ายเงินมัดจำไปแค่หนึ่งแสนหยวนแต่กลับกลายเป็นว่าขวดหยกยังไม่ทันหายร้อนก็ถูกเพื่อนของหลงชิวเซิงขอซื้อไปในราคาห้าแสนหยวนเท่ากับว่าฉันได้เงินสองแสนห้าหมื่นหยวนมาอย่างสบายๆ !”
“หาเงินได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” เมื่อหวงซูอวี๋กับโจวหลินได้ยินคำพูดนั้นก็ระบายลมหายใจออกมาถ้าหากเป็นอย่างที่พูด งั้นเงินก้อนนี้ก็ได้มาด้วยวิธีที่ถูกต้องและเปิดเผยไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก เพียงแต่พวกเธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าขวดอะไรแค่นำไปขายต่อก็ได้กำไรถึงสองแสนห้าหมื่นหยวนแล้ว
โจวเทียนฉีต้องได้รับการ‘อนุมัติ’ จากภรรยากับลูกสาว ไม่อย่างนั้น ลำพังเขาคนเดียวคงยากที่จะหาเงินสามล้านหกแสนห้าหมื่นหยวนที่ยังขาดไปได้เขาจึงเอ่ยปากตำหนิภรรยาว่า “เธอจะไปรู้อะไร วิชาความรู้เรื่องวัตถุโบราณนั้นลึกซึ้งมากแค่สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างกำไรได้สามแสนหยวนแล้ว ต่อให้เป็นหนึ่งล้านหยวนหรือสิบล้านหยวนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจตอนที่ฉันไปหาหนิวเซี่ยงตงเพื่อจ่ายเงินอีกหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนที่ฉันติดเขาไว้ฉันพูดกับเขาว่าหลังจากนี้ถ้ามีของดีอะไรอีกก็ให้นึกถึงฉัน แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ เขาก็บอกว่ามีของชิ้นหนึ่งที่เพื่อนของเขาฝากไว้นั่นก็คือเครื่องลายคราม...”
โจวเทียนฉีเห็นภรรยากับลูกสาวกำลังตั้งใจฟังคำพูดของเขาก็จิบชาหนึ่งอึกด้วยความภาคภูมิใจในตัวเองที่ไม่อาจอดกลั้น จากนั้นก็พูดต่อไปว่า“เครื่องลายครามชิ้นนี้คือสมบัติที่มีค่าควรเมือง ฉันมองปราดเดียวก็รู้ว่าของชิ้นนี้มีมูลค่ามากกว่าสิบล้านหยวนฉันถามราคาหนิวเซี่ยงตงแล้ว เขาเรียกราคาหกล้านหยวนฉันเลยพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูด จนกระทั่งเขายอมลดราคาลงหนึ่งล้านหยวนพวกเราเลยตกลงกันที่ราคาห้าล้านหยวน!”
“ห้าล้านหยวน?”
หวงซูอวี๋กับโจวหลินอดสะดุ้งเฮือกไม่ได้พวกเธอเพิ่งจะมีความสุขที่ได้ ‘เงินก้อนโต’ มาถึงสองแสนห้าหมื่นหยวนแต่คาดไม่ถึงเลยว่าเงินก้อนนี้ยังไม่ทันจะหายร้อน โจวเทียนฉีก็ถึงกับทำใจกล้าเอ่ยปากขอซื้อของในราคาที่สูงเทียมฟ้าอย่างห้าล้านหยวนเสียแล้วเขาเสียสติไปแล้วใช่ไหม
ฝ่ายหวงซูอวี๋ต่อว่าขึ้นมาในทันที“ตาแก่โจวเทียนฉี ถ้าอยากล้างผลาญสมบัติก็ใช้เงินตัวเองไปสิอย่ามาทำร้ายฉันกับโจวหลินไปด้วย ห้าล้านหยวนเนี่ยนะ...ต่อให้ขายคนทั้งตระกูลก็ได้ไม่ถึงเศษเสี้ยวของเงินห้าล้านด้วยซ้ำ...”
“เธอหุบปากไปเลย!”
