ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 ถึงขั้นแม่ทัพ

            “ยินดีด้วยเสี่ยวเม่ย”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยด้วยรอยยิ้มสองชั่วยามที่ผ่านมาเขาเฝ้าดูอยู่ตลอด นอกจากข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาแก้ไขได้ทันเวลาแล้วเสิ่นเสี่ยวเม่ยทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองทั้งหมด

            ด้วยประสบการณ์ของเสิ่นเสวียนแล้วยังรู้สึกขนลุกขึ้นมาเลย

            ร่างกายของเสิ่นเสี่ยวเม่ยในตอนนี้เขายังไม่กล้ารับรองว่าจะไปได้ถึงขั้นไหน แต่การฝ่าด่านเคราะห์กลายเป็นเซียนนั้นไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

            “เมื่อครู่เป็นเพียงก้าวแรกในการสร้างพื้นฐานกินสองขวดนี้เข้าไปพร้อมกัน”

            ระหว่างที่กล่าว เสิ่นเสวียนส่งขวดสีดำอีกสองขวดให้เสิ่นเสี่ยวเม่ย

            “อื้ม”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยรับยาน้ำสกัดสองขวดนั้นมาด้วยความดีใจแล้วนางก็ดื่มเข้าไปทั้งหมดโดยไม่ลังเลเช่นเคย

            ทว่าอานุภาพของยาน้ำสกัดสองขวดไม่ได้ธรรมดาเหมือนขวดเดียวเสิ่นเสี่ยวเม่ยเพิ่งดื่มเข้าไปก็ทำให้นางถึงกับเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นในทันที

            หลังจากนั้นร่างกายก็เริ่มมีน้ำแข็งเกาะอย่างรวดเร็วกลายเป็นมนุษย์น้ำแข็งในเวลาเพียงสามลมหายใจ

            เสิ่นเสวียนมองเสิ่นเสี่ยวเม่ยด้วยแววตาเป็นประกายพลังก่อตัวขึ้นในมือแล้วสลายหายไปอยู่หลายครั้ง สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ลงมือใดๆ

            ยาน้ำสกัดจากหลินจือโมรามีฤทธิ์ร้อนแรงเมื่อผสานเพลิงวิญญาณเข้าไปทำให้พลังของมันถูกกลั่นกรองอย่างเต็มที่ ยาน้ำสกัดหนึ่งขวดเพียงพอจะกระตุ้นร่างวิญญาณเพลิงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยให้ตื่นขึ้นได้แต่ก็เพียงกระตุ้นเท่านั้น ยังมิอาจทำให้นางลุกขึ้นยืนได้จริงๆ

            นี่คือเหตุผลที่เขาต้องใช้อีกสองขวด

            สองขวดนี้ไม่เพียงทำให้ร่างวิญญาณเพลิงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยอยู่ในสภาวะกึ่งสมบูรณ์ได้เท่านั้นขณะเดียวกันยังทำให้เส้นชีพจรที่ขาถูกเปิดออกทั้งหมด จากนั้นก็โคจรพลังไปตามชีพจรเพื่อรักษาขาให้หายดี

            “พี่เชื่อว่าเจ้าทำได้”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยพลางกำหมัดแน่นรู้สึกตึงเครียดยิ่งกว่าใคร

            แน่นอนว่าหากถึงขั้นที่ไม่ไหวแล้วจริงๆเขาสามารถช่วยนางได้

             

            ภายในลาน เสิ่นเสี่ยวเม่ยยังคงนั่งอยู่บนรถเข็นกลายเป็นรูปแกะสลักน้ำแข็งไปแล้ว รวมไปถึงรถเข็นของนางด้วยที่ตอนนี้กลายเป็นน้ำแข็งก้อนใหญ่และที่พื้นในรัศมีหนึ่งจั้งยังถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งหนา

            เสิ่นเสวียนมองเสิ่นเสี่ยวเม่ยอยู่นิ่งๆเขายังคงไม่ได้เข้าช่วยเหลือ แม้เขาจะช่วยได้แต่นั่นจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ด้อยลง

            ในบางเส้นทางนางจำเป็นต้องเดินออกมาด้วยตนเองเมื่อพ้นความลำบากออกมาได้แล้วจะพบเจอกับความสุข

            ร่างน้ำแข็งคงอยู่อย่างนั้นไปครึ่งชั่วยามในที่สุดก็เริ่มหลอมละลาย หยดน้ำไหลร่วงลงมาไม่หยุดหย่อน ร่างของเสิ่นเสี่ยวเม่ยค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อพลันมีเปลวเพลิงสีเขียวพวยพุ่งออกมาจากร่าง ทำให้ชั้นน้ำแข็งเหล่านั้นหลอมละลายไปอย่างรวดเร็วเปลวเพลิงลุกโชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เสิ่นเสี่ยวเม่ยกลายเป็นมนุษย์เพลิงในพริบตา

