วันที่สิบห้า
กู่ฉางเซิงลุกขึ้นจากที่นอนก่อนที่แสงแรกของวันจะทันข้ามขอบฟ้า
เขาเริ่มลงมือทำสิ่งที่กลายเป็กิจวัตรประจำวันนับั้แ่วันแรกนั่นคือการตรวจสภาพร่างกายของตนเองอย่างเป็ระบบ ท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความใจเย็น ไม่รีบร้อนสรุปผล ราวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่กำลังตรวจคนไข้ ซึ่งบังเอิญว่าคนไข้คนนั้นคือตัวเขาเอง
ชีพจรนิ้วเรียวสองนิ้วกดลงบนข้อมือซ้ายเพื่อรับรู้การเต้นของหัวใจกระแสชีพจรแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังเต้นเป็จังหวะสม่ำเสมอกว่าเมื่อสามวันก่อน จำนวนครั้งการเต้นต่อนาทีใกล้เคียงกับคนสุขภาพดีในวัยห้าสิบปี หากเทียบกับวันแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาในร่างชราวัยห้าสิบเก้าปีที่ใกล้ฝั่งเต็มที ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก
ปอดเขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด จากนั้นกลั้นไว้นานสิบวินาที ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยลมออกมาช้า ๆไร้เสียงวีดหรือเสียงผิดปกติใด ๆ ความจุของปอดเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
ข้อต่อเขาขยับข้อมือ ข้อศอก หัวไหล่ หัวเข่า และข้อเท้าไปมาอาการเสียวแปลบที่ข้อเข่ามลายหายไป ข้อมือสามารถหมุนได้เต็มรัศมีโดยไม่มีอาการฝืดเคือง ส่วนหัวไหล่ซ้ายที่เคยบวมช้ำจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้บัดนี้สมานตัวจนหายสนิท
ิักู่ฉางเซิงหยิบเศษกระจกแตกที่หลินเต๋อเจี้ยเก็บไว้ในห้องขึ้นมาส่องดู
ท่ามกลางแสงสลัวยามอรุณรุ่ง ใบหน้าที่สะท้อนกลับมายังคงเป็ชายชรา ผมยังคงขาวโพลน หน้าผากปรากฏรอยย่นลึก และแก้มยังตอบซูบ
ทว่ากลับมีบางสิ่งบางอย่างที่แปรเปลี่ยนไปในลักษณะที่ยากจะอธิบายเป็คำพูด
ราวกับว่าใบหน้าชรานั้นถูกชะล้างและฟื้นฟูมาจากภายใน ความหม่นหมองคล้ำดำที่เขาเคยสังเกตเห็นในวันแรกเจือจางลงไปมาก รอยเหี่ยวย่นบางส่วนยังคงอยู่ ทว่าผิวพรรณกลับไม่ได้ดูแห้งกร้านหนักทึบเหมือนเปลือกไม้ผุพังอีกต่อไป
ตามหลักการแล้ว สามสิบเปอร์เซ็นต์ของเซลล์ิัชั้นนอกสุดจะมีอายุไม่เกินสามสิบวัน หากกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นด้วยยาสกัด ิัย่อมเป็ส่วนแรกสุดที่แสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็น
"สิ่งที่ข้าเห็นในยามนี้ คือิัชั้นแรกที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังงานจากต้นเทพสังหาร" กู่ฉางเซิงพึมพำพลางวางเศษกระจกลง
เขาไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายมากนัก ไม่ตื่นเต้น และไม่ประหลาดใจ เพราะทุกอย่างล้วนเป็ไปตามผลการคำนวณที่วางไว้ สิ่งเดียวที่เขาแลเห็นและรู้สึกััได้คือความอิ่มเอมอันสงบนิ่งของนักวิทยาศาสตร์ ในยามที่สมมติฐานของตนได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง
ใช้การได้จริง
หลินชิงเสวียยกชามข้าวต้มอุ่น ๆ มาวางบนโต๊ะในห้องรับแขก ก่อนที่กู่ฉางเซิงจะเดินออกมาจากห้องพัก เธอเอี้ยวตัวหันมามองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า
แล้วเธอก็หยุดนิ่งไป
อาการหยุดนิ่งของเธอไม่ใช่เพราะความใ หากแต่เป็กิริยาของคนที่กำลังจดจ้องสิ่งผิดปกติที่ไม่ตรงกับภาพจำเดิม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกวาดมองเขาจากบนลงล่าง ละม้ายคล้ายหมอกำลังประเมินอาการคนไข้
กู่ฉางเซิงเลื่อนเก้าอี้นั่งลงที่โต๊ะอาหาร หยิบช้อนขึ้นมา "อย่าจ้องมองขนาดนั้น"
หลินชิงเสวียกระพริบตาถี่ "ข้ามิได้จ้องมองนะสาระแน..." เธอพูดแย้ง ทว่าก็ต้องหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยอมรับ "อาจจะจ้องมองอยู่บ้างเล็กน้อย"
"กินข้าวเสียก่อน"
เด็กสาวนั่งลงฝั่งตรงข้าม ทว่าสายตาคู่สวยยังคงมิยอมละไปจากใบหน้าของชายชราที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปาก
"ผิวพรรณของท่านตาดูแปลกไปแปรเปลี่ยนไป" ในที่สุดเธอก็เอ่ยปาก น้ำเสียงเชื่องช้าคล้ายยังไม่มั่นใจในสิ่งที่ตาเห็น "รอยตื้นลึกตรงหน้าผากด้านซ้าย...ดูเหมือนจะตื้นขึ้น"
"เ้าสังเกตเห็นถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"
