ตอนที่ 315 โฟเรล
ผู้ที่มีปฏิกิริยาตอบโต้ว่องไวไม่แพ้กันคือหญิงถือดาบ เธอกระโดดถอยหลัง หลบพ้นจากบางสิ่งที่พุ่งเข้าหาเธอได้อย่างฉิวเฉียด พื้นที่ใต้เท้าของเธอเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงราวกับเกิดมวลมหาศาลบีบคั้นจากภายใน
ผืนดินเกือบเมตรรอบพื้นที่นั้นยุบตัวลง สลายกลายเป็นผงเล็กราวกับถูกนำไปโยนเข้ากังหันความเร็วสูง
สั่นสะเทือน? ไม่สิ คลื่นเสียง? นิทานวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ยันต์ป้องกันที่ถูกซ่อนอยู่บริเวณช่วงขาถูกปาออกไปอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นข่ายอาคมระดับไม่สูงนักครอบคลุมทั้งสอง
การโจมตีด้วยคลื่นเสียงเช่นนี้โดยปกติแล้วเกราะภายนอกสามารถป้องกันได้ คลื่นเสียงจะปะทะเข้ากับของแข็งที่ขวางทางอยู่จนตัวมันเกิดการสั่นสะเทือนก่อน หากใส่ชุดเกราะไว้อย่างมากก็เพียงรู้สึกปั่นป่วนในร่างเท่านั้น แต่การโจมตีเมื่อครู่กลับรุนแรงถึงขั้นทำให้หัวของพวกลักลอบระเบิดออก
ในเมื่อเกิดการระเบิด เช่นนั้นก็หมายความว่าต้องเป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงมากพอจะก่อให้เกิดการระเบิด นั่นคือความรุนแรงระดับที่ต่อให้ใส่เกราะไว้ภายนอกสิ่งที่อยู่ข้างในก็ยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงพอจะเป็นอันตรายถึงชีวิต
จุดอ่อนอีกหนึ่งอย่างของปราการ ปราการเพียงเปลี่ยนผิวภายนอกเท่านั้น มิได้เปลี่ยนทั้งร่างให้แข็งแกร่ง การโจมตีด้วยคลื่นเสียงเช่นนี้คือสิ่งที่ปราการไม่สามารถต้านรับได้เต็มที่ เพียงลดทอนพลังลงเท่านั้น
ม่านอาคมระดับต่ำที่กระจายตัวออกหลายเมตรรอบตัวทั้งสองคือวิถีทางป้องกันที่เขาเตรียมมา ชั่วพริบตาต่อมาม่านอาคมก็แตกสลาย จากทิศตะวันออก ทั้งสองตอบสนองในทันที กระโดดตัวเบี่ยงออกจากวิถีของคลื่นเสียง
ม่านอาคมนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับป้องกัน หากมีไว้สำหรับหาตำแหน่งของการโจมตี สองตาของนิทานทอประกายวาบ เขาเตรียมบีบอัดพื้นที่ทิศตะวันออกทั้งหมดให้ราบภายใต้ประสานหัตถ์เพื่อหาตัวผู้โจมตี
เป็นคีตาที่สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ มันชะงักไปน้อย ๆ ก่อนจะดึงร่างของนิทานไว้
คลื่นเสียงโจมตีนั้นพุ่งผ่านไปโดยที่ไม่เฉียดเข้าใกล้ตำแหน่งเดิมของทั้งสองแม้แต่น้อย พุ่งเข้าปะทะใส่ขาของนักลักลอบหญิงที่พยายามหนี อาจเป็นเพราะมันปะทะเข้ากับม่านอาคมก่อนพลังทำลายจึงตกลงเล็กน้อย
เสียงปริแตกของกระดูกและโลหิตที่กระเซ็นดังขึ้นพร้อมเสียงกรีดร้อง เธอล้มลงกับพื้น พยายามตะเกียกตะกายหนีหากคลื่นเสียงอีกสามชุดพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ป่นทำลายแขนและขาที่เหลือของเธอจนแหลกสลาย
ความเจ็บปวดทำให้เธอสิ้นสติไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายนักสลัก บาดแผลเช่นนี้ทำให้เธอไม่เสียชีวิตในทันที แต่ปริมาณโลหิตที่ท่วมออกมานั้นยังคงน่าเป็นห่วง สามารถสิ้นใจได้ในทุกนาที
การโจมตีทั้งหมดนั้นไม่ได้เล็งมาที่พวกเขาแต่อย่างใด แค่เพราะขนาดของม่านอาคมที่ใหญ่โตเกินไปจึงได้ไปขัดขวางวิถีการโจมตีเท่านั้น
นิทานหรี่ตาลงมองร่างสีซีดที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าทิศตะวันออก ผมสีขาวนมที่ตั้งฟูเล็กน้อยตัดกับสีเขียวของพืชพรรณโดยรอบจนนิทานสงสัยว่าเขาพรางตัวของตนได้อย่างไรโดยที่นิทานไม่พบตัว
ใบหน้าคมคาย สันกรามที่ชัดเจน จมูกโด่งตั้งสูง และดวงตาสีเทาชืดชานั้นนิทานจดจำมันได้
เผ่าจิตวิญญาณคนนั้น นิทานขมวดคิ้ว เขาคือนักผจญภัยเผ่าจิตวิญญาณที่วิหารของเมืองศิลาลัย ร่างของชายคนนั้นนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ได้มีสิ่งใดปิดบังกายหากกลับถูกบางสิ่งเร้นกายเอาไว้
เป็นการปิดบังที่แปลกประหลาด ราวกับว่าเขาเป็นเพียงพื้นหลังของฉากหน้า ง่ายต่อการมองผ่าน ราวกับธรรมชาติรอบด้านน้อมรับเขาเป็นสหายร่วมกัน
คล้ายกับจางหายของนิทานเลย คีตาส่งความคิดข้ามผ่านเข้ามา มันคือผู้ที่พบตัวชายคนนี้ก่อนโดยไล่ตามทิศทางของการโจมตี มันมั่นใจว่าก่อนหน้านี้เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นมาก่อน หากเมื่อย้อนทวนดูดี ๆ แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาอยู่ตรงนั้นมาตลอด มันเพียงมองข้ามผ่านไปเท่านั้น
พลังของชายคนนี้ทำงานเช่นเดียวกันกับจางหายของนิทาน ทำให้สิ่งที่ถูกปกคลุมกลายเป็นถูกมองข้ามได้ง่าย แต่ดูจะไม่ทรงพลังเท่าจางหายของนิทานที่สามารถก่อให้เกิดหมอกหรือทำให้ทั้งร่างหายไปในพริบตาได้
นี่คือวิธีหลบพวกตามรอยที่นิทานใช้เสมอมา ใช้จางหายกับตนเองและคีตาเพื่อให้หายไปจากการรับรู้ของพวกสะกดรอย แล้วใช้โอกาสที่อีกฝั่งยังมองหาเขาไม่พบเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่มุมอับสายตา ทำให้แม้พวกนั้นจะรับรู้ว่าต้องเพ่งหานิทานก็ไม่อาจหาพบได้
ที่เขาต้องทำเช่นนั้นเพราะจางหายมีจุดอ่อนที่สามารถถูกพบตัวได้หากผู้มองเพ่งสมาธิหาเขาโดยตรง ไม่ว่อกแว่กกับสิ่งอื่นใด การเคลื่อนไหวเข้ามุมอับสายตาเพื่อก่อกวนสมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ในทางกลับกัน พลังของชายเผ่าจิตวิญญาณคนนี้กลับไม่ทรงพลังถึงขั้นนั้น เพียงมีพลังปกปิดอยู่บ้างเท่านั้น แต่กลับมีจุดอ่อนร่วมเช่นเดียวกันกับจางหาย คีตาที่ตามทิศทางการโจมตีมาจึงหาตัวชายคนนี้พบ
ชายคนดังกล่าวลุกขึ้นปัดเสื้อของตน เตรียมเดินมายังทิศทางนี้ เขาเงยหน้ามองนักบวชหญิงน้อย ๆ คาดหวังให้เธอหลบหนีไปแต่สิ่งที่พบกลับเป็นว่านักบวชหญิงและม้าแผงคอแดงสบตากับเขาอยู่
นัยน์ตาของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ เขาไม่คาดคิดว่าเธอจะหาตัวเขาพบแม้จะอยู่ห่างกันเกือบร้อยเมตรเช่นนี้ แต่ก็เพียงพริบตาเดียวใบหน้าของเขาก็หวนคืนสู่ใบหน้าไร้อารมณ์เช่นเคย
ปากของเขาอ้าออกเล็กน้อย เสียงดนตรีอันนุ่มนวลถูกขับกล่อมออกมาจากลำคอ มวลอากาศโดยรอบสั่นไหวน้อย ๆ ราวกับตอบรับต่อเสียงนั้น ร่างของเขาเริ่มปรากฏชัดขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเสียงดังขึ้นจากลำคอ ทั้งนิทานและคีตาก็กระโดดถอยตัวออก อุดหูของตนด้วยยางไม้บางชนิดอย่างรวดเร็ว แต่ชายหนุ่มเผ่าจิตวิญญาณกลับไม่ได้โจมตีเข้ามาหรือเล่นแง่ใด ๆ เขาเพียงปลดพลังปกปิดของตนเท่านั้น
ท่าทางระมัดระวังของนักบวชหญิงไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจแต่อย่างใด เขาหยิบนามบัตรนักผจญภัยของตนออกมาโยนให้เธอจากไกล ๆ บัตรสีเหลืองอ่อนลอยมาตกเบื้องหน้าของเรนเดล
กระดาษอีกชุดหนึ่งถูกซัดตามมาตกลงข้าง ๆ ในเวลาไม่ต่างกันนัก หลังจากนั้นเขาจึงยืนนิ่ง ๆ ไม่ขยับเขยื้อนหรือพูดสิ่งใด รอให้นิทานเป็นฝ่ายหยิบอ่าน
นิทานย่อมไม่คิดเข้าไปแตะนามบัตรและกระดาษนั้น เขาอาศัยอาณาเขตอ่านมันจากจุดที่เขายืนอยู่ รายละเอียดพร้อมรูปหน้าของชายคนดังกล่าวปรากฏขึ้นในสายตา
นักผจญภัยระดับบุษราคัม โฟเรล
เผ่าจิตวิญญาณ 39ปี
ข้อมูลรายละเอียดและเลขประจำตัวนักผจญภัยนั้นสลักชัดอยู่บนบัตร อายุที่ไม่มากนักของชายหนุ่มทำให้นิทานระแวงขึ้นไม่น้อย หากเขาสามารถขึ้นเป็นนักสลักเอกได้ในวัยเพียงเท่านี้นั่นหมายความว่าหากเขาไม่ได้ทำพิธีสลักคำก่อนวัยอันควรก็หมายความว่าเขามาถึงทางตัน
และด้วยระดับพลังที่เขาปล่อยออกมาและฝีมือเมื่อครู่ที่ไม่ด้อยไปกว่าเพชฌฆาต เช่นนั้นหมายความว่าเขาสมควรเป็นยอดฝีมือที่มีคำแห่งพลัง 3คำเป็นอย่างน้อย
สายตาของนิทานกวาดมองไปยังกระดาษสีเหลืองอ่อนอีกใบหนึ่งที่ดูคุ้นตา มันคือกระดาษภารกิจของสมาคมนักผจญภัย เป็นสำเนาสำหรับพกพาเพื่อยืนยันตัวตน โดยสรุปคร่าว ๆ คือภารกิจของโฟเรลคือการสังหารหรือจับตัวพวกลักลอบล่าสัตว์ในพื้นที่เขตนี้
นิทานถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่าชายหนุ่มนามโฟเรลคนนี้จะไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด เขาเพียงมาทำภารกิจเท่านั้น นิทานสะบัดมือน้อย ๆ ดีดกระดาษและนามบัตรให้กลับไปตกลงข้างหน้าโฟเรลโดยไม่เข้าใกล้
โฟเรลเอียงคอมองความขี้ระแวงของนักบวชหญิงตรงหน้าอย่างสนอกสนใจ เธอไม่แม้แต่จะแตะนามบัตรหรือกระดาษภารกิจ เพียงอ่านจากไกล ๆ เท่านั้น แม้แต่ม้าแผงคอแดงทางด้านข้างยังยืนอยู่ในจุดที่พร้อมเข้าบังนักบวชหญิงได้ทุกเมื่อ
โฟเรลรับนามบัตรและกระดาษภารกิจคืนเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ผมจะเก็บหลักฐานการกำจัดครับ” นิ้วชี้ไปยังศพของพวกลักลอบและร่างที่หมดสติ
นักบวชหญิงพยักหน้าน้อย ๆ เธอถอยตัวออกห่างจากร่างเหล่านั้น ปล่อยให้โฟเรลเดินผ่านไปแต่โดยดี ระหว่างที่เดินผ่าน โฟเรลหันมามองนักบวชหญิงน้อย ๆ เขาเห็นว่าเธอกำลังเข้าไปรักษาบาดแผลให้แก่หมาป่าสีเทาบางตัว เพราะความช่วยเหลือของม้าแผงคอแดงดูเหมือนว่าเธอจะสื่อสารกับพวกมันได้
โฟเรลเก็บศพและร่างของหญิงพิการขึ้นหลัง ดูเหมือนเขาจะไม่มีสมบัติสำหรับขนย้ายสิ่งมีชีวิตแต่อย่างใด ก่อนจากไปเขายังหันมามองใบหน้าของเรนเดลและเซเรนเซ่อยู่นาน
“คุณต้องการความช่วยเหลือ?” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าทั้งสองเดินทางกันเพียงลำพัง ไม่มีแม้แต่สิ่งของสำหรับการเดินป่า เพียงเดินทางกันด้วยสองเท้าและชุดนักบวชที่ดูรุ่มร่าม
เรนเดลส่ายหน้าไปมา เธอกางสมุดประจำตัวนักบวชออก เมื่อโฟเรลเห็นรายละเอียดภายใน เขาจึงยกสองมือของตนขึ้นมาระดับอก หุบนิ้วอื่นเหลือเพียงนิ้วชี้และกลางทั้งสองมือ แล้วจึงนำทั้งสองวนกันสองครั้ง หลังจากนั้นจึงก้มหัวแล้วเดินออกไป
นั่นคือภาษามือที่หมายถึง ‘ระวังตัวด้วย’ ‘ดูแลตัวเองด้วย’
การกระทำของโฟเรลทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้นไม่น้อย แม้เขาจะดูอ่านยากแต่ก็สมควรเป็นคนดีคนหนึ่ง การที่โฟเรลยังไม่ลงมือทั้ง ๆ ที่เขาสมควรลอบติดตามมานานแล้วอาจเป็นเพราะเขากำลังหาจังหวะเหมาะ ๆ แก่การลอบโจมตี
แต่เพราะนิทานปรากฏตัวออกมาพอดิบพอดีหรือเพราะพวกลักลอบกำลังจะทำร้ายหมาป่าเขาจึงต้องลงมือ ไม่ว่าจะข้อไหนโฟเรลก็เป็นคนดีคนหนึ่ง
คีตาส่งเสียงร้องเรียกให้โฟเรลหันกลับมาอีกครั้ง ในคราวนี้นักบวชหญิงยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน แม้จะยังรักษาระยะหากก็ไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงเช่นเดิมอีก
เธอก้มหัวลงกล่าวขอบคุณอย่างน่ารัก แล้วจึงควักหยิบถุงใบใหญ่ใบหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุมที่รุ่มร่ามของตน เธอวิ่งเหยาะเข้าไปยื่นถุงใบนั้นให้กับโฟเรล พร้อมทั้งชี้พวกลักลอบทั้งสองไปมา
“ให้ผมนำใส่ถุง?” เขาเอ่ยถามเสียงเบา เรนเดลพยักหน้ารัวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องลำบากคุณก็ได้ครับ ถึงผมไม่โผล่มาพวกคุณก็ดูจะรับมือพวกมันเองได้” โฟเรลส่ายหน้าไปมาหากนักบวชน้อยยังคงดื้อดึง โฟเรลจึงถอนหายใจ กางถุงนั้นออกแล้วจึงโยนทั้งสองร่างเข้าไปภายใน
เมื่อโฟเรลยกถุงนั้นขึ้นจึงพบว่าถุงนั้นราวกับไร้น้ำหนัก น้ำหนักของคนสองคนที่เขาต้องแบกออกจากป่าเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรในตอนนี้เบาหวิวราวกับนุ่น
โฟเรลขมวดคิ้วน้อย ๆ เขาเป็นนักผจญภัยระดับบุษราคัมก็จริงหากเขาก็ไม่ได้มีเงินมากมายนัก สมบัติเช่นนี้สมควรมีราคาค่อนข้างสูง แต่เธอกลับมอบมันให้เขาอย่างง่ายดาย
นักบวชตัวเล็กยิ้มอย่างร่าเริงก่อนจะโบกมือไปมากล่าวลาแก่เขา โฟเรลทำท่าทางขอบคุณอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป เขาหันหลังกลับมามองร่างของนักบวชธุดงค์กับม้าคู่ใจของเธอเดินหายลึกเข้าไปในป่า ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นมีการเคลื่อนไหวที่มุมปากเล็กน้อย เขาจดจำนามของเธอไว้ในใจ
เรนเดล