            เพลิงนี้ไม่ใช่เปลวเพลิงร้อนแรงแต่เป็นเพลิงวิญญาณ

            “อืม”

            เสิ่นเสวียนเห็นดังนั้นในที่สุดเขาก็พยักหน้าเนื่องจากบรรลุเป้าหมายของเขาแล้ว

            ร่างวิญญาณเพลิงยอดเยี่ยมยิ่งนักแม้จะหาได้ยาก แต่หลายๆ คนก็มีร่างนี้ ทว่าหากได้บ่มเพาะเพลิงวิญญาณก็จะต่างออกไปอีก

            เพลิงวิญญาณหาได้ยากมาก ทั่วทั้งทวีปหลิงโซ่วน่าจะมีอยู่เพียงเล็กน้อยยิ่งไปกว่านั้นเพลิงวิญญาณที่เสิ่นเสี่ยวเม่ยบ่มเพาะขึ้นมายังมีต้นกำเนิดมาจากหม่าเมี่ยนเซียนวิญญาณแห่งยมโลกอีกด้วย เคล็ดวิชาอะไรหลังจากนี้ไม่สำคัญสำหรับนางเลย ขอเพียงบ่มเพาะเพลิงวิญญาณบริสุทธ์ขึ้นมาได้ก็เพียงพอที่จะกวาดล้างคนในระดับเดียวกันได้แล้ว

            เพลิงวิญญาณปกคลุมทั่วร่างของเสิ่นเสี่ยวเม่ยกำลังชำระล้างร่างกายให้นางอย่างต่อเนื่อง เพลิงพลังหยางแผดเผาร่างกาย เพลิงวิญญาณแผดเผาจิตใจคนทั่วไปสัมผัสโดนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้จิตวิญญาณแตกสลายไปเลยก็ได้

            ทันใดนั้นเองเสิ่นเสี่ยวเม่ยขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเจ็บปวดทว่านางยังคงกัดฟันอดทนต่อ เสิ่นเสวียนรู้ว่าตอนนี้เพลิงวิญญาณเริ่มแผดเผาจิตใจแล้วจิตวิญญาณโดนแผดเผาอย่างร้อนแรงที่สุด แต่ถ้าทำสำเร็จจะมีผลดีตามมาอีกมากมาย

            ยิ่งผ่านไปนานเข้า สีหน้าเจ็บปวดของนางก็ค่อยๆคลายลง

            รถเข็นที่นางนั่งอยู่ถูกเพลิงวิญญาณหลอมละลายจนกลายเป็นของเหลวกองอยู่บนพื้นแล้วของเหลวเหล่านั้นก็ระเหยกลายเป็นไอ สลายหายไปทั้งหมด

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยในตอนนี้ยังคงอยู่ในท่านั่งแต่พลังจากสองขาของนางเพียงพอที่จะประคองร่างกายของนางไว้ได้แล้ว

            พลังทั่วทั้งร่างถูกนางควบคุมให้โคจรไปตามเส้นชีพจรภายในร่างอย่างเป็นระบบและพลังของนางก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

            ขั้นริเริ่ม

            ขั้นนักรบ

            ขั้นปรมาจารย์!

            พลังที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้รวดเร็วยิ่งกว่าเสิ่นเสวียนก่อนหน้านี้เสียอีก

            ขั้นแม่ทัพ!

            กระทั่งพลังทะลวงขึ้นมาถึงขั้นแม่ทัพความเร็วจึงค่อยๆ ลดลง

            “ขั้นแม่ทัพ!ไม่เลวเลยทีเดียว”

            เสิ่นเสวียนมองเสิ่นเสี่ยวเม่ยอย่างเหลือเชื่อ

            คิดไม่ถึงเลยว่ายาน้ำสกัดจากหลินจือโมราสามขวดจะทำให้เสิ่นเสี่ยวเม่ยมีพลังยุทธ์ถึงขั้นแม่ทัพได้พลังของนางทะลวงไปถึงขั้นแม่ทัพระดับกลางแล้วจึงหยุดนิ่งลง การที่พลังภายในร่างปะทุขึ้นมาอย่างผิดปกติสามารถทำให้ร่างกายระเบิดได้ทุกเมื่อ

            “รวบรวมสติเอาไว้โคจรพลังไปสู่จุดจ่านจู๋[1] ผ่านประตูมิติเข้าไป”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยทำตามในทันทีแล้วก็เป็นไปตามคาด พลังบนร่างของนางค่อยๆ สงบนิ่งลง

            “ใช่แล้ว ทำแบบนั้นแหละแล้วเจ้าก็ปิดประตูมิติและพยายามรักษาสมดุลไว้”

            เสิ่นเสวียนชี้แนะไป เสิ่นเสี่ยวเม่ยก็ทำตามเพียงสิบกว่าลมหายใจนางก็สามารถโคจรพลังบ้าคลั่งเหล่านั้นได้อย่างอิสระ

            หลังจากทุกอย่างสงบลงแล้วเสิ่นเสี่ยวเม่ยจึงลืมตาขึ้นมองไปทางเสิ่นเสวียน

            “ท่านพี่ ข้าทำสำเร็จแล้ว!”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกร่างกายของนางเบาราวกับขนนก นางไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

            “ลองดูขาของเจ้าสิ”

            เสิ่นเสวียนมองขาเหยียดตรงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยในตอนนี้นางยืนอยู่บนพื้นอย่างมั่นคง รถเข็นของนางกลายเป็นจุณไปแล้วเพราะเพลิงวิญญาณแผดเผาก่อนหน้านี้

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยก้มหน้ามองขาของตนเองนางกำลังยืนอยู่บนพื้นจริงๆ นางขยี้ตาคล้ายจะไม่เชื่อ แล้วนางก็ย่ำเท้าอยู่กับที่ เมื่อมั่นใจแล้วว่าตนยืนได้จริงๆนางก็วิ่งเข้าไปหาเสิ่นเสวียนและโอบกอดเขาไว้แน่น

            “ท่านพี่!ข้าคิดว่าข้าจะลุกขึ้นยืนไม่ได้อีกแล้ว”

            “ท่านพี่ ข้าคิดว่าก่อนหน้านี้ท่านเพียงปลอบประโลมข้าเท่านั้น”

            “ท่านพี่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงใช่ไหม”

            เสิ่นเสวียนสูงกว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยประมาณครึ่งหัวเสิ่นเสี่ยวเม่ยกอดเอวเขาพลางวางหัวแนบอก น้ำตาไหลจนเปียกเสื้อไปหมด

            “เด็กโง่ พี่เคยโกหกเจ้าเมื่อไรกัน”

            เสิ่นเสวียนลูบผมยาวดำขลับของเสิ่นเสี่ยวเม่ยด้วยความรักพลางกล่าวปลอบนาง

            “เอาล่ะ ไม่ร้องแล้วตอนนี้เจ้าเป็นผู้ฝึกตนขั้นแม่ทัพแล้ว อย่าให้ใครหัวเราะเยาะเจ้าได้”

            “อื้ม”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยเช็ดน้ำตา สามารถดูออกได้ว่าแม้นางจะไม่กล่าวถึงขาของตนเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่ภายในใจยังคงคาดหวังว่าจะดีขึ้น ตอนนี้ฝันของนางกลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว นางจะไม่ดีใจได้อย่างไรโดยเฉพาะพลังยุทธ์ขั้นแม่ทัพระดับกลาง ทำให้นางกลายเป็นยอดฝีมือในทันที

            “ไหนดูซิ พลังของเจ้าเป็นอย่างไร”

            ขณะที่กล่าว เสิ่นเสวียนผายมือเชิญเสิ่นเสี่ยวเม่ยให้แสดงพลัง

            “ได้เลย”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยควบคุมร่างวิญญาณเพลิงเข้าโจมตีเสิ่นเสวียนอย่างรวดเร็ว

            ทว่าในขณะนั้นเอง กลับมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนเมืองอวี่ฮว่าเสียแล้ว

            คนผู้นี้คือชายวัยกลางคนที่ออกจากยอดหอคอยตระกูลหานไปก่อนหน้านี้เขามาถึงด้านหน้าตระกูลหานพลันสัมผัสได้ถึงไอพลังที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆออกมา เขาแอบเข้ามาด้านหน้าตระกูลหานอีกครั้ง หลังจากสัมผัสได้ถึงไอพลังนั้นแล้วเขาก็ออกจากเมืองอวี่ฮว่าไปอย่างรวดเร็ว

            “เฮอะ! ตระกูลเสิ่น พวกเจ้าโอหังยิ่งนัก! พวกเจ้าจบเห่แน่”

            คนผู้นี้ยืนอยู่นอกเมืองอวี่ฮว่าหันมองไปทางตระกูลเสิ่นด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม จากนั้นเขาก็หันหลังแล้วเดินจากไป

            ........................................................

            [1] จ่านจู๋ (攒竹) เป็นชื่อของจุดลมปราณ อยู่บริเวณรอยบุ๋มที่หัวคิ้วทั้งสองข้าง

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน