ณ ห้องทดสอบสมรรถภาพสำหรับผู้ที่ยังไม่วิวัฒนาการ
‘จ้าวโป๋ซาน’ มองตัวอักษร A บนหน้าจอเสมือนที่แสดงผลการประเมินสมรรถภาพร่างกายของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ
ต้องทราบก่อนว่า การที่ใครจะได้รับการประเมินสมรรถภาพร่างกายในระดับ A ได้นั้น ต้องมีค่าเฉลี่ยความสามารถด้านต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย พละกำลัง ความเร็ว การระเบิดพลัง การกระโดด ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกระดูก รวมถึงการทำงานของอวัยวะภายใน เกินสิบคะแนนในทุกด้าน
ผลการประเมินสมรรถภาพร่างกายระดับ A จึงแสดงให้เห็นถึงการมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก ในสหพันธ์ดวงดาว ผู้ที่ได้ผลประเมินสมรรถภาพร่างกายในระดับนี้มีอยู่ไม่มากนัก แต่ทั้งหมดก็แทบการันตีได้เลยว่า เมื่อวิวัฒนาการเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่สองแล้ว พวกเขาจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่แน่นอน
นอกจากนี้ คนที่มีสมรรถภาพร่างกายระดับ A ยังมีโอกาสสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ ขอเพียงไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ไม่ลนลานจนทำให้เกิดข้อผิดพลาดใหญ่ หรือไม่เสียสมาธิในวันสอบจริง คนเหล่านี้ก็มักจะสามารถผ่านเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้อย่างราบรื่น
จ้าวโป๋ซานเริ่มจินตนาการถึงอนาคตอันสวยหรูของตัวเอง เขาจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร เรียนจบด้วยเกรดดีเยี่ยม หลังจากนั้นก็ได้เป็นกัปตันยานรบอวกาศที่นำทัพไปปราบศัตรู พิชิตศึก คว้าชัยชนะในสงครามต่าง ๆ แล้วก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโรแห่งมวลมนุษยชาติ!
‘อืม…การทดสอบการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เรายังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าทำได้ดีกว่านี้ อาจได้ผลการประเมินเป็นระดับ AA ก็ได้… งั้นลองอีกครั้งดีกว่า’
จ้าวโป๋ซานสรุปกับตัวเองหลังคิดทบทวนถึงข้อผิดพลาดในการทดสอบรอบล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ ทว่าเมื่อเขาเดินกลับเข้าไปที่ยังห้องทดสอบเดิม ก็พบว่ามีคนกำลังใช้งานอยู่
‘...การทดสอบรอบหนึ่งใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ รอที่นี่คงดีกว่าเสียเวลาไปหาห้องใหม่’ ตัดสินใจได้ดังนั้นชายหนุ่มก็นั่งลงและรอ
แต่รอแล้วรอเล่า รอจนเบื่อหน่าย คนที่เข้าไปใช้งานห้องก็ยังไม่ออกมาสักที ตอนแรกเขาคิดว่ารออีกสักหน่อย เดี๋ยวคนข้างในก็คงทดสอบเสร็จ แต่พอรอต่อไปอีกหลายนาทีก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนในนั้นจะออกมา
“ช้าอะไรขนาดนี้เนี่ย มัวทำอะไรอยู่ในนั้นกันแน่ ฮึ่ย~ รู้แบบนี้ไปหาห้องอื่นแต่แรกก็คงทดสอบเสร็จไปแล้ว!” คนรอนานเริ่มออกอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกเสียดายถ้าจะย้ายไปที่อื่นตอนนี้ ที่สำคัญเขากำลังนึกสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าคนที่รับการทดสอบอยู่ในห้องตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่
ด้วยความโมโหผสมความอยากรู้ ในที่สุดจ้าวโป๋ซานก็ตัดสินใจกัดฟันตัดบัตรจ่ายเงินเพื่อเปิดใช้งานระบบชมการทดสอบ
“ขอดูหน่อยเหอะ หมอนั่นมัวลีลาอะไรนักหนา แฮกระบบอยู่หรือไง ถึงทดสอบไม่เสร็จสักที!”
ทันใดนั้นภาพฮอโลแกรมแสดงเหตุการณ์ภายในห้องทดสอบก็ถูกฉายขึ้นบนอากาศต่อหน้าคนอยากรู้
จ้าวโป๋ซานจับจ้องไปยังภาพฮอโลแกรมเบื้องหน้า ในนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งเผชิญหน้ากับทางเดินตรงยาวที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์สำหรับทดสอบการต่อสู้ นี่คือหนึ่งในด่านทดสอบมีชื่อเรียกว่า ‘การผ่านด่านจักรกลต่อสู้’ ซึ่งอยู่ในช่วงสุดท้ายของการทดสอบสมรรถภาพทั้งหมดแล้ว
ในด่านนี้ ผู้เข้ารับการทดสอบจะต้องรับมือกับจักรกลต่อสู้ทีละตัวในทางเดินตรงยาวระยะทางหนึ่งร้อยเมตร โดยทุก ๆ สองเมตรจะมี ‘หุ่นยนต์’ หรือ ‘จักรกลรูปแบบอื่น’ ที่พื้นผิวภายนอกถูกหุ้มด้วยโลหะชีวภาพออกมาท้าสู้ ซึ่งผู้รับการทดสอบจะต้องเอาชนะจักรกลที่อยู่ใกล้ที่สุดให้ได้ก่อนจึงจะสามารถเดินผ่านพื้นที่นั้น ๆ ไปเพื่อรับมือกับจักรกลตัวถัดไป ซึ่งก็แน่นอนว่า ยิ่งระยะในทางเดินมากเท่าไหร่ จักรกลที่ประจำอยู่ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับผู้ที่ยังไม่ผ่านการวิวัฒนาการหรือก็คือกลุ่มคนในก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่หนึ่ง หากเดินผ่านทางเดินได้ถึงจุดหกสิบเมตรก็ถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ผู้ที่ผ่านไปถึงจุดเจ็ดสิบเมตรได้จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ที่จุดแปดสิบเมตรถือว่าเข้าเกณฑ์ระดับสูง และที่จุดเก้าสิบเมตรจะถือว่ายอดเยี่ยม ส่วนใครที่สามารถเดินผ่านทางเดินยาวไปจนสุดทางหรือครบระยะหนึ่งร้อยเมตรของทางเดินทั้งหมด จะได้รับการประเมินว่าเป็นระดับโดดเด่นเป็นพิเศษ
ก่อนหน้านี้ จ้าวโป๋ซานทำได้ถึงเจ็ดสิบหกเมตร ซึ่งยังจัดอยู่ในเกณฑ์ระดับดี เขาคิดว่าถ้าตัวเองพยายามมากกว่านี้อีกนิดเดียวก็คงผ่านไปถึงจุดแปดสิบเมตรและได้รับการประเมินว่าเป็นระดับยอดเยี่ยมได้สบาย ๆ อีกทั้งก็จะทำให้ผลประเมินรวมสูงขึ้นแน่ ๆ …คิดไปแล้วก็น่าเสียดาย เวลานี้เขาจึงอยากลองใหม่อีกสักครั้ง แต่ก็ต้องรอให้เจ้าคนข้างในนั่นออกมาก่อน…
จากภาพที่เห็นตรงหน้า ดูเหมือนว่าคนในห้องเพิ่งจะมาถึงด่านจักรกลต่อสู้
“แปลก! เข้าไปนานขนาดนี้ ทำไมเพิ่งมาถึงจักรกลต่อสู้ล่ะ?” จ้าวโป๋ซานยู่หน้า เขาทดสอบมาหลายรอบจนรู้ดีว่าการทดสอบแต่ละด่านกินเวลาไม่นานมาก แต่คนคนนี้กลับอยู่ในห้องทดสอบนานกว่าปกติกว่าจะมาถึงด่านสุดท้าย
สิ่งที่จ้าวโป๋ซานไม่รู้ก็คือ หานเซินทดสอบแต่ละด่านหลายครั้ง ครั้งแรกเขาทดสอบด้วยสภาพร่างกายปกติ จากนั้นก็เรียกวิญญาณอสูรออกมาและทดสอบอีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างร่างปกติของตัวเองและร่างที่ใช้วิญญาณอสูร
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหานเซินต้องใช้เวลานานกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่าในแต่ละด่าน ด่านจักรกลต่อสู้ก็เช่นกัน โดยรอบนี้เด็กหนุ่มลองทดสอบเป็นรอบที่สองแล้ว
ในรอบนี้หานเซินเรียกเกราะด้วงทมิฬและนักฆ่ากระหายเลือดออกมาใช้งาน เขาอยากรู้ศักยภาพของตัวเองในตอนที่ร่างกายอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งที่สุด อยากรู้ว่าสภาพที่ดีที่สุดของตัวเองตอนนี้จะรับมือกับจักรกลต่อสู้ประสิทธิภาพสูงได้มากขนาดไหน
เมื่อจ้าวโป๋ซานมองดูร่างของหานเซินที่อยู่หน้าทางเดินดี ๆ ก็ถึงกับตกตะลึง ร่างกายใหญ่โตของเซนทอร์หน้าวัวที่สวมเกราะด้วงทมิฬสีทองแวววาวนั่นดูน่าตื่นตาและชวนตกใจเป็นอย่างมาก เห็นแค่นี้ก็รู้แล้วว่าคนคนนั้นใช้วิญญาณอสูร และไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน
‘บ้าไปแล้ว! คิดจะใช้วิญญาณอสูรตะลุยด่านจักรกลเนี่ยนะ? ถึงวิญญาณอสูรที่มีจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็เถอะ แต่ด่านนี่โคตรยากอภิมหายาก ไม่มีใครมั่นใจเอาวิญญาณอสูรล้ำค่ามาเสี่ยงใช้ให้เสียของหรอก ดีไม่ดีสึกจนพังไปใช้ต่อไม่ได้อีกก็ซวยสิ ไอ้บ้านี่มันมั่นใจขนาดนี้ได้ไงวะ หรือว่า…’ ขณะที่จ้าวโป๋ซานกำลังคิดอย่างสับสนอยู่ จู่ ๆ ร่างสีทองก็พุ่งตัวเข้าไปในทางเดินยาวด้วยความเร็วสูง
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นก็ทำให้คนแอบดูตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้เขาได้แต่อ้าปากตาค้างพูดอะไรไม่ออก เพราะร่างยักษ์สีทองไม่ได้สนใจรับมือกับหุ่นยนต์หรือจักรกลต่อสู้ตัวไหนที่ขวางทางอยู่เลยสักนิด เพียงแค่ใช้ร่างกายที่หุ้มด้วยเกราะสีทองพุ่งชนเข้าไปจัง ๆ แบบง่าย ๆ ตรง ๆ เท่านั้น
จักรกลต่อสู้นั้นมีลักษณะทางกายภาพที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายสิบเท่า ดังนั้นฝ่ายพุ่งชนควรจะกระเด็นออกไปและได้รับบาดเจ็บจนสู้ต่อไม่ไหว ทว่าภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่า ฝ่ายจักรกลที่แข็งแกร่งทั้งหลายถูกพุ่งชนจนพังกระเด็นไปไกล เศษชิ้นส่วนแตกกระจายเหมือนเศษขยะ
สำนวนโบร่ำโบราณที่ว่า ‘พุ่งชนดุจม้าพิโรธ’ และ ‘บดขยี้อย่างไร้ความปรานี’ ผุดขึ้นในหัวของจ้าวโป๋ซานโดยไม่รู้ตัว …ช่างเป็นนิยามที่เหมาะสมสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในด่านจักรกลต่อสู้อยู่ในขณะนี้มากเหลือเกิน
ร่างเซนทอร์สีทองนั่นเหมือนรถถังที่กำลังคลั่ง มันบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า จักรกลสังหารที่ถูกหุ้มด้วยเกราะโลหะชีวภาพแสนทนทานที่ว่ากันว่าสะเทินน้ำสะเทินบกกลับถูกทำลายยับเยิน ไม่สามารถต้านทานพลังมหาศาลจากร่างสีทองได้เลย
สิบเมตร... ยี่สิบเมตร... สามสิบเมตร... หกสิบเมตร... เจ็ดสิบเมตร... แปดสิบเมตร...
จักรกลต่อสู้ที่อยู่หลังเส้นบอกจุดแปดสิบเมตรไปนั้น ในสายตาของจ้าวโป๋ซานถือว่าน่ากลัวมาก มันเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากในระดับที่พูดได้เต็มปากว่า ยากเกินกว่าผู้ที่ยังไม่วิวัฒนาการจะรับมือได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าร่างสีทองนั่น พวกมันกลับเหมือนเป็นแค่เศษเหล็กโง่ ๆ เบาหวิว ถูกพุ่งชนพังพินาศได้อย่างง่ายดายจนดูอนาถ
ด่านจักรกลต่อสู้ยาวหนึ่งร้อยเมตรในการทดสอบสมรรถภาพช่วงท้ายนี้ ถือเป็นด่านทดสอบสุดหฤโหดสำหรับผู้ที่ยังไม่วิวัฒนาการ ตอนนี้กำลังถูกเหยียบย่ำอย่างไร้ปรานีตั้งแต่ต้น…จนจบ…ครบหนึ่งร้อยเมตรโดยสมบูรณ์
“ไร้เทียมทาน…
…ชนดะทุกสิ่งที่ขวางหน้า”
ไม่ว่าจะเกินเส้นบอกจุดเก้าสิบเมตรกระทั่งถึงจุดสุดท้ายที่หนึ่งร้อยเมตร จักรกลต่อสู้ทุกตัวล้วนถูกบดขยี้พังยับจากการพุ่งชนตรง ๆ แค่ครั้งเดียวของร่างเซนทอร์ในเกราะสีทอง คนคนนั้นผ่านด่านทดสอบได้สำเร็จ …ขณะทิ้งซากปรักหักพังไว้ข้างหลัง
ด่านหุ่นยนต์มหาโหดหลายร้อยตัวในระยะทางร้อยเมตรถูกทำลายล้างภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาที จ้าวโป๋ซานอ้าปากค้างกว้างกว่าเดิม ตะลึงจนแทบหยุดหายใจ และในวินาทีต่อมา หน้าจอทดสอบก็แสดงผลการประเมินสมรรถภาพ…
‘ระดับ SSS’
“บะ บ้าไปแล้ว! ไอ้หมอนี่ไม่ใช่คน ไม่ใช่คนแน่ ๆ!” จ้าวโป๋ซานพึมพำกับตัวเอง หลังได้สติคืนมาและหาเสียงเจอเขาก็รีบวิ่งไปดักรอที่ทางออก แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่า ประตูเปิดทิ้งไว้และคนที่ทดสอบอยู่ข้างในก็หายไปแล้ว
จ้าวโป๋ซานรีบตามออกไป แต่โถงทางเดินภายในศูนย์ทดสอบก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินไปมาขวักไขว่ เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าเจ้าของวิญญาณอสูรร่างใหญ่โตในชุดเกราะทองที่เพิ่งทดสอบไปนั้นคือใคร ทำเอาเขาเสียดายจนแทบทุบหัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด
“อ้อ! ใช่ วิดีโอไง!” จ้าวโป๋ซานนึกขึ้นได้ รีบวิ่งกลับไปที่ห้องทดสอบเมื่อครู่ แต่พอไปถึงก็พบว่าภาพฮอโลแกรมได้หยุดฉายไปแล้วและเขาไม่สามารถบันทึกวิดีโอจากฮอโลแกรมในตอนนี้ได้
จ้าวโป๋ซานจึงทำได้แค่จำใจรูดบัตรจ่ายเงินอีกรอบเพื่อเปิดดูวิดีโอฮอโลแกรมนั่นอีกครั้ง จากนั้นจึงคัดลอกเก็บเป็นไฟล์ไว้
จ้าวโป๋ซานดูวิดีโอการชนดะของคนที่ใช้วิญญาณอสูรชุดเกราะทองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจเต้นถี่รัวด้วยความตื่นเต้น ขณะเดียวกันก็นึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นภาพการทดสอบตั้งแต่ต้นของคนคนนั้น
หลังจากดูซ้ำเป็นครั้งที่สิบ ความสนุกและตื่นเต้นก็ยังคงอัดแน่นในใจ แล้วจู่ ๆ จ้าวโป๋ซานก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น เขาล็อกอินบัญชีส่วนตัวในเครือข่ายสกายเน็ต จากนั้นอัปโหลดวิดีโอที่ดูจนเกือบจำขึ้นใจไว้บนฟอรัมทางการ พร้อมกับตั้งชื่อคลิปว่า ‘7.88 วินาที—เทพเจ้าแห่งการต่อสู้ บดขยี้ด่านจักรกลสังหาร!’
.
.
.