"ท่านพ่อเคยสั่งสอนให้ข้าหมั่นสังเกตใบหน้าของคนไข้เพื่อประเมินโรค" หลินชิงเสวียกล่าว "ข้าเฝ้ามองใบหน้าของท่านตาทุกวันนับแต่แรกพบ" เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย "คราแรกข้าคิดว่าเป็เพราะแสงแดดรำไรยามเช้าที่ตาฝาดไป แต่พิจารณาดูแล้วมิใช่"
กู่ฉางเซิงตักข้าวต้มเข้าปาก รสชาติอุ่นซ่านของขิงและเนื้อปลาสดโชยอวลในโพรงปาก "เ้ามิได้ตาฝาดหรอก"
"แล้วสิ่งนี้คืออันใดกัน" เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย มิใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็เพราะตระหนักดีว่าคำตอบนี้ช่างมีน้ำหนักยิ่งนัก "ยาสกัดจากต้นเทพสังหาร สามารถฟื้นฟูผิวพรรณได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
"ิัเป็เพียงส่วนที่มองเห็นได้ง่ายที่สุดจากภายนอก" กู่ฉางเซิงเอ่ยเรียบ ๆ "สิ่งที่กำลังแปรเปลี่ยนอย่างแท้จริง...อยู่ลึกสืบลงไปข้างใน"
หลินชิงเสวียนั่งนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ใบหน้าของเธอปรากฏอารมณ์หลากหลายสายแล่นผ่าน ทั้งความฉงนสนเท่ห์ ความตื่นเต้น และบางสิ่งบางอย่างที่เธอยังมิอาจหาคำมาอธิบายได้
"ท่านตากำลังรักษาโรคที่เกิดจากอายุขัย" เธอเอ่ยช้า ๆ คล้ายกำลังเรียบเรียงความคิดในหัว "มิใช่โรคภัยไข้เจ็บธรรมดา แต่คือความเสื่อมถอยของร่างกายที่ผู้คนทั่วหล้าเรียกว่าความชราภาพ"
"เ้าคิดได้ถูกต้อง"
"ที่ผ่านมา...มิเคยมีผู้ใดทำเช่นนี้ได้มาก่อนเลย"
"ถูกของเ้าอีกข้อ"
เด็กสาวเงียบเสียงลงไปนาน มือถือช้อนตักข้าวต้มค้างไว้แต่กลับมิได้เอาเข้าปาก
"แล้วหากท่านตาทำสำเร็จ..." เสียงของเธอแ่เครือลงไปอีก "ท่านตาจะสามารถกลับมาเป็คนหนุ่มได้อีกคราจริง ๆ หรือ"
กู่ฉางเซิงวางช้อนลง สายตาจับจ้องไปที่เธอ
คำถามนั้นช่างตรงจุดและแฝงความนึกคิดที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ตัวเธอเองจะคาดคิด
"ข้ายังมิอาจรู้ได้ว่าจะไปถึงขั้นนั้นได้หรือไม่" เขาตอบตามความจริง "แต่เวลานี้ ข้ารู้เพียงว่าตนเองกำลังก้าวเดินไปในทิศทางนั้น"
หลินชิงเสวียสบตาเขาเนิ่นนานกว่าทุกวัน
จากนั้นเธอก็ตักข้าวต้มกินต่อ โดยมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ทว่าในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้นกลับมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ
หลังจากเสร็จสิ้นมื้อเช้า กู่ฉางเซิงเดินทางไปตรวจอาการของผู้ป่วยทั้งสามคนเป็วันสุดท้าย
หวังต้าเหนียนยืนรออยู่หน้าเรือนของตน ใบหน้าเริ่มมีสีเืฝาดกลับมาดูมีชีวิตชีวา ภรรยาของเขายืนเคียงข้าง ในมือประคองถาดผลไม้สดส่งให้ทันทีที่เห็นกู่ฉางเซิงเดินมาถึง
"ท่านกู่" หวังต้าเหนียนเอ่ยทักทาย น้ำเสียงแหบแห้งหายเป็ปลิดทิ้ง "เมื่อวานนี้ข้าลองออกไปดูผืนนาได้แล้ว เดินเหินได้เต็มก้าว mิมิต้องพยุง"
กู่ฉางเซิงเอื้อมมือตรวจชีพจรรอบสุดท้าย เขาวางนิ้วมือนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนมือกลับ
"หยุดกินยาได้แล้ว" เขาสำทับ "ทว่าในอีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้ จงงดเว้นการกินเนื้อสัตว์ดิบ ของหมักของดองรสจัด หรือดื่มสุราเมรัย เนื่องจากระบบย่อยอาหารของเ้ายังฟื้นฟูได้มิเต็มที่"
"ทราบแล้ว" หวังต้าเหนียนก้มศีรษะลงด้วยความเคารพ "ท่านกู่มีพระคุณต่อชีวิตข้ายิ่งนัก ข้าและครอบครัวจะ—"
"รักษาสุขภาพของเ้าให้ดี" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดจังหวะ มิใช่เพราะไม่รับน้ำใจ แต่เป็เพราะเขาไม่มีเวลาเหลือเฟือ "นั่นคือการตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับข้า"
ผู้ป่วยอีกสองคนที่เหลือมีอาการดีขึ้นในระดับเดียวกัน กู่ฉางเซิงให้คำแนะนำเื่อาหารการกินและการพักฟื้นเฉกเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงก้าวเดินกลับมายังเรือนของหลินเต๋อเจี้ย
ผู้ป่วยทั้งสามคนหายดีแล้ว งานชิ้นนี้ถือว่าเสร็จสิ้น
ทว่างานชิ้นถัดไป...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
เื่น้ำในบ่อน้ำกลางหมู่บ้านจำเป็ต้องได้รับการจัดการ
กู่ฉางเซิงนั่งสนทนากับหลินเต๋อเจี้ยและหัวหน้าหมู่บ้านหวังเหลาต้าใน่สายของวัน
"พิษของดอกเสนียดที่ปนเปื้อนในน้ำมีครชีพจรทางชีวภาพราวสองถึงสามสัปดาห์" กู่ฉางเซิงอธิบายประเมินผล "หากนับจากวันที่ถูกปล่อยพิษ ปัจจุบันล่วงเลยมาสิบห้าวันแล้ว ความเข้มข้นเจือจางลงไปมากแต่ยังคงหลงเหลืออยู่"
"แล้วพวกเราต้องรออีกกี่วันกัน" หวังเหลาต้าถามด้วยความกังวล
"อีกสิบวัน แล้วค่อยทำการตรวจวัดซ้ำ หากผลตรวจสะอาดบริสุทธิ์ จึงจะอนุญาตให้ชาวบ้านกลับมาใช้น้ำในบ่อได้"
"แล้วระหว่างนี้ ชาวบ้านจะหาน้ำจากที่ใดมาประทังชีพ"
"ลำธารสายตะวันออกที่ไหลมาจากทิศตะวันออก มิใช่ลำธารที่ไหลมาจากผืนป่าทิศเหนือ" กู่ฉางเซิงกล่าว "ข้าไปตรวจสอบมาแล้วว่าสะอาดปลอดภัย ทว่าต้องนำไปต้มให้เดือดก่อนนำมาใช้ทุกครั้ง"
หวังเหลาต้าบรรจงจดบันทึกด้วยลายมือที่มิได้งดงามอ่อนช้อย ทว่าเต็มไปด้วยความตั้งใจจริง
"ท่านกู่" หลินเต๋อเจี้ยที่นิ่งฟังอยู่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเชื่องช้าคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำพูด "เวลานี้...มีเื่หนึ่งที่พวกชาวบ้านเริ่มโจษจันและไต่ถามกันเข้ามา"
"เื่อันใดหรือ"
"เื่ของตัวท่านกู่นั่นแหละ" ชายวัยห้าสิบเอ่ยตรงไปตรงมา "เหตุใดชายชราที่ทุกคนรู้จักมักคุ้นมาสิบกว่าปี ถึงสามารถกระทำสิ่งที่หมอยาในเมืองใหญ่ยังมิอาจทำได้ ท่านไปร่ำเรียนวิชามาจากที่ใด แล้วผู้ใดเป็อาจารย์ของท่าน"
กู่ฉางเซิงสบตาหลินเต๋อเจี้ยนิ่ง
คำถามที่เขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าต้องมาถึงเข้าสักวัน
"บอกพวกเขาไปว่า ข้าเดินทางมามาก พบเจอหมอเก่งกาจมาหลายคน และสะสมวิชาความรู้ในการรักษามาตลอดชั่วชีวิต" กู่ฉางเซิงเอ่ย "สิ่งนั้นก็นับว่าเป็ความจริง"
"ทว่าคงเป็ความจริงเพียงบางส่วน"
"ความจริงบางส่วน...ก็ยังถือว่าเป็ความจริงอยู่วันยังค่ำ"
หลินเต๋อเจี้ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน
"แจ้งแก่ชาวบ้านตามที่ท่านกู่กล่าวเถิด"
กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกจากเรือนของหลินเต๋อเจี้ยใน่สาย มุ่งหน้าไปยังที่พำนักของเฉินิเหลียง
วันนี้เป็วันที่หกนับั้แ่เฉินิเหลียงงดเว้นการกินยาเดิม และเป็วันที่กู่ฉางเซิงประเมินแล้วว่ายาสกัดชุดแรกที่เขาทดลองกับร่างกายตนเองได้ผลดีและเสถียรพอที่จะนำมาปรับใช้กับผู้ป่วยจริง
ทว่ายังคงมีอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องทำ
เขาจำเป็ต้องตระเตรียมยาชุดที่สองซึ่งมีสูตรแตกต่างจากชุดแรก — ยาชุดแรกนั้นปรุงขึ้นเพื่อปรับสมดุลร่างกายของตัวเขาเอง ส่วนยาชุดที่สองนี้ต้องปรับปรุงสูตรเพื่อรักษาอาการตับแข็งของเฉินิเหลียงโดยเฉพาะ ซึ่งจำเป็ต้องมีตัวยาเพิ่มเติมเข้ามา
หลินชิงเสวียก้าวตามมาพร้อมกับตะกร้าใส่สมุนไพรโดยที่เขาไม่ได้เอ่ยปากเรียก เธอเดินขนานเว้นระยะห่างหนึ่งก้าวอยู่ทางด้านหลัง
กู่ฉางเซิงเดินไปได้สักพักจึงเอ่ยขึ้นโดยมิได้หันกลับไปมอง "เ้ามิจำเป็ต้องตามข้ามาดอก"
"ข้าทราบแล้ว"
"แต่เ้าก็ยังคงตามมา"
"เป็เช่นนั้น"
กู่ฉางเซิงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปเผชิญหน้า
หลินชิงเสวียยืนตัวตรง สองมือกุมตะกร้ายาไว้แน่น สายตาแน่วแน่มิได้หลบเลี่ยง
"ข้า้าเรียนรู้วิธีรักษาโรคตับ" เธอเอ่ยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ "ท่านพ่อมิเคยรักษาโรคประเภทนี้สำเร็จ หากท่านตาทำได้และข้าได้อยู่ร่วมรับรู้ ข้าจะได้เห็นแจ้งว่าต้องกระทำเช่นไร"
ลูกสาวหมอยาที่เติบโตมากับกองสมุนไพร นางมิได้้าเพียงแค่ช่วยงานบิดา ทว่ามีความปรารถนาที่จะเป็หมอยาด้วยตนเอง
กู่ฉางเซิงหันกลับแล้วออกเดินต่อ "ตามมาได้ ทว่าจงอยู่เงียบ ๆ"
หลินชิงเสวียรีบก้าวตามไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยโดยที่กู่ฉางเซิงมิอาจแลเห็น
เฉินิเหลียงนั่งรออยู่ในห้องรับแขกเฉกเช่นทุกครา ทว่าในวันนี้ท่าทีของเขาดูแปลกไปจากเดิม
เขานั่งตัวตรง แขนสองข้างวางนิ่งบนหัวเข่า มิได้หยิบจับสิ่งใดมาทำแก้เบื่อระหวางรอ มิได้เปิดอ่านเอกสาร และมิได้ชงชา...เขากระทำเพียงแค่นั่งรอคอย
สิ่งนั้นบ่งชี้ว่าเขากำลังตื่นตัว หรืออาจกำลังกังวลใจอยู่ลึก ๆ
กู่ฉางเซิงวางตะกร้าสมุนไพรลงบนโต๊ะ เขาไม่ได้นั่งลง ทว่าเลือกที่จะยืนประจันหน้าตรง ๆ
"ท่านงดยาตามข้อตกลงครบหกวันแล้วใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง" เฉินิเหลียงเอ่ย น้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ ทว่ากระแสเสียงกลับมีระลอกคลื่นความไหวติงซ่อนอยู่
"มีอาการอันใดแทรกซ้อนขึ้นมาบ้างหรือไม่"
"มีอาการปวดหน่วงตื้อ ๆ ที่สีข้างด้านขวาอยู่บ้าง...โดยเฉพาะหลังจากกินมื้ออาหารเสร็จ"
ตับที่อักเสบและเริ่มแข็งตัว ยามเมื่อไร้ตัวยาบำรุงคอยประคับประคอง ย่อมสำแดงอาการตอบสนองด้วยความเ็ป — นั่นมิใช่อาการที่ทรุดหนักลง หากแต่เป็อาการจริงที่ถูกซ่อนเร้นไว้ตลอดสามปีเพิ่งจะปรากฏเด่นชัดขึ้นมา
"ดียิ่ง" กู่ฉางเซิงเอ่ย
เฉินิเหลียงแสดงสีหน้าฉงนใจเล็กน้อย
"อาการปวดเป็สัญญาณบ่งชี้ว่า ร่างกายของท่านยังคงรับรู้และตอบสนองได้ หากมีอาการชาไร้ความรู้สึก นั่นจึงจะนับว่าเป็ปัญหาใหญ่" กู่ฉางเซิงอธิบายสั้น ๆ "ส่งข้อมือของท่านมา"
เฉินิเหลียงยื่นข้อมือออกไปข้างหน้า
กู่ฉางเซิงวางนิ้วมือตรวจชีพจร เขากลืนตาลงและใช้เวลานานกว่าปกติ เพื่อรับรู้ทั้งกระแสชีพจรที่ััได้ด้วยปลายนิ้ว และกระแสลมปราณที่ััได้ด้วยญาณรับรู้ที่ลึกลงไป
จุดตีบตันในเส้นลมปราณสายตับยังคงอยู่ ทว่าในวันนี้เขาสามารถรับรู้ถึงมันได้อย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น — มันเป็การปิดกั้นที่สะสมมานานถึงสามปี เส้นลมปราณถูกพังผืดที่แข็งตัวค่อย ๆ บีบรัดทีละน้อย
หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้อีกสองปี เส้นลมปราณสายนี้จะปิดสนิทโดยสมบูรณ์
และหากดึงดันอัดพลังงานเข้าไปโดยตรงโดยมิผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง พังผืดเ่าั้อาจฉีกขาด และความเสียหายที่ตามมาจะร้ายแรงกว่าโรคที่เป็อยู่หลายเท่า
จำเป็ต้องค่อย ๆ ละลายพังผืด มิใช่ทำลายมัน
กู่ฉางเซิงถอนมือกลับพร้อมกับลืมตาขึ้น "รักษาได้ ทว่าต้องกระทำต่อเนื่องหลายครา มิใช่ยารอบเดียวแล้วหายขาด"
"ต้องรักษาทั้งหมดกี่รอบกัน"
"คาดการณ์ไว้ราวห้าถึงเจ็ดรอบ โดยแต่ละรอบต้องเว้นระยะห่างสี่ถึงหกวัน"
เฉินิเหลียงคำนวณระยะเวลาในใจ "รวมแล้วร่วมเดือนกว่า"
"หากร่างกายของท่านตอบสนองต่อยาได้ดี อาจเร็วกว่านั้น" กู่ฉางเซิงกล่าว "ทว่าหากร่างกายมีอาการต่อต้าน ย่อมต้องล่าช้าออกไป"
"เริ่มลงมือเลยได้หรือไม่"
กู่ฉางเซิงจ้องมองเฉินิเหลียง มองทะลุผ่านความสงบนิ่งภายนอกที่ชายผู้นี้พยายามแสดงออก ไปจนถึงความไหวติงที่ซ่อนอยู่ภายใน
ผู้ที่ต้องทนทุกข์กับโรคภัยมานานสามปีและตระหนักรู้ชะตากรรมตนเองมาตลอด ยามเมื่อวันที่จะได้พบหนทางรักษามาถึง ความสงบนิ่งภายนอกย่อมมิอาจแทนความสงบในจิตใจได้เลย
"ได้" กู่ฉางเซิงเอ่ย ก่อนจะหันไปสั่งหลินชิงเสวียที่ยืนคุมเชิงอยู่มุมห้อง "เตรียมน้ำต้มสุกที่ยังอุ่นอยู่มาให้ข้าหนึ่งถ้วย"
กู่ฉางเซิงเปิดตะกร้าสมุนไพรออก
ยาสกัดชุดที่สองที่เขาตระเตรียมไว้ั้แ่่เช้าตรู่ของเมื่อวาน บรรจุอยู่ในขวดดินเผาขนาดเล็กสีน้ำตาลเข้ม ปิดผนึกปากขวดด้วยขี้ผึ้งอย่างแ่า
เมื่อเขาเปิดฝาออก กลิ่นอายที่โชยออกมาแปรเปลี่ยนไปจากยาชุดแรกอย่างสิ้นเชิง — มันดูลึกล้ำกว่า มีรสขมปร่าที่แตกต่าง ปะปนด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ ที่เขาได้จากการสกัดรากสมุนไพริญญาอีกสองชนิด เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อทำหน้าที่สลายพังผืดในเส้นลมปราณโดยเฉพาะ
หลินชิงเสวียวางถ้วยน้ำอุ่นลง สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ขวดยาตาไม่กระพริบ "มิใช่ตัวยาสูตรเดิมใช่ไหม"
"ปรับเปลี่ยนเพื่อรักษาโรคนี้โดยเฉพาะ" กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางหยิบเข็มเงินที่ผ่านการต้มสุกฆ่าเชื้อแล้วออกมาห้าเล่ม
เฉินิเหลียงจ้องมองเข็มเงินเ่าั้ ใบหน้ามิแปรเปลี่ยน ทว่ากล้ามเนื้อตรงกรามกลับบดแน่นขึ้นเล็กน้อย
"นี่คือการฝังเข็ม" กู่ฉางเซิงอธิบาย "จำเป็ต้องเปิดเส้นลมปราณเสียก่อน เพื่อให้ตัวยาสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ถูกทิศทาง หากมิเปิดเส้นทาง ยาจะไหลเวียนเข้าสู่เส้นทางเดิมที่ปิดกั้นอยู่"
"เ็ปมากหรือไม่"
"เท่าที่จำเป็ต้องเจ็บ"
เฉินิเหลียงหัวเลาะเบา ๆ เป็เสียงหัวเราะที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากเขา "วาจาตรงไปตรงมายิ่งนัก"
กู่ฉางเซิงเริ่มลงมือด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุด
เข็มแรก — ปักลงตรงจุดเส้นลมปราณที่ข้อมือขวา ตำแหน่งที่เรียกว่า "ไท่หยวน" อันเป็ประตูเปิดเข้าสู่เส้นลมปราณสายปอด
เฉินิเหลียงนิ่งสนิท
เข็มที่สอง — ปักลงที่หน้าท้องด้านขวา ตรงกับตำแหน่งตับในทางกายวิภาค ทว่าเข็มเงินมิได้เพียงแค่แทงทะลุิั กู่ฉางเซิงแผ่กระแสลมปราณอุ่นจางสายหนึ่งส่งผ่านไปตามตัวเข็ม ละม้ายคล้ายกระแสพลังงานเบาบางที่คอยนำทางให้เข็มหยั่งลึกไปถึงตำแหน่งที่ถูกต้อง
เฉินิเหลียงผ่อนลมหายใจออกยาว เขาไม่ได้ส่งเสียงร้อง ทว่าริมฝีปากบนกลับเม้มแน่นขึ้นแวบหนึ่ง
"เ้ารู้สึกสิ่งใดที่ด้านขวาหรือไม่" กู่ฉางเซิงถาม
"รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา" เฉินิเหลียงตอบ สายตาก้มมองหน้าท้องตนเองด้วยความอัศจรรย์ใจ "ความอุ่นนั้นแผ่ซ่านออกมา"
"แสดงว่าถูกตำแหน่งแล้ว"
เข็มที่สาม สี่ และห้า — แต่ละจุดทำหน้าที่เชื่อมต่อเส้นลมปราณสายตับเข้ากับสายอื่น ๆ ก่อเกิดเป็เครือข่ายเส้นทางที่จะนำพายาสกัดเข้าสู่เป้าหมายที่้า
กู่ฉางเซิงขยับถอยหลังมาหนึ่งก้าว เฝ้าสังเกตเข็มเงินทั้งห้าเล่มที่ปักตรึงอยู่ในตำแหน่งที่เขาคำนวณไว้ไร้ที่ติ
หลินชิงเสวียนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง นางไม่ขยับกายและมิเอ่ยปากถามสิ่งใด ทว่าดวงตาจับจ้องจดจำทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวไว้ในใจ
"เวลานี้..." กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางยกขวดยาขึ้น "ตัวยาจะแทรกซึมเข้าทางเส้นลมปราณที่เปิดอยู่ โดยมิผ่านกระเพาะอาหารของเ้า"
เขาเทยาลงบนฝ่ามือซ้าย ปริมาณน้อยกว่าครึ่งช้อนชา
จากนั้นจึงทาบฝ่ามือนั้นลงบนบริเวณหน้าท้องด้านขวาของเฉินิเหลียง ตรงกึ่งกลางระหว่างเข็มที่สองและสาม
เขาเริ่มแผ่เดินกระแสลมปราณออกไปอย่างแ่เบา
ตัวยาค่อย ๆ ซึมผ่านชั้นิั แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณที่เปิดอ้ารองรับ ไหลเวียนดิ่งลึกลงสู่ตับ เข้าโอบล้อมและัักับผืนพังผืดที่เกาะกุมแข็งตัวมานานสามปี
ห้านาทีล่วงเลยผ่านไปท่ามกลางความเงียบงันภายในห้อง
ทันใดนั้น เฉินิเหลียงก็สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างแรง เป็กิริยาที่ร่างกายกระทำไปเองโดยสัญชาตญาณ
"เกิดอันใดขึ้นกันแน่" เขาเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำลงกว่าเดิม
"ตัวยาเริ่มสำแดงฤทธิ์แล้ว" กู่ฉางเซิงกล่าวพลางถอนฝ่ามือกลับ ทว่าสายตายังคงเฝ้าสังเกต "เ้ารู้สึกประการใดบ้าง"
เฉินิเหลียงนิ่งงันเพื่อสำรวจสภาพร่างกายตนเองอยู่ครู่หนึ่ง
"อาการปวดตื้อที่ด้านขวา...มลายหายไปชั่วคราวแล้ว" เขาเอ่ยเชื่องช้า "และมีความอุ่นซ่านที่หยั่งลึกยิ่งกว่าเมื่อครู่ คล้ายคลึงกับ..."
เขาหยุดคำพูดไว้เพียงนั้น ใบหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"คล้ายคลึงกับสิ่งใดหรือ" กู่ฉางเซิงซักถาม
"คล้ายคลึงกับความรู้สึกในยามที่เส้นลมปราณสายตับของข้ายังมิเริ่มตีบตัน" เฉินิเหลียงเอ่ย น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวมาตลอดบัดนี้ปรากฏรอยสั่นเครือเล็ก ๆ ที่หากมิสังเกตให้ดีย่อมมิอาจได้ยิน "เป็ความรู้สึกก่อนที่ข้าจะรู้ตัวว่าตนเองป่วยไข้"
กระแสพลังงานลมปราณสามารถไหลเวียนผ่านเส้นทางที่เคยถูกปิดตายมานานสามปีได้เป็ครั้งแรก
กู่ฉางเซิงมิได้เอ่ยคำใด ปล่อยให้เฉินิเหลียงได้ดื่มด่ำและรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในกายตนเอง
หลินชิงเสวียที่นั่งอยู่มุมห้องยังคงนิ่งสนิท ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความทึ่ง
สิบนาทีต่อมา กู่ฉางเซิงจึงเริ่มถอนเข็มเงินออกทีละเล่มด้วยความระมัดระวังในทุกขั้นตอน
"หลังจากนี้ ร่างกายของเ้าจะมีอาการเหนื่อยล้าอ่อนแรง" เขาบอกกล่าวแก่เฉินิเหลียง "จงนั่งพักหรือนอนพักผ่อนเสีย ร่างกายกำลังจัดสรรพลังงานที่เพิ่งได้รับไป"
"การรักษารอบหน้าคือเมื่อใด"
"อีกห้าวันข้างหน้า" กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางเก็บเข็มเงินเข้าผ้าห่อ "ในระหว่างนี้ ห้ามดื่มสุราทุกชนิด ลดอาหารรสจัด และหากมีอาการปวดที่ด้านขวาเพิ่มขึ้นมาก จงเร่งบอกกล่าวแก่ข้าทันที"
เฉินิเหลียงพยักหน้ารับคำ จากนั้นจึงจ้องมองกู่ฉางเซิง สายตาที่มองมาในครานี้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
"ท่านกู่" เขาเอ่ยเสียงช้า "ข้ามีบางสิ่งจำเป็ต้องบอกแก่ท่าน"
"ว่ามาเถิด"
"เกี่ยวกับเื่ต้นเทพสังหาร...ยังมีบางอย่างที่ข้ายังมิได้แจ้งแก่ท่าน"
กู่ฉางเซิงมิได้แสดงสีหน้าประหลาดใจ ทว่าเขายืนนิ่งเพื่อรอฟัง
เฉินิเหลียงลุกขึ้นเดินไปที่ลิ้นชักโต๊ะ เขาหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กใบหนึ่งออกมา ขนาดของมันใหญ่ไม่เกินสองกำมือ
เขาซ่อนกล่องนั้นลงบนโต๊ะ "เปิดออกดูเถิด"
กู่ฉางเซิงเดินเข้าไปหยิบกล่องไม้ขึ้นมาเปิดฝาออก
ภายในกล่องมีผ้าไหมเนื้อบางซ้อนทับกันอยู่สามชั้น ยามเมื่อคลี่ผ้าออก ก็ปรากฏเมล็ดพืชสีเทาเงินมันวาวสี่เมล็ด ขนาดของพวกมันใกล้เคียงกับเมล็ดงา ผิวััเรียบเนียนราวกับมีหยดน้ำหมุนเวียนอยู่ภายใน
กู่ฉางเซิงทาบฝ่ามือลงใกล้ ๆ โดยมิได้ััตัวเมล็ดโดยตรง
ทว่าญาณรับรู้ของเขากลับััได้ในทันที
พลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากเมล็ดทั้งสี่นี้ เข้มข้นยิ่งกว่าน้ำในลำธารสายนั้นมากมายนัก แม้แต่ใบสดที่เขาเก็บเกี่ยวมาจากต้นก็มิอาจเทียบเคียงได้เลย
นี่คือ... เมล็ดพันธุ์ของต้นเทพสังหาร
"ผลของต้นเทพสังหารจะสุกงอมในทุกสิบปี" เฉินิเหลียงอธิบาย "ข้าได้เมล็ดพันธุ์ทั้งสี่นี้มาจากนักสะสมในเมืองอานเมื่อห้าปีก่อน ราคาของพวกมันสูงลิ่วเท่ากับคฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่งเชียวล่ะ"
"ในเมื่อเป็เช่นนั้น เหตุใดท่านจึงมิใช้นำมันมารักษาตนเองแต่แรกเล่า"
เฉินิเหลียงทรุดตัวนั่งลง
"เพราะมิมีผู้ใดล่วงรู้วิธีการใช้มันน่ะสิ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "หมอยาสามคนที่ข้าเคยไปพบ คนหนึ่งกล่าวว่าหากใช้ผิดวิธี พลังของมันจะทำให้เส้นลมปราณะเิเป็จุณจากภายใน ส่วนอีกสองคนที่เหลือต่างปฏิเสธที่จะเสี่ยง ข้าเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไว้เพราะรู้ว่ามันมีพลังมหาศาลพอจะรักษาโรคได้ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดรู้วิธีนำพากระแสพลังนั้นเข้าสู่ร่างกายโดยที่ตัวคนไข้มิตายเสียก่อน"
กู่ฉางเซิงจ้องมองเมล็ดพันธุ์ทั้งสี่ในกล่องไม้
เมล็ดพืช — หากเมล็ดพันธุ์คือรูปแบบที่พลังงานถูกกักเก็บและควบแน่นไว้อย่างหนาแน่นที่สุดก่อนที่จะงอกเงย ความเข้มข้นของพลังงานในเมล็ดพันธุ์ย่อมสูงกว่าใบสดหลายสิบเท่านัก
และหากนำมาสกัดด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง...
"เหตุใดท่านถึงเพิ่งมาบอกข้าในยามนี้" กู่ฉางเซิงเอ่ยถาม
"เพราะในยามนี้ ข้าประจักษ์แจ้งแล้วว่าท่านกู่ล่วงรู้วิธีการ" เฉินิเหลียงตอบตรงไปตรงมา "ก่อนหน้านี้ข้ายังมิอาจวางใจ หากมอบเมล็ดพันธุ์ให้ท่านไปโดยที่ท่านมิรู้วิธีใช้ ข้ามิต้องสูญเสียของล้ำค่าไปเปล่าประโยชน์หรอกหรือ"
สมกับเป็วิสัยของพ่อค้า — ต้องรอให้มั่นใจในผลลัพธ์ก่อนจึงจะยอมลงทุน
กู่ฉางเซิงปิดฝากล่องไม้ลง โดยมิได้หยิบเมล็ดพันธุ์ติดมือมา
"สองเมล็ดสำหรับใช้รักษาตัวท่าน ส่วนอีกสองเมล็ดถือเป็ค่าตอบแทนให้แก่ข้า" เขาเอ่ยเงื่อนไข "หากท่านตกลง ข้าจะรับเมล็ดพันธุ์ไว้สองเมล็ด ส่วนที่เหลือจะมอบคืนให้แก่ท่านหลังจากกระบวนการรักษาเสร็จสิ้น"
เฉินิเหลียงจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง "ท่านจะนำเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดนั้นไปกระทำอันใดหรือ"
"สิ่งที่ท่านมิอาจคาดเดาได้"
หากสามารถสกัดเมล็ดพันธุ์ที่มีพลังงานเข้มข้นกว่าใบสดหลายสิบเท่านี้ได้สำเร็จ และนำไปผสมผสานร่วมกับสมุนไพริญญาชนิดอื่น ๆ ที่เขากำลังวางแผนจะออกค้นหา... สูตรโอสถย้อนวัยที่คำนวณไว้ในหัวย่อมจะก้าวหน้าและทรงประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในคราแรกมากมายนัก
เฉินิเหลียงนิ่งเงียบไปนานแสนนาน
เป็การนิ่งงันที่ยาวนานที่สุดนับั้แ่พวกเขาได้พบพานกันมา
"ตกลง" ในที่สุดเขาก็ตอบรับ
กู่ฉางเซิงและหลินชิงเสวียก้าวเดินออกจากที่พำนักของเฉินิเหลียงในยามที่ตะวันเริ่มบ่ายคล้อย
สองร่างเดินมุ่งหน้ากลับมาทางแผงขายยาของหลินเต๋อเจี้ย ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบงันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่หลินชิงเสวียจะทำลายความเงียบขึ้นมา
"เมล็ดพันธุ์ต้นเทพสังหาร..." นางเอ่ยเสียงแ่ "หากมันมีพลังเข้มข้นกว่าใบสดถึงหลายสิบเท่า การที่ท่านเฉินิเหลียงเก็บรักษามันไว้ถึงห้าปีโดยมิกล้าบุ่มบ่ามนำมาใช้..."
"นับเป็ความโชคดีของเขาแล้วที่ไม่คิดลองดีโดยไร้ความรู้" กู่ฉางเซิงเอ่ย
"แล้วท่านตาจะนำเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดที่ได้มาไปกระทำอันใดหรือ"
กู่ฉางเซิงยังคงสืบเท้าเดินต่อไปโดยมิได้ตอบคำถามในทันที สายตาของเขาทอดมองออกไปบนถนนในหมู่บ้านที่ทาบทับด้วยแสงแดดยามบ่ายจนกลายเป็สีทองอร่าม
เมล็ดพันธุ์สองเมล็ดที่กักเก็บพลังงานของต้นเทพสังหารมานานนับสิบปีของการเติบโต หากนำมาสกัดอย่างถูกวิธีและหลอมรวมเข้ากับสมุนไพริญญาที่เขากำลังวางแผนจะเสาะหาในขั้นตอนต่อไป...
สูตรโอสถย้อนวัยในระดับที่เขา้านั้น จำเป็ต้องพึ่งพากระแสพลังงานที่สะอาดและมหาศาลพอดิบพอดี เพื่อขับเคลื่อนและกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ทั่วทั้งร่างกายพร้อม ๆ กัน มิใช่เพียงแค่ฟื้นฟูทีละส่วน
เมล็ดพันธุ์สองเมล็ดนี้...อาจกลายเป็จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุด
"สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างที่ข้าเพียรพยายามทำมาตลอดสิบห้าวัน...สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น" ในที่สุดกู่ฉางเซิงก็เอ่ยปากออกมา
หลินชิงเสวียจ้องมองใบหน้าของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ ละม้ายคล้ายคนที่แม้จะมิเข้าใจเื่ราวทั้งหมด ทว่ากลับมีความเชื่อมั่นในตัวผู้พูดอย่างเต็มเปี่ยม
ในค่ำคืนนั้น
กู่ฉางเซิงนั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องพักที่หลินเต๋อเจี้ยจัดเตรียมไว้ให้ บนโต๊ะเบื้องหน้ามีกล่องไม้ใบเล็กวางอยู่
เปิดฝากล่องออก ทอดสายตามองเมล็ดพันธุ์ทั้งสี่เมล็ด ก่อนจะคัดแยกเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดออกมาบรรจุลงในถุงผ้าที่ตระเตรียมไว้
ส่วนอีกสองเมล็ดที่เหลือยังคงนอนนิ่งอยู่ในกล่อง รอคอยวันส่งมอบคืนให้แก่เฉินิเหลียงตามพันธสัญญา
เขากุมถุงผ้าไว้ในอุ้งมือ ััได้ถึงกระแสพลังงานอันเข้มข้นที่แผ่ซึมผ่านเนื้อผ้าหนาออกมา
สิบห้าวันล่วงเลยผ่านไป ข้าก้าวเดินจากสภาพชายชราขี้โรคผู้ยากไร้ที่ทุกคนต่างพากันลืมเลือน มาจนถึงจุดที่สามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองในหมู่บ้านแห่งนี้ได้สำเร็จ
ข้าสามารถรักษาโรคระบาด สยบคนพาล ได้สมุนไพรล้ำค่าที่ไม่มีผู้ใดรู้จักคุณค่า และเริ่มกระบวนการแปรเปลี่ยนสภาพร่างกายนี้ขนานใหญ่
ทว่า...นี่เป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาลกว่าหมู่บ้านชิงหยานแห่งนี้นัก ข้ารับรู้มาว่ามีสำนักโอสถอันดับหนึ่ง มีดินแดนอสูรเร้นลับ มีองค์จักรพรรดินีผู้ไร้พ่าย และสิ่งเ่าั้กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า
ทว่าก่อนที่ข้าจะก้าวออกไปเผชิญโลกกว้าง ข้าจักต้องมิใช่ชายชราที่วิ่งเพียงสามก้าวก็แข้งขาอ่อนแรงอีกต่อไป
กู่ฉางเซิงวางถุงผ้าลง ลืมตาขึ้นแหงนมองเพดานห้องพักที่ดูดีกว่ากระท่อมหลังเก่าของเขาอย่างเทียบกันไม่ได้
เมล็ดพันธุ์สองเมล็ดนี้คือลูกกุญแจสำคัญ ทว่าเขายังคงขาดแคลนสิ่งอื่น ๆ อีกมาก เขาจำเป็ต้องเรียนรู้และฝึกปรือกระแสลมปราณในระดับที่สูงล้ำกว่านี้ ต้องเสาะหาสมุนไพริญญาเพิ่มเติมอีกหลากหลายข้อ และที่สำคัญที่สุด...คือต้องทำความเข้าใจว่า ร่างกายของตนเองกำลังจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดกันแน่
กู่ฉางเซิงลุกขึ้นเดินไปที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปบนถนนดินของหมู่บ้านยามราตรี
พวกชาวบ้านกำลังเดินสวนกันไปมา บางคนแบกสัมภาระ บางคนจับกลุ่มสนทนา เด็ก ๆ พากันวิ่งเล่นสนุกสนาน แสงจันทร์นวลตาฉาบทาบลงบนทุกสิ่งจนดูอบอุ่น
ภาพเหตุการณ์ธรรมดาสามัญจนผู้คนมักมองข้าม
ทว่าเมื่อสิบห้าวันก่อน ตัวเขาเองก็เป็ส่วนหนึ่งของภาพนี้...ในฐานะชายชราไร้ค่าที่ไม่มีผู้ใดแยแส
เวลานี้เขายังคงอยู่ในภาพเดิม ทว่าตัวตนกลับมิใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เสียงเคาะประตูแ่เบาดังขึ้น
"ท่านตา" เสียงของหลินชิงเสวียดังกู่เข้ามา
"เข้ามาเถิด"
เด็กสาวเปิดประตูเข้ามาพร้อมประคองถาดอาหารมื้อค่ำ นำมาวางลงบนโต๊ะ ในถาดมีข้าวสวยร้อน ๆ สองชาม ปลาต้มขิงส่งกลิ่นหอมฉุย และผักดองจานเล็ก กลิ่นอายของอาหารช่วยกระตุ้นให้ท้องเริ่มส่งเสียงประท้วง
"ท่านพ่อให้ข้านำสำรับค่ำมาอุ่นกินด้วยกัน"
กู่ฉางเซิงทรุดตัวนั่งลงที่โต๊ะอาหาร
หลินชิงเสวียนั่งลงฝั่งตรงข้าม นางมิได้รีบร้อนหยิบช้อน ทว่ากลับจ้องมองใบหน้าของชายชราตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"ท่านตา..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แ่เบากว่าปกติ
"มีอันใดก็พูดมาเถิด"
"หากท่านตารักษาท่านเฉินิเหลียงจนสำเร็จ และกระทำสิ่งที่คุณตาวางแผนไว้เสร็จสิ้นแล้ว..." นางเอ่ยช้า ๆ "ท่านตา...จะละทิ้งหมู่บ้านแห่งนี้ไปใช่หรือไม่"
มันมิใช่คำถามเชิงตัดพ้อ ทว่าก็มิใช่ประโยคที่้าคำยืนยันธรรมดา ๆ
กู่ฉางเซิงหยิบช้อนขึ้นมา "ข้ายังมิอาจรู้ได้ว่าจะถึงเวลานั้นเมื่อใด" เขาเอ่ย "ทว่าหากข้าจะไป ย่อมต้องบอกกล่าวแก่เ้าก่อน"
หลินชิงเสวียจ้องมองใบหน้าเขาเนิ่นนาน
"หากท่านตาจะไป..." เสียงของนางเบาหวิวลงไปอีก "ข้าขอร่วมเดินทางติดตามไปด้วยได้หรือไม่"
กู่ฉางเซิงวางช้อนในมือลง
เขาทอดสายตามองเด็กสาววัยสิบห้าปีที่นั่งอยู่ตรงข้าม
สิบห้าปีที่เติบโตมากลางป่าและดงสมุนไพร สิบห้าวันที่คอยวิ่งวุ่นช่วยเหลือเขาโดยมิเคยบ่นอุบ มิคิดหลบหนี และมิเคยเอ่ยปากทวงถามถึงสิ่งตอบแทนใด ๆ
ลูกสาวหมอยาที่ปรารถนาสิ่งล้ำค่ามากกว่าเพียงแค่แผงขายยาริมทางในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้
"บิดาของเ้า..." กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้น "จะยินยอมพร้อมใจงั้นหรือ"
"หากเป็ท่านตาที่เป็ผู้เอ่ยปาก ท่านพ่อย่อมต้องยินยอมเป็แน่"
"เหตุใดเ้าจึงมั่นใจเช่นนั้น"
หลินชิงเสวียเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่ทว่าหนักแน่น "เพราะท่านพ่อย่อมตระหนักดีว่า ข้าจะได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่ท่านพ่อมิอาจสั่งสอนได้ และท่านพ่อย่อมรู้ดีว่า...ท่านตาจะสามารถปกป้องดูแลข้าได้"
กู่ฉางเซิงจ้องมองนางอยู่นานแสนนาน
ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น มีกระแสความแน่วแน่และตรงไปตรงมาฉายชัด ไร้ซึ่งความซับซ้อน ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย มีเพียงจิติญญาของคนที่ล่วงรู้ความ้าของตนเองอย่างแท้จริงและกล้าที่จะเอ่ยมันออกมา
"ยังมิถึงเวลาอันควรในยามนี้" ในที่สุดกู่ฉางเซิงก็เอ่ยปาก "ทว่าเมื่อวันนั้นมาถึง ข้าจะเก็บไปพิจารณาดู"
หลินชิงเสวียหยิบช้อนของตนขึ้นมา
นางมิได้เผยรอยยิ้ม และมิได้แสดงกิริยาประหลาดใจอันใดออกมา ทำเพียงแค่ก้มหน้าตักข้าวกินอย่างเงียบเชียบ
ทว่าท่าทีอันสงบนิ่งของนางกลับบ่งบอกว่า คำตอบรับเพียงเท่านี้...ก็เพียงพอแล้วสำหรับค่ำคืนนี้
ยามดึกสงัด
กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกไปยังลำธารสายเดิมเฉกเช่นทุกคืน ทว่าในค่ำคืนนี้เขาไม่ได้ไปเพื่อดูดซับพลังงานจากกระแสน้ำ
เขาเพียงแค่นั่งลงนิ่ง ๆ เพื่อสดับฟังเสียงน้ำไหลริน
ในอีกสี่วันข้างหน้า เขาจะเริ่มใช้ยาสกัดชุดที่สองกับร่างกายตนเอง ยาสูตรนี้ถูกปรับปรุงให้มีความเข้มข้นและทรงพลังยิ่งกว่าชุดแรก และมันจะเป็ก้าวแรกที่เขาจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนหลักของสูตรโอสถย้อนวัยอย่างแท้จริง
มันมิใช่เพียงแค่การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอพังทลาย...หากแต่เป็การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาทดแทน
ละม้ายคล้ายความแตกต่างระหว่างการปะผุรถยนต์คันเก่าให้พอวิ่งได้ กับการออกแบบโครงสร้างรถยนต์คันใหม่ให้ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองแสงดาวที่สะท้อนระยิบระยับบนผิวน้ำ
สิบห้าวันที่ผ่านมานับเป็เพียงการปูรากฐาน สิ่งที่กำลังจะก้าวเข้ามาคือการก้าวพ้นจากหมู่บ้านแห่งนี้มุ่งสู่โลกกว้างอันไพศาล
ในโลกใบเก่า ข้าคือแพทย์ผู้มีหน้าที่เยียวยารักษาผู้อื่น ทว่าในโลกใบใหม่นี้ ข้าต้องเป็ทั้งหมอยาและคนไข้ เป็ทั้งผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กัน
ไม่มีข้อความใดในตำราโบราณที่จะสั่งสอนเื่ราวเหล่านี้ได้
ทว่า...ข้าก้าวมาจากโลกที่ตำราเ่าั้ยังมิถูกจารึกขึ้นมาด้วยซ้ำ
เขาลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มก้าวเดินกลับ
ฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอและมั่นคงท่ามกลางความมืดมิด มิได้รีบร้อนและมิได้เชื่องช้า
และในค่ำคืนที่ผืนฟ้าดาษดื่นไปด้วยดวงดาราเช่นนี้ หากมีผู้ใดเฝ้าสังเกตอย่างถี่ถ้วน...
พวกเขาย่อมจะประจักษ์แจ้งว่า ชายชราที่กำลังก้าวเดินอยู่บนถนน ดินสายนั้น มีทรวดทรงและสง่าราศีที่บิดเบือนไปจากภาพลักษณ์ของคนชราที่ควรจะเป็ไปโดยสิ้นเชิง
เขายังมิใช่คนหนุ่ม และยังมิใช่ชายวัยฉกรรจ์
ทว่า...เขาได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมแห่งความชราภาพที่เคยเกาะกุมไปแล้วอย่างสิ้นเชิง