เทพสงครามมังกรเทวะ

    เฟยหรงโดนจับตัว

    เมื่อได้ยินหลงเสี่ยวหยากล่าวเฟยหรงไม่รอช้ามุ่งตรงไปที่บัลลังก์ที่เจ็ดในทันทีด้วยแววตาที่เป็นประกายในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ศึกษานิสัยของนารีให้ท่องแท้ แต่เมื่อมาถึงเฟยหรงมองซ้ายมองขวาบัลลังก์ที่เจ็ดนี้มีชายหนุ่มคนหน้าตาหล่อเหล่ากำลังนั่งอยู่พร้อมสตรีสองคนที่นั่งอยู่บนตักหน้าตาและรูปร่างเย้ายวนอย่างถึงที่สุดแม้จะไม่เทียบเท่าภรรยาของเขาแต่ก็นับได้ว่าเป็นหญิงงามแห่งยุคเลยทีเดียว

     

    "นี่ๆท่าน ข้ามีเรื่องจะปรึกษาขอรับ"เฟยหรงค่อยเดินไปสกิดชายหนุ่มอย่างรวดเร็วจนทำให้เขาและหญิงสาวต้องผงะและหันไปมอง ปรากฏว่าเฟยหรงกำลังอมยิ้มให้พวกเขาอยู่

     

    "โอ้ เจ้าหนูมหัศจรรย์เมื่อครู่นี่เอง มีอะไรหรือถึงได้มาหาข้า"เจ้านิกายหยินหยางกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย เฟยหรงจึงกล่าวตอบไปแบบไม่อ้อมค้อม "ท่านพอจะมีตำราสยบนารีหรือตำราที่บันทึกเกี่ยวกับนิสัยของนารีให้ข้าหยิบยืมหรือไม่ขอรับ ข้าอยากศึกษามัน"เฟยหรงทำท่าทีตื่นเต้น ผู้นำนิกายหยินหยางและหญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่พวกเขาจะระเบิดหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน

     

    "ฮ่าๆๆเจ้าหนูของแบบนั้นข้าไม่มีหรอก"เจ้านิกายหยินหยางกล่าวขึ้น เฟยหรงที่ตื่นเต้นถึงกับทำแววตาผิดหวัง "ไม่มีหรือขอรับ เช่นนั้นข้าขอลาก่อน"

     

    จากเดิมที่เดินมาอย่างร่าเริงเฟยหรงเดินคอตกกลับไปแต่ยังไม่ทันได้ออกไปไกลเสียงของเจ้านิกายหยินหยางก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง"ถึงแม้จะไม่มีตำราแต่ข้าและพวกนางก็พอจะแนะนำเจ้าได้เจ้าหนูสนใจหรือเปล่า"

     

    "จริงหรือขอรับ เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว"เฟยหรงนั่งลงกับพื้นรอคอยการแนะนำจากอีกฝ่าย ภาพนี้ทำให้ขุมกำลังอื่นๆพากันมองอย่างอย่างแปลกประหลาด แต่เฟยหรงก็หาสนใจไม่และยังคงนั่งฟังต่อไป

     

    "เจ้าหนูหากเจ้าคิดจะเดาใจของสตรีนั้นข้าบอกตามตรงว่ามันยากมากๆ เพราะพวกนางจะอารมณ์แปรปรวนดุจคลื่นลมในมหาสมุทรนั่นแหละ และการที่เจ้าจะเดาใจหรือนิสัยของนางได้จะต้องดูก่อนว่านางมีพื้นฐานเป็นเช่นไร เป็นคนเย็นชา เป็นคนสนุกสนาน เป็นคนเจ้าหลักการ แล้วค่อยศึกษาพวกนางอย่างถ่องแท้ในการใช้ชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่นเจ้ามีคนรักเป็นคนเย็นชาคนเย็นชาส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยพูดอะไรให้มากความจะเน้นไปที่การกระทำมากกว่าคำพูด เมื่อเจ้าพบเจอคนรักประเภทนี้เจ้าต้องดูที่การกระทำของนางเสียส่วนใหญ่และไม่ต้องหยอดคำหวานมากเกินไป เจ้าเพียงแค่บอกรักนางบ้างบางเวลาและมุ่งเน้นไปที่การกระทำของเจ้านั่นก็เพียงพอแล้ว"ประมุขนิกายหยินหยางอธิบายอย่างมีหลักการ

     

    เฟยหรงได้ยินก็คิดตามปรากฏว่ามันช่างสอดคล้องกันยิ่งนัก ฟังแล้วลึกซึ้งแต่เข้าใจง่ายสมแล้วที่เป็นนิกายหยินหยางที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะพลังแบบคู่ชายหญิง ช่างน่าเลื่อมใส

     

    "โอ้ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ขอบคุณท่านมากที่ให้คำแนะนำ"เฟยหรงคาราวะอีกฝ่ายก่อนจะเดินออกไป เจ้านิกายที่เห็นชายหนุ่มต่างก็หัวเราะอย่างขบขัน คาดไม่ถึงว่าคนที่มีพรสวรรค์ขนาดนี้จะมาขอศึกษาเรื่องสตรีกับตนเอง

     

    "ท่านพี่ ท่านว่าเขาน่ารักเหมาะกับเจียซินของพวกเราหรือไม่ หากได้เขามาเป็นลูกเขยข้าจะไม่คัดค้านใดๆหรอกนะ"หญิงสาวด้านซ้ายกล่าวขึ้น

     

    "พี่หญิง จะยกเจียซินให้เขาคนเดียวได้อย่างไรหากเขาต้องการข้าเองก็จะยกเจียอี้ให้เขาเช่นกัน"หญิงสาวที่อยุ่ด้านขวากล่าว ประมุขนิกายหยินหยางหัวเราะพร้อมโอบเอวทั้งสองกระชับเข้ามาข้างกาย "เรื่องนั้นปล่อยให้เด็กๆจัดการเองเถอะ พวกนางโตแล้วหาคู่บำเพ็ญเองได้"

     

    ประมุขนิกายหยินหยางเจียชิงกล่าว ภรรยาสาวทั้งสองต่างพากันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่แม้เขาจะกล่าวเช่นนั้นในใจก็มีความหวังไม่น้อยที่จะได้ลูกเขยดีๆอย่างเฟยหรง 'หอกระบี่ดาวตกเห็นทีคงต้องแวะเวียนไปบ่อยๆเสียแล้ว"

     

    ทางด้านของเฟยหรงหลังจากได้รับความรู้เรื่องนิสัยของสตรีเวลาก็ผ่านไปถึงช่วงเวลาสุดท้ายของการชุมนุมแล้ว เฟยหรงกลับไปนั่งยังบัลลังก์ของหอกระบี่ดาวตกดังเดิม มองไปยังใจกลางเวทีประลองที่ตอนนี้ชายชุดสีขาวกับผู้นำของตระกูลกู่กำลังยืนอยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ ปกติพอถึงเวลานี้ทุกคนต่างต้องพากันออกไปแล้วทำไมถึงยังคงนั่งอยู่อีก

     

    "ทุกท่านคงจะแปลกใจว่าทำไมพวกเราถึงยังรั้งให้พวกท่านอยู่ต่อเช่นนี้ พอดีว่าเรามีเรื่องที่ต้องแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบกันโดยทั่วกัน เมื่อปีที่ผ่านมาทางผู้นำของเราได้ค้นพบผนึกที่ใช้ผนึกโลกนี้เอาไว้"ชายชุดคลุมขาวกล่าวมาถึงตรงนี้ทุกคนที่อยู่ทั่วบริเวณลุกขึ้นพรวดพราดในทันทีพร้อมอุทานออกมาพร้อมกัน "ผนึกที่ใช้ผนึกโลก!!"