โจวเทียนฉีบันดาลโทสะเขาถลึงตา ร้องตะโกนลั่น แล้วชี้นิ้วไปที่หน้าผากของหวงซูอวี๋พลางต่อว่าไปด้วย“พวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำอย่างเธอจะมาเห่าหอนอะไร ฉันไม่รู้จริงๆว่าควรจะพูดอย่างไรกับเธอดี ฉันจะบอกอะไรให้ตอนนั้นฉันแอบส่งรูปไปให้ลูกค้าที่ซื้อขวดหยก แล้วลูกค้าคนนั้นก็รีบโทรกลับมาบอกว่าอยากซื้อแจกันลายครามของฉันเขาเสนอราคาสิบล้านหยวน แถมยังโอนเงินมัดจำเป็นเงินสดหนึ่งล้านหยวนมาให้ฉันทันทีเธอเข้าใจไหมว่าหนึ่งล้านหยวนคือเงินมัดจำ!”
“หนึ่งล้านหยวน?” หวงซูอวี๋กับลูกสาวตะลึงงันไปแล้วผ่านไปนานพอสมควร เธอถึงเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก “เหล่าโจว ละ...ลูกค้าคนนั้น ขอซื้อในราคาสิบล้านหยวนจริงๆเหรอ”
โจวเทียนฉีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า“เธอคิดว่ายังไงล่ะ คนเขาโอนเงินสดหนึ่งล้านหยวนเข้ามาในบัญชีของฉันแล้ว หนึ่งล้านหยวนเชียวนะถ้าเป็นเธอ เธอจะเอาเงินหนึ่งล้านหยวนมาถลุงเล่นไหม ถ้าหากเขาไม่อยากได้แจกันลายครามใบนี้แล้วเงินหนึ่งล้านหยวนก้อนนี้ก็ขอคืนไม่ได้ มีแต่ต้องยกให้พวกเราฟรีๆเธอคิดว่าเขาอยากซื้อมันจริงๆ หรือเปล่าล่ะ”
หวงซูอวี๋นิ่งคิดอยู่นานจากนั้นเธอก็พยักหน้า เอ่ยออกมาว่า “จริงด้วย เงินตั้งหนึ่งล้านหยวนตีให้ตายฉันก็จะไม่เอามันมาล้อเล่นแน่นอน อืม เขาให้ราคาสิบล้านหยวนคุณบอกว่าราคาที่หนิวเซี่ยงตงเรียกคือห้าล้านหยวน งั้นพวกเราก็จะได้กำไรห้าล้านหยวนมาฟรีๆเลยไม่ใช่เหรอ”
“เธอคิดว่ายังไงบ้าง” โจวเทียนฉีปรบมือแล้วเอ่ยถามกลับไป
หวงซูอวี๋กล่าวขึ้นด้วยท่าทีเจี๋ยมเจี้ยม“เหล่าโจว...ฉันขอโทษนะ พอฉันได้ยินว่าคุณจะเอาเงินห้าล้านหยวนไปซื้อของสมองของฉันก็ระเบิดไปเลย เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทุกคนต่างก็อยากทำสิ่งดีๆเพื่อครอบครัวกันทั้งนั้น คุณเองก็อย่าตำหนิฉันเลยนะ!”
โจวเทียนฉีได้ยินภรรยาเอ่ยคำ“ขอโทษ” กับตนเองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็รู้สึกสาแก่ใจอย่างยิ่งเขาโบกมือและกล่าวขึ้นว่า “ช่างเถอะ ฉันรู้ ตอนนี้ฉันเองก็กังวลอยู่เหมือนกันหนิวเซี่ยงตงจะขายเครื่องลายครามให้ฉันก็จริง แต่เขาให้เวลาฉันหาเงินแค่สามวันถึงอย่างนั้นก็ยังโชคดี ลูกค้าที่ต้องการซื้อของจากฉันยังอยู่ที่เมืองหลวงเขาบอกฉันว่าเขาต้องทำธุระก่อน อีกสามวันถึงจะมาที่เมืองถงเฉิงฉันก็เลยมีเวลาสามวันพอดี!”
ในระหว่างที่พูดโจวเทียนฉีมองภรรยากับลูกสาวของตนเองไปด้วย เขาขมวดคิ้วและเอ่ยว่า “ภรรยา ลูกสาวตอนนี้ฉันกำลังตกที่นั่งลำบาก หนิวเซี่ยงตงเรียกราคามาห้าล้านหยวนแต่เดิมทีฉันมีเงินอยู่กับตัวแค่หนึ่งแสนหยวน และเพิ่งจะหาเงินมาได้สองแสนห้าหมื่นหยวนรวมกันเป็นสามแสนห้าหมื่นหยวน ถ้ารวมกับเงินมัดจำอีกหนึ่งล้านหยวนที่ลูกค้าโอนมาให้ก็เท่ากับว่าฉันมีเงินทั้งหมดหนึ่งล้านสามแสนห้าหมื่นหยวนยังขาดอยู่อีกสามล้านหกแสนห้าหมื่นหยวน พวกเธอคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรกันดี”
โจวหลินได้ยินคำพูดเหล่านี้จากผู้เป็นพ่อหัวใจก็พลอยสั่นไหวไปด้วยถึงอย่างไรเงินที่พ่อกับแม่หามาได้ก็คือเงินที่เก็บออมไว้สำหรับเธอธุรกิจที่พ่อทำอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย ไม่มีใครนำเงินหนึ่งล้านหยวนไปใช้โดยที่ไม่คิดไตร่ตรองหรอกลองมาคิดดูแล้ว วัตถุโบราณมีความเป็นไปได้ที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างแท้จริงแค่ชั่วพริบตาเดียวก็สามารถทำให้คนที่ยากจนและล้าหลังกลายเป็นเศรษฐีได้ รวมถึงกำไรห้าล้านหยวนเองก็ด้วยชั่วชีวิตนี้คนธรรมดาทั่วไปคงไม่มีวันได้สัมผัสเงินมากมายขนาดนี้!
“เหล่าโจว...” หวงซูอวี๋จ้องมองโจวเทียนฉี พร้อมกับพยักหน้าและพูดว่า“คุณให้เงินฉันห้าหมื่นหยวนไม่ใช่เหรอ ตลอดหลายปีมานี้ฉันเองก็มีเงินเก็บอยู่เหมือนกันรวมกันแล้วก็เป็นเงินหนึ่งแสนสามหมื่นหยวน ฉันยกให้คุณหมดเลย...”
เมื่อโจวเทียนฉีได้ยินว่าภรรยามีเงินเก็บหนึ่งแสนสามหมื่นหยวนเขาก็นึกอยากจะต่อว่าเธอขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ข่มอารมณ์เอาไว้ไม่พูดอะไรตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาต่อว่าเธอยายแก่คนนี้แอบเก็บเงินไว้เป็นแสนโดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียวเขาก็เลยคิดว่าเธอมักจะใช้เงินจนหมดเกลี้ยง!
เอาเถอะมีเงินเพิ่มมาหนึ่งแสนสามหมื่นหยวนก็ยังดีกว่าขาดไปหนึ่งแสนสามหมื่นหยวน!
“เธอมีหนึ่งแสนสามหมื่นหยวนใช่ไหม เอาละ รวมกับหนึ่งล้านสามแสนห้าหมื่นหยวนของฉันก็รวมเป็นเงินหนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นหยวนยังขาดอีกสามล้านห้าแสนสองหมื่นหยวน ลองคิดดูอีกหน่อยสิ ยืมอะไรได้ก็ต้องยืมดึงเงินมาจากไหนได้ก็ต้องดึงมาก่อน ต่อให้ต้องเป็นหนี้นอกระบบก็ไม่เป็นไรพวกเรากะจะยืมเงินแค่สามถึงสี่วันเท่านั้น ฉันลองมาคิดดูแล้วยืมเงินสามถึงสี่ล้านตอนนี้ ยืมแค่สามหรือสี่วัน ถ้าจ่ายดอกเบี้ยห้าแสนหยวนฉันจะยืมเงินไม่ได้เชียวเหรอ”
โจวหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอจ้องมองพ่อของเธออย่างไม่ละสายตา จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยท่าทีลังเลใจว่า “พ่อคะหนู...ถ้าหนูเอาสมุดทะเบียนบ้านของเรากับเล่มทะเบียนรถของหนูกับพ่อไปขอกู้เงินเดิมทีก็จะสามารถกู้เงินได้ประมาณห้าแสนถึงหกแสนหยวนแต่ธนาคารมีขั้นตอนในการตรวจสอบและอนุมัติหลายขั้นตอนถึงมีเส้นสายก็ไม่สามารถผ่านการอนุมัติและรับเงินได้ภายในสามวันแต่หนูมีเพื่อนที่สามารถให้กู้ยืมเงินเป็นการส่วนตัวค่ะถ้าเอาสมุดทะเบียนบ้านกับเล่มทะเบียนรถไปขอกู้เงินก็จะได้เงินมาประมาณสามล้านห้าแสนหยวนอัตราดอกเบี้ยการกู้เงินในระยะสั้นอย่างสามถึงห้าวันย่อมสูงลิ่วอยู่แล้วอย่างต่ำคือสิบเปอร์เซ็นต์ โดยปกติคือสิบห้าเปอร์เซ็นต์และสำหรับคนที่ต้องการกู้เงินแบบเร่งด่วนก็สูงถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์!”
โจวเทียนฉีโบกมือพลางกล่าว“สาวน้อย ลูกอย่าพูดกับพ่อแบบนี้ พ่อฟังไม่เข้าใจหรอกนะ อธิบายให้มันชัดเจนหน่อยพ่อจะได้เข้าใจ!”
โจวหลินพยักหน้าแล้วพูดว่า“ได้ค่ะ พ่อคะ หนูจะพูดแบบนี้ก็แล้วกันหนูทำงานอยู่ที่ธนาคารก็เลยพอจะรู้จักกับคนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเงินนอกระบบความจริงแล้วนี่เป็นเรื่องที่ปกติมาก แม้แต่ในธนาคารเองก็ตาม พวกหัวหน้าต่างก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นคือไปกู้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาจากธนาคาร แล้วนำไปปล่อยกู้ให้แก่ลูกค้าโดยคิดดอกเบี้ยสูงๆความหมายของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นก็คือ สำหรับการกู้ยืมเงินภายในหนึ่งสัปดาห์ดอกเบี้ยของเงินหนึ่งล้านหยวนจะอยู่ระหว่างหนึ่งแสนถึงสองแสนหยวนถ้าหนูไปกู้เงินมาแล้วเขาคิดอัตราดอกเบี้ยสิบเปอร์เซ็นต์ก็จะเท่ากับหนึ่งแสนหยวนและดอกเบี้ยของการกู้เงินสามล้านห้าแสนหยวนก็คือสามแสนห้าหมื่นหยวน!”
โจวเทียนฉีอารมณ์ดีอย่างยิ่งเขาพูดพลางหัวเราะร่า “จริงเหรอ ฮ่าๆๆ งั้นก็เอาตามนี้ สาวน้อยดูท่าทางความเหนื่อยยากที่พ่อเลี้ยงดูลูกมาจนโตจะไม่สูญเปล่าแม้แต่การจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ลูกเข้าไปทำงานในธนาคารก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วพ่อยังคิดอยู่เลยว่าการกู้เงินนอกระบบสักสามถึงสี่วันจะต้องจ่ายดอกเบี้ยห้าแสนหยวนแต่ลูกทำได้ดีมาก จู่ๆ ก็ช่วยให้พ่อประหยัดเงินได้อีกหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน!”
ฝ่ายโจวหลินเอ่ยถามด้วยความกังวลใจว่า“พ่อคะ ถ้าเอาสมุดทะเบียนบ้านกับเล่มทะเบียนรถไปจำนองเพื่อกู้เงินสามล้านห้าแสนหยวนหนูกลัวว่าถ้าหากการซื้อขายครั้งนี้ล้มเหลวแล้วไม่ได้เงินขึ้นมาพวกเราจะไม่เหลืออะไรเลย หนำซ้ำยังเป็นหนี้นอกระบบอีกสามล้านห้าแสนหยวนด้วย...”
โจวเทียนฉีพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า“งั้นลูกคิดว่าอย่างไร ยังอยากได้เงินห้าล้านหยวนก้อนนี้อยู่ไหม ถ้าไม่อยากได้พ่อก็จะได้เอาเงินมัดจำหนึ่งล้านหยวนไปคืน...”
“หาเงินได้ทำไมจะไม่หาล่ะ ฉันตัดสินใจแล้ว!”หวงซูอวี๋ที่อยู่ด้านข้างปรบมือหนึ่งครั้ง แล้วพูดด้วยเสียงอันดัง“ลูกเอาสมุดทะเบียนบ้านกับเล่มทะเบียนรถไปขอกู้เงินซะ เวลาไม่คอยท่าแล้วแม่ว่าเราควรรีบไปเอาแจกันลายครามกลับมาก่อนจะได้สบายใจของที่สามารถทำกำไรได้ตั้งขนาดนี้ มีหรือคนอื่นจะไม่อยากได้ ห้าล้านหยวนเชียวนะแป๊บเดียวก็จะได้เงินห้าล้านหยวนมาแล้ว ลองคิดดูสิว่าครอบครัวของเราจะเป็นยังไงถ้ามีเงินห้าล้านหยวน”