ภายในป่าเฮยกัง
หยวนิเย่เข้าไปลึกเรื่อยๆ จนกระทั้งเขาได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง
“ เสียงคำรามของหมี? ” หยวนิเย่หยุดชะงักก่อนที่จะจำได้ว่าเสียงของสัตว์ที่คำรามคือหมี
“ จริงสิ ่นี้ท่านปู่บ่นอยากกินเท้าหมี งั้นก็เอาเ้านี้แล้วกัน ” หยวนิเย่หัวเราะออกมาอย่างยินดีก่อนที่จะพุ่งตัวไปยังทิศทางที่เสียงคำรามดังขึ้น
“ เจอแล้ว ” หยวนิเย่ยิ้มออกมา จากนั้นดวงตาของเขาก็เปร่งประกายยิ่งขึ้น
" เยี่ยมไปเลย นึกไม่ถึงเลยว่าเ้าหมีตัวนี้กำลังปกป้องต้นฮั่วหยางอยู่ นอกจากนี้ยังมีผลฮั่วหยางอยู่ถึงสามผลด้วยกัน
ผลฮั่วหยางจะช่วยเพิ่มพลังบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้มันก็เหมือนกับโอสถชนิดหนึ่งที่ช่วยทำให้ร่างกายของผู้ชายแข็งแกร่งขึ้น
ถ้าหากคนธรรมดากินเข้าไปอาจจะเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานทันที
“ ต้องนำผลฮั่วหยางไปให้ท่านปู่ให้ได้ ” หยวนิเย่หรี่ตาลงพร้อมกับจิตสังหารที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นหมีั์ตัวนี้กลับมีความแข็งแกร่งในระดับกึ่งสัตว์อสูร
ระดับกึ่งสัตว์อสูรคือ่ก่อนที่สัตว์ร้ายธรรมดาจะกลายเป็สัตว์อสูร
“ น่าเสียดายที่ต้องมาพบกับข้าผู้นี้ ” หยวนิเย่หัวเราะอย่างเ็า
หมีั์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสองจั้ง ลำตัวหนาและใหญ่โตส่งเสียงคำรามเมื่อมันเห็นมนุษย์ะโลงมาจากต้นไม้
กรรรรร!!
เสียงคำรามของหมีั์ดังขึ้นก่อนที่มันจะพุ่งตัวเข้าไปหาหยวนิเย่อย่างรวดเร็ว
ทุกฝีก้าวที่หมีั์เดินผ่านมันทำให้พื้นดินถึงกับยุบตัวลง เพียงแค่นี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าหมีั์ตัวนี้มีน้ำหนักมากแค่ไหน
“ น่าเสียดาย น่าเสียดาย ” หยวนิเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะพุ่งตัวใส่หมีั์
จู่ๆที่กลางลำตัวของหมีั์ปรากฏรูขนาดไม่ใหญ่ปรากฏขึ้น
ตุบ
ร่างของหมีั์ล่วงหล่นไปที่พื้นก่อนที่จะทำให้พื้นดินถึงกับสนั่นหวั่นไหว
สีหน้าของหยวนิเย่ดูแย่ลงเล็กน้อยเพราะนี้เป็ครั้งแรกที่เขาสังหารสัตว์ร้ายแบบนี้
“ สงสัยเื่นี้ต้องค่อยๆชิน ไม่อย่างนั้นก็คงใช้ชีวิตในโลกใบนี้ไม่ได้แน่ๆ ” หยวนิเย่ส่ายหน้าพร้อมกับตบหน้าตัวเองเพื่อตั้งสติ
สำหรับโลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน ถ้าหากยังทำตัวไม่ชินก็คงจะอยู่ลำบาก
ยังดีที่หยวนิเย่สังหารเพียงแค่สัตว์ร้าย เขาจึงปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ไม่นานหยวนิเย่ก็เดินไปที่ต้นฮั่วหยาง
ยังพอเหลือเวลาอีกหลายวันกลางผลฮั่วหยางจะสุก
“ เต็มที่อีกเก้าวันผลฮั่วหยางถึงจะสุกเต็มที่” หยวนิเย่ขมวดคิ้วแน่น เพราะเขากลัวว่าจะมีคนมาชิงตัดหน้าไปก่อน
“ บ้าเอ้ยรู้งี้ไม่น่าสังหารเ้าหมีนี้ก่อนเลย ” หยวนิเย่ถอยหายใจก่อนที่จะหันไปมองศพของหมีที่เพิ่งจะสังหารไป
“ ช่างเถอะคิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา วันนี้ยังไงก็ต้องได้กินเนื้อหมีนี้แหละ ” หยวนิเย่บ่นก่อนที่จะหยิบมีดเล่มเล็กๆออกมาจากเอว
เนื่องจากปู่ของเขามักจะบอกเสมอว่าถ้าหากจะเข้าไปในป่าเฮยกังอย่างน้อยๆก็ควรพกมีดเอาไว้เพื่อความปลอดภัยและมันก็มีประโยชน์อีกด้วย
หลังจากที่ใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อหยวนิเย่ก็ได้เนื้อหมีที่เขา้าแล้ว
จากนั้นเขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างออก
“ ปล่อยเนื้อหมีไว้ที่นี้แหละ รอให้สัตว์ร้ายมากินเนื้อของมันและก็ให้มันเฝ้าอยู่ที่นี้ไปด้วยเลย ” หยวนิเย่พึมพำออกมา
จากนั้นเขาก็นำเนื้อหมีกลับบ้านทันที
พริบตาเดียวก็ผ่านไปเจ็ดวัน
ในวันที่เจ็ด ภายในป่าเฮยกัง
หยวนิเย่ที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่จู่ๆ ก็มีเสียงะเิดังขึ้นจากร่างกายของเขา
เวลานี้ภายในตันเถียนของหยวนิเย่มีลูกแก้วสีใสขนาดเท่ากับเม็ดแตงโมไม่สิใหญ่กว่าเม็ดแตงโมกว่าอยู่ประมาณหนึ่ง
หยวนิเย่จำได้ว่า ลูกแก้วสีใสนี้คือแหล่งพลังงานสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นลูกแก้วก็จะใหญ่ขึ้น แต่เท่าทีเขาจำได้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับยอดยุทธ์เกือบทั้งหมดจะมีลูกแก้วขนาดเท่ากับเม็ดงาเล็กๆ
แต่ถ้าหากเป็เหล่าอัจฉริยาก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งของเสวียนปิงหยุนที่เกิดใหม่ก็มีลูกแก้วสีใสเท่ากับเม็ดแตงโมเหมือนกัน
ไม่นานดวงตาของหยวนิเย่ก็เปิดขึ้น นอกจากดวงตาที่เปร่งประกายราวกับดวงดาวก็ยังมีแสงสีทองไหลผ่านอย่างรวดเร็ว
“ ยอดเยี่ยม ดูเหมือนว่าข้าจะเหนือกว่าเสวียนปิงหยุนอยู่เล็กน้อย นอกจากนี้พละกำลังของข้าก็เพิ่มสูงมากอีกด้วย ” หยวนิเย่พึงพอใจอย่างมาก
“ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าข้าจะต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีถึงจะพัฒนาจากระดับสร้างรากฐานมายังระดับยอดยุทธ์ได้ ” หยวนิเย่ถอนหายใจ แต่เมื่อนึกถึงตัวละครภายในนิยายที่พวกเขาใช้เวลาสองถึงสามปีกว่าจะกลายเป็ยอดยุทธ์ได้ก็ทำให้หยวนิเย่รู้สึกเบิกบานใจ
‘ จะว่าไปเสวียนปิงก็ยังต้องใช้เวลาประมาณครึ่งปีถึงจะพัฒนาจากระดับสร้างรากฐานมายังระดับยอดยุทธ์ได้เหมือนกัน ’
นิยายเื่นี้ไม่เหมือนกับนิยายเื่อื่นๆที่ตัวเอกใช้เวลาไม่กี่เดือนก็เก่งกาจถึงขั้นตบได้ทั่วทั้งอาณาจักร
ตำนานเทพโอสถ คนธรรมดาจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือร้อยปีถึงจะกลายเป็ตัวตนระดับเทพยุทธ์ แม้กระทั้งเสวียนปิงหยุนก็ต้องใช้เวลาประมาณห้าถึงหกปีจึงจะพาตัวเองมาถึงระดับเทพยุทธ์
เื่นี้ส่วนมากจะปิดด่านฝึกตนเสียมากกว่า เวลามีเื่อะไรเสวียนปิงหยุนค่อยออกไปจัดการ บ้างก็มีอีเว้นที่ทำให้ต้องออกจากเมืองไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับนาง
นอกจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่หยวนิเย่ประหลาดใจก็คือ ตัวเขาเองก็อยู่ในอาณาจักรแสงจันทร์เหมือนกัน นอกจากนี้เขาก็ยังอยู่ในแคว้นกุ่นเหมือนกับเสวียนปิงหยุนอีกด้วย
เื่นี้หยวนิเย่ได้ถามปู่ของเขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ในตอนแรกเขาก็รู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเขาก็ถอนหายใจออกมา ซึ่งมันก็ดีตรงที่เขาไม่จำเป็ต้องออกเดินทางตามหาอาณาจักรแสงจันทร์
สำหรับแคว้นกุ้น เป็แคว้นที่เล็กที่สุดในบรรดาหกแคว้นของอาณาจักรแสงจันทร์
ทั้งหกแคว้นได้แก่ แคว้นกุ่น แคว้นอู่ แคว้นฉี แคว้นชิง แคว้นเจียง แคว้นเถียน
ผู้ปกครองแคว้นคือบุคคลที่จักรพรรดิส่งมาดูแล พวกเขาจะมีสถานะก็คือท่านอ๋อง
เนื่องจากไม่รู้ว่าตอนนี้หยวนิเย่อยู่ใน่ไหนของนิยายแต่ที่แน่ๆ น่าจะอยู่ใน่ก่อนที่นิยายจะเริ่มเื่ถึง่ที่เสวียนปิงหยุนกำลังสร้างชื่อเสียง เพราะเขาเคยถามผู้ใหญ่บ้านว่าเคยได้ยินชื่อของเสวียนปิงหยุนหรือไม่
แน่นอนว่าคำตอบของผู้ใหญ่บ้านก็คือไม่เคยได้ยิน
เท่าที่เขาจำได้ ชื่อเสียงของเสวียนปิงหยุนนั้นโด่งดังมากๆ แม้แต่หมู่บ้านเล็กๆในชนบทก็ต้องรู้จัก
“ เอาล่ะจะเป็อย่างไรก็ช่าง ตอนนี้ข้ากลายเป็ผู้ยุทธ์เต็มตัวแล้ว ” หยวนิเย่ยิ้มอย่างร่าเริง
“ สำหรับการที่จะเข้าสู่ปรมาจารย์ได้อย่างน้อยๆก็ต้องสองถึงสามเดือน ” หยวนิเย่มั่นใจ เพราะเคล็ดวิชาบ่มเพาะของเขานั้นทรงพลังมากๆอย่างน้อยๆก็มีเพียงเสวียนปิงหยุนที่สามารถเทียบเคียงได้
“ ยังพอมีเวลาอีกสองวัน ” หยวนิเย่ยิ้มก่อนที่จะลุกขึ้นและวิ่งไปตรวจสอบต้นฮั่วหยาง
ความเร็วของหยวนิเย่นั้นเร็วกว่าตอนที่เขาอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ถึงห้าเท่า
เวลานี้ต้นฮั่วหยางถูกยึดโดยอสรพิษเกล็ดม่วง ซึ่งมันมีความแข็งแกร่งในระดับกึ่งสัตว์อสูร ถ้าหากจะให้เทียบกับหมีั์ตัวนั้น อสรพิษเกล็ดม่วงนั้นอ่อนแอกว่าเล็กน้อย
“ วันนี้ก็เรียบร้อยไม่มีเื่อะไร ” หยวนิเย่ถอนหายใจก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับทันที
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสองวัน
เวลานี้หยวนิเย่ก็ได้มุ่งหน้ามายังต้นฮั่วหยางั้แ่่เช้า โดยที่เขาบอกกับปู่ว่า เขาจะออกมาเก็บสมุนไพรรอบๆหมู่บ้าน จะเห็นได้ว่าแม้แต่หลังของเขาเวลานี้ก็ยังแบกตะกร้าขนาดใหญ่เอาไว้
แต่เมื่อมาถึงหยวนิเย่ก็ต้องแสดงสีหน้าจริงจัง เพราะตอนนี้อสรพิษเกล็ดม่วงถูกสังหารไปแล้ว
ข้างๆศพของอสรพิษมีหมาป่าสามตัวที่กำลังนอนอย่างสงบเพื่อรักษาอาการาเ็
หมาป่าทั้งสามตัวนี้ก็มีความแข็งแกร่งระดับกึ่งสัตว์อสูร
“ ให้ตายเถอะ ภายในป่าเฮยกังจะมีสัตว์ร้ายระดับกึ่งสัตว์อสูรเยอะไปไหม? ” หยวนิเย่ประหลาดใจ เก้าวันเท่านั้นเขาก็พบกับสัตว์ร้ายระดับกึ่งสัตว์อสูรถึงสามชนิดและมากถึงห้าตัว
“ แต่อย่างน้อยพวกมันก็ยังไม่ได้เอาผลฮั่วหยางไป ” หยวนิเย่ถอนหายใจและผ่อนคลาย
“ จากที่ดูก็น่าจะอีกประมาณครึ่งชั่วยามเท่านั้น ” หยางิเย่กล่าวเบาๆ เนื่องจากผลฮั่วหยางตอนนี้ใกล้จะเป็สีแดงสดแล้ว และถ้าหากมันเป็สีแดงสดก็เท่ากับผลฮั่วหยางสุกเรียบร้อย และพวกเขาจะต้องกินผลฮั่วหยางภายในเวลาหนึ่งชั่วยามถ้าหากช้ากว่านั้น ผลฮั่วหยางจะค่อยๆเน่าเสีย
ซึ่งยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถเก็บผลฮั่วหยางได้ก็คืออุปกรณ์มิติ แต่ตอนนี้เขาไม่มีอุปกรณ์มิติ
หยวนิเย่ไม่รีบร้อน เนื่องจากเขาก็ยังพอเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยาม
หยวนิเย่บ่มเพาะพลังรอ
พริบตาเดียวก็ถึงเวลาที่ผลฮั่วหยางจะสุกงอมได้ที่
หยวนิเย่เด็ดใบไม้ออกมาสามใบก่อนที่จะใช้ใช้ลมปราณห่อหุ้มใบไม้ทั้งสามใบก่อนที่จะดีดใส่หมาป่าทั้งสามตัว
ฟุบ ฟุบ ฟุบ
ใบไม้ทั้งสามใบปักเข้าไปที่หัวของหมาป่าทั้งสามตัวอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ใบไม้แต่ละใบทะลุหัวของหมาป่าทั้งสามอย่างพอดิบพอดี
หมาป่าทั้งสามตายทั้งๆที่พวกมันกำลังนอนหลับ
หลังจากที่สังหารหมาป่าทั้งสามแล้ว หยวนหมิวเย่ก็หลับตาลงก่อนที่จะปล่อยลมปราณออกจากตัวเองทันที
ลมปราณของหยวนิเย่ครอบคลุมพื้นที่หลายสิบจั้ง
วิธีนี้คือวิธีตรวจสอบว่ามีใครอยู่ในพื้นที่รอบๆตัวเองไหม แม้ว่ามันจะกว้างแค่ไม่กี่สิบจั้ง แต่ก็นับว่ามีประโยชน์อย่างมากแล้ว
ไม่นานหยวนิเย่ก็ลืมตาขึ้นก่อนที่จะพุ่งตัวไปที่ต้นฮั่วหยาง
จากนั้นเขาก็เด็ดผลฮั่วหยางใส่ตะกร้าและมุ่งหน้ากลับสู่บ้านของตัวเองทันที เนื่องจากมีเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น แน่นอนว่าระหว่างทางหยวนิเย่ไม่ลืมที่จะเก็บสมุนไพรตามทางมาด้วย
เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาก็เห็นปู่ของเขากำลังอ่านตำราสมุนไพรอยู่
“ เย่เอ๋อร์กลับมาแล้วหรอ ไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อยปู่ทำขนมหวานเสร็จพอดี ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะนั่งอ่านตำราต่อ
“ ปู่ ข้านำสมบัติหายากมามอบให้ท่านด้วย ” หยวนิเย่กล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
คำกล่าวของหยวนิเย่สร้างความสนใจและอยากรู้ให้กับหยวนเฉิงมาก
“ โฮ่ มีสมบัติหายากด้วยงั้นหรือ ปู่ขอเดาว่าเป็หญ้าจุ่ยจือใช่ไหม ? ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หญ้าจุ่ยจือเป็สมุนไพรชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมากๆภายในป่าเฮยกัง และมันก็เป็สมุนไพรที่ช่วยในเื่การบำรุงโลหิตอีกด้วย นับว่ามีประโยชน์อย่างมาก
“ ไม่ใช่ท่านปู่ ” หยวนิเย่ส่ายหน้าก่อนที่จะหยิบผลฮั่วหยางออกมาสามผล
เมื่อหยวนเฉิงเห็นผลฮั่วหยาง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ในฐานะของหมอ เขาย่อมรู้จักผลฮั่วหยางเป็อย่างดี
“ ผลฮั่วหยาง!! ” หยวนเฉิงะโออกมาด้วยความใ
ผลฮั่วหยางนับว่าเป็สมุนไพริญญาที่หายาก มันเป็สมบัติอย่างที่หยวนิเย่บอกจริงๆ ถ้าหากเขานำมันไปขายในเมืองเกรงว่าเขาจะมีเงินใช้ทั้งชีวิตเลยทีเดียว
แต่น่าเสียดายที่ผลฮั่วหยางถูกเด็ดออกมาแล้วและมันก็จะอยู่ได้แค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น แต่การเดินทางจากหมู่บ้านไปยังเมืองหยกศิลาก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามพอดี จึงไม่น่าจะมีเวลาเพียงพอต่อการขายผลฮั่วหยาง เพราะฉะนั้นมีทางเดียวก็คือต้องกินมันเท่านั้น
“ ท่านปู่รีบกินเร็วเข้า ” หยวนิเย่หยิบผลฮั่วหยางให้กับหยวนเฉิงทันที
หยวนเฉิงยังคงยืนนิ่งราวกับคนไม่ได้สติ หยวนิเย่จึงะโขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ดังกว่าครั้งที่ผ่านมาทำให้หยวนเฉิงได้สติกลับมา
เมื่อหยวนเฉิงได้สติกลับมาเขาก็เห็นหลานรักของเขากำลังกินผลฮั่วหยางอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่รอช้า หยวนเฉิงก็รีบกินผลฮั่วหยางทันที
หลังจากที่หยวนิเย่กินจนหมดแล้ว ดูเหมือนว่าพลังบางอย่างก็กระจายไปทั่วทั้งร่างกายของเขา ราวกับว่าพลังของเขาได้เพิ่มมากกว่าเดิมถึงสองเท่า
สำหรับหยวนเฉิง หลังจากที่กินผลฮั่วหยางจนหมดแล้ว ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยพละกำลัง
“ ยอดเยี่ยมจริงๆ สมแล้วที่เป็ผลฮั่วหยาง ” หยวนเฉิงยินดียิ่ง พละกำลังของเขาฟื้นฟูกลับมาอย่างมาก ราวกับว่าอายุของเขาย้อนกลับไปกว่าสิบปีเลยทีเดียว