1 ปีผ่านไป
ลัลน์เรียนจบเนติบัณฑิตและได้ใบอนุญาตว่าความมาภายในหนึ่งปีสร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งครอบครัวของหญิงสาว และแน่นอนว่าคนคอยติวคอยดูแลตลอดมาภาคภูมิใจในเมียเด็กของเขาเป็นอย่างยิ่ง ทุกความสำเร็จของตัวเล็กมีเขาอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
แต่ความสงบไม่อาจคงอยู่ได้นานปัญหาเข้ามาแทรกแซง คิณณ์นั้นถึงเวลาย้ายเวียนศาลไปจังหวัดอื่นซึ่งความกังวลของเขานั้น คือเขาคงไปมาระหว่างที่ทำงานกับคอนโดได้ยากเป็นเหตุให้เขาต้องห่างจากคนรัก ความกังวลที่ก่อตัวทำให้เขาเริ่มคิดถึงอนาคตของเธอมากขึ้น และสุดท้ายจึงตัดสินใจถามออกไป
“หนูว่าหนูจะไปทำอะไรต่อหลังเรียนจบนะคะ”
“หนูจะไปเก็บคดี แล้วเตรียมสอบผู้ช่วยต่อค่ะ”
“อ้องั้นเหรอ” คิณณ์ตอบรับเสียงเรียบ แต่แววตากลับดูเคร่งเครียดจนลัลน์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พี่ต้องย้ายศาลน่ะ คราวนี้พี่ต้องไปประจำที่ศาลพิจิตร”
“ย้ายศาลงั้นหรือคะ” เสียงหวานแผ่วลงจนแทบกลืนหายไปในลำคอ
“อืม พี่คงต้องไปอยู่ที่นั่นสักระยะอาจมาหาเราได้น้อยลง”
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศทันที ลัลน์เม้มริมฝีปากแน่น เธอเข้าใจดีว่านี่เป็นหน้าที่ของเขา หน้าที่ที่เขาต้องทำตลอดและสิ่งนี้คือความฝันของเขา