     

    "ใช่แล้วเรื่องนี้เราตรวจสอบกันมาเรียบร้อยแล้วเลยต้องแจ้งให้ขุมกำลังระดับศักดิ์สิทธิ์ทุกขุมกำลังได้รับทราบโดยทั่วกัน แต่ผนึกนั้นก็ใช่ว่าจะปลดมันได้โดยง่าย เพราะมันต้องใช้ธาตุทั้งเก้าที่มีพลังเพียงพอที่จะปลดผนึกและอย่างที่พวกเราทราบกันดีสิ่งที่มีพลังแห่งธาตุทั้งเก้าที่มหาศาลอยู่ภายในนั่นก็คือบัลลังก์ราชันทั้งเก้านั่นเอง!!"เมื่อกล่าวมาทุกตรงนี้ทุกคนต่างพากันมองมาที่เป่ยเฉิน และอีกสองคนที่อยู่อีกฝั่งด้วยแววตาที่หลากหลาย ดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจในคำกล่าวของชายชุดคลุมขาวขึ้นมาในทันที

     

    "หากมันเป็นประโยชน์กับทุกคนเมื่อถึงเวลาที่บัลลังก์ราชันมารวมตัวกันได้ข้าก็ไม่ลังเลที่จะใช้มันปลดผนึกให้"เป่ยเฉินกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย ทุกคนที่ได้ยินต่างพยักหน้าอย่างพึงพอใจ บางทีการได้ออกไปด้านนอกของโลกใบนี้อาจจะทำให้พวกเขาพบกับขุมกำลังใหม่ๆที่เหนือว่ามหาเทวะก็เป็นได้

     

    "ข้าเองก็เช่นกันข้าก็ไม่ได้อยากอุดอู้อยู่ในโลกที่ถึงขีดจำกัดแล้วเช่นนี้"หญิงสาวอาภรณ์เขียวกล่าวขึ้นเช่นกันนางคือราชินีแห่งพฤกษา ซงอวิ้ฉาง

     

    "ข้าเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรเพียงแค่มีคนที่แข็งแกร่งมาสู้กับข้าก็เพียงพอ"ราชันแห่งปฐพีไถ่ซือกล่าวขึ้นมาเช่นกัน เมื่อได้รับการยืนยันตามนี้ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นนับแต่นี้เป็นต้นไปการหาบัลลังก์ราชันจะเป็นไปอย่างบ้าคลั่งแน่นอน

     

    ทางด้านเฟยหรงเขายังคงนั่งยิ้มเนื่องจากไม่ได้ถูกสายตาพวกนั้นมองแต่อย่างใดทั้งยังไม่คิดจะเปิดเผยออกไปด้วยว่าตนเองเป็นผู้ครอบครองบัลลังก์ราชันเนื่องมันยังไม่ถึงเวลาและยังไม่มีความแข็งแกร่งมากพอนั่นเอง

     

    "ในเมื่อผู้ครอบครองบัลลังก์ราชันทั้งสามตบปากรับคำแล้ว ดังนั้นวันนี้งานชุมนุมก็ขอให้สิ้นสุดเพียงเท่านี้และพบกันใหม่ในอีกห้าปีข้างหน้าหวังว่าเมื่อถึงวันนั้นเหล่าขุมกำลังทุกท่านจะช่วยหาบัลลังก์ราชันจนเจือสักบัลลังก์ก็ยังดี"เมื่อกล่าวจบร่างของผู้คุมกฏชุดคลุมขาวก็หายไปพร้อมกับประมุขของตระกูลกู่ ขุมกำลังต่างๆพากันลุกขึ้นและเริ่มทะยอยกันจากไปไม่เว้นแม้แต่เฟยหรงเองก็ด้วยที่ตอนนี้เขาได้ให้หลงเสี่ยวหยาแปลกกายเป็นจักรพรรดิมังกรตามเดิมและขึ้นไปนั่งบนศรีษะและพุ่งทยานออกไป เนื่องจากเขาเริ่มสังหรใจแปลกๆนั่นเอง

     

    "เจ้าหนูดูเหมือนพวกเราจะกลับไม่ง่ายเสียแล้ว"หลงเสี่ยวหยากล่าวก่อนที่จะชะงักการบิน เบื้องหน้าคือชายหญิงผมสีฟ้าครามเหมือนกับเขาที่รออยู่กลางอากาศ เฟยหรงที่เห็นถึงกับชะงักค้างในทันใดไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือรวดเร็วตั้งแต่ออกมาจากพิภพกู่เช่นนี้

     

    'พวกเขาคงสัมผัสได้ถึงสายเลือดเทพสมุทรในกายข้า ไม่ได้การข้าจะทำอย่างไรดี'เฟยหรงกระวนกระวายใจ ชายหนุ่มนึกไปถึงคำของท่านปู่ของเขาที่ได้กล่าวบอกไว้ก่อนที่จะเดินทางว่า ตระกูลเป่ยให้ความสัมคัญกับสายเลือดเอามากๆดังนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีจะมีเลือดผสมเกิดขึ้น นั่นจึงทำให้เฟยหรงถึงกับหวาดสะพรึงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทั้งสองตอนนี้

     

    "หนุ่มน้อย เจ้ามีสายเลือดเทพสมุทรกลับมหาสมุทรนิรันทร์กับพวกเราซะ ปัญหานับจากนี้ค่อยคุยกันภายหลัง"เป่ยเฉินกล่าวเรียบเรียบแต่มันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน เฟยหรงที่ได้ยินไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดีแม้จะงัดเอาพลังทั้งหมดมาใช้เห็นทีว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว

     

    "ท่านพูดถึงเรื่องอะไรกันน่ะ ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง"เฟยหรงตีหน้าเซ่อ ตอนนี้ทำได้เพียงปฏิเสธข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายเท่านั้น หากตามไปด้วยแน่นอนในความคิดของเขาสภาพของตัวเองคงไม่สู้ดีนัก เนื่องจากในใจยังคงมีอคติกับตระกูลเป่ยอยู่มาก อาจจะเรียกได้ว่ามากกว่าตระกูลหยุนด้วยซ้ำไป

     

    "เจ้าหนุ่มกลับไปกับพวกเราจะดีกว่า ข้ารับรองว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จนเฟยหรงเกือบคล้อยตามแต่เขายังคงตั้งสติได้ก่อนจะกระซิบกล่าวกับจักรพรรดิมังกรทอง "หนีแล้ว!!"

     

    จักรพรรดิมังกรทะยานสุดเมฆา เป่ยอวิ้นเอ๋อถึงกับยกยิ้มออกมาและส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย เจ้าเด็กคนนี้ช่างซุกซนหรือเกินในสายตาของนาง "ท่านพี่ ท่านรับมือจักรพรรดิมังกร ข้าจะจับเขาเอง"นางกล่าวเช่นนั้น เงาร่างของทั้งสองหายไปในทันทีมาโผล่ที่ตรงหน้าของจักรพรรดิมังกรทองที่ตอนนี้บนหลังไม่มีชายหนุ่มอยู่แล้ว

     

    "หลงเสี่ยวหยา ทั้งที่เป็นสหายกับหลงอวิ้นหลันแต่กลับต่อต้านข้าที่เป็นเจ้านายของนางหรือ"เป่ยเฉินกล่าวขึ้นหลงอวิ้นหลันแน่นอนนางคือจักรพรรดิมังกรวารีนั่นเอง

     

    "บัดซบ! เป่ยเฉินอย่ารังแกกันให้มาก เจ้าหนูนั่นไม่เคยทำอะไรให้พวกเจ้าเหตุใดจึงต้องจับเขา"จักรพรรดิมังกรทองกล่าวอย่างโมโห

     

    "เพราะเขามีสายเลือดเทพสมุทรสถานที่ๆเขาอยู่ควรจะเป็นมหาสมุทรนิรันทร์ไม่ใช่ที่นี่"หลงเลี่ยวหยากลายเป็นร่างมนุษย์ในทันทีพร้อมมือถือง้าวมังกรทองเตรียมต่อสู้กับเป่ยเฉิน

     

    "เอาเช่นนั้นหรือ ก็ดีข้าก็อยากจะรู้ว่าเผ่ามังกรที่เลื่อนขั้นเป็นมหาเทวะจะแน่สักแค่ไหน"เป่ยเฉินกล่าวกระบี่วารีสวรรค์เหมือนกับของเฟยหรงปรากฏขึ้นมาในมือพร้อมทะยานร่างเข้าไปโรมรันกับหลงเสี่ยวหยาจนราวกับว่าท้องฟ้าจะถล่ม ส่วนทางด้านของเฟยหรงนั้นเขาได้ปรีกตัวออกมาพร้อมกับถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกและกำลังจะหาที่ซ่อน

     

    "เจ้าหนู อย่าคิดว่าจะรอด"ขณะที่กำลังหาที่ซ่อนอยู่นั้น ตรีศูรเทพสมุทรผ่านหน้าของชายหนุ่มไปนิดเดียวเท่านั้น หญิงสาวผมสีน้ำเงินปรากฏขึ้นอีกครั้งตรงหน้าของชายหนุ่ม

     

    "ยังจะตามมาอีก มหาเทพขั้นสูงข้าจะหนีได้ยังไงละเนี้ย"เฟยหรงหมดหนทาง ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะต้องโดนนางจับไปจริงอย่างนั้นหรือ

     

    "เป็นไงเป็นกันสู้กันสักตั้ง"เฟยหรงกล่าวอย่างมุ่งมั่นกายมังกรสวรรค์อมตะปรากฏขึ้นมาอีกครั้งพุ่งทะยานไปหาหญิงสาวอย่างรวดเร็วหมัดที่เต็มไปด้วยพลังซัดไปที่อีกฝ่ายราวกับสายฟ้า

     

    "เปรี้ยง!"

     

    เฟยหรงอึ้งตะลึงหมัดที่เขาต่อยไปถูกป้องกันด้วยนิ้วเดียวนี่มันบ้าอะไรกัน นี่กายมังกรสวรรค์นะไม่ใช่ของกระจอกงอกง่อยแต่อย่างใด ทำไมถึงรับได้ง่ายดายเช่นนั้น

     

    "เจ้ามีแรงแค่นี้หรือ นึกว่าจะทำให้ข้าสนุกได้มากกว่านี้ซะอีก"นางยกยิ้มกริ่มราวกับกำลังกลั่นแกล้งเฟยหรง นั่นทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิดเอามากๆเหมือนโดนปั่นหัวอย่างไรอย่างนั้น

     

    "อย่าดูถูกข้านะ"กระบี่ลมปราณนับร้อยเล่มปรากฏด้านหลังพุ่งเข้าใส่เป่ยอวิ้นเอ๋ออย่างรวดเร็วราวกับห่าฝน แต่กลับกันใบหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มพร้อมทั้งควบคุมตรีศูรคู่ใจให้มาอยู่ในมือและฟาดการโจมตีที่ลบล้างปราณกระบี่ออกไปจนหมดสิ้น

     

    "กระบี่เทพมังกรสี่ลักษณ์"เฟยหรงยังคงไม่ลดละความพยายามกระบี่ลมปราณที่มีลักณะการเคลื่อนไหวเหมือนดังมังกรบินเข้าไปโจมตีเป่ยอวิ้นเอ๋อทุกทิศทางจนใบหน้าของนางต้องหุบยิ้มขึ้นทันใด

     

    "เทพสมุทรคุ้มกาย"นางปักตรีศูรไว้กลางอากาศร่างเงาของหญิงเทพธิดาปรากฏขึ้นและสลายกระบี่ลมปราณของเฟยหรงกลายเป็นละอองน้ำไปจนหมด นี่คือความสามารถของตรีศูรแห่งเทพสมุทรอาวุธเทพที่สามารถชำระล้างได้ทุกอย่างนั่นเอง

     

    "อะไรกัน เป็นไปไม่ได้"เฟยหรงตื่นตระหนกยกใหญ่นั่นคือปราณมังกรเชียวนะ ปราณที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งที่สุดแต่กลับละลายหายไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ มหาเทวะเป็นตัวตนที่เขาประมาทไม่ได้จริงๆ

     

    "ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้เอาละ หลับไปซะดีๆ ห่วงนิทราวารีสมุทร"นางปรากฏตัวอีกครั้งที่ด้านหลังของเฟยหรง ก่อนจะใช้ทักษะแห่งเทพสมุทรของนางสร้างลูกบอลน้ำขึ้นมาปกคลุมร่างกายของเฟยหรงเอาไว้ทั้งยังพันธนาการไม่ให้เขาขยับได้อีกต่างหาก

     

    ในตอนแรกเฟยหรงก็พยายามดิ้นรนอย่างหนักแต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ในที่สุดเขาก็รู้สึกง่วงนอนอย่างถึงที่สุดและหลับไหลลงไป เป่ยอวิ้นเอ๋อเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มหลับไปแล้วนางก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจและหายไปจากตรงนั้นพร้อมกับร่างที่หลับไหลของเฟยหรง และมาโผล่อีกทีตรงบริเวณที่เป่ยเฉินและหลงเสี่ยวหยากำลังสู้กัน ทั้งสองคนนั้นหันสายตาไปหานางในทันที

     

    หลงเสี่ยวหยาดวงตาเบิกกว้างเขามองไปที่ด้านหลังของนางที่มีร่างชายหนุ่มกำลังหลับไหลอยู่ "เจ้าหนูเฟยหรง!! พวกเจ้า!!"เสี่ยวเสี่ยวหยาโกรธสุดขีด พร้อมกับเตรียมตัวจะเอาชีวิตเข้าแลกในทันที ในเวลานั้นเป่ยเฉินเองก็อยู่ด้านหน้าบัลลังก์ราชันแห่งวารีเป็นที่เรียบร้อยและเตรียมพร้อมจะนั่งลงไป

     

    "หยุดซะหลงเสี่ยวหยา ไม่เช่นนั้นชีวิตแม้แต่ชีวิตเจ้าก็จะไม่เหลือ"เป่ยเฉินกล่าวข่มขู่ หลงเสี่ยวหยาหันไปทางเทพสมุทรหนุ่มที่ตอนนี้กำลังทำท่าทีว่าจะนั่งบัลลังก์ราชันความโกรธเกรี้ยวของเขานั้นก็เย็นลงในทันที หากเขาตายในตอนนี้คงอยากที่จะเอาตัวเจ้าหนูกลับมา

     

    "พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่!!"หลงเสี่ยวหยากล่าวถาม

     

    "ก็บอกไปแล้วสายเลือดเทพสมุทรไม่ควรมาอยู่ที่นี่ ข้าจะพาเขากลับไปยังมหาสมุทรนิรันทร์"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าวขึ้นอีกครั้งเพื่อตอกย้ำความตั้งใจเดิม

     

    "เหอะ เจ้าหนูนั่นคือเลือดผสมหากพวกเจ้านำเขาไปเกรงว่าคงจะใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานนะสิไม่ว่า"หลงเสี่ยวหยาเค้นเสียงเย็น

     

    "เรื่องนั้นเจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องรู้!"เป่ยเฉินกล่าวเขาลงจากบันไดแห่งราชันและมาอยู่เคียงข้างผุ้เป็นภรรยาและเตรียมตัวจะจากไป

     

    "หากเจ้าหนูนั่นเป็นอะไรไป!! ข้าและไป๋หู่จะไปทำลายมหาสมุทรนิรันทร์ให้พินาศ"หลงเสี่ยวหยาตะโกนกึงก้อง สองเทพสมุทรสามีภรรยาไม่ได้กล่าวอะไรพวกเขาหายไปจากตรงนั้นพร้อมกับร่างของเฟยหรงในทันที ทิ้งเพียงหลงเสี่ยวหยาที่ตอนนี้บาดแผลเต็มตัวจากการปะทะของกับเป่ยเฉิน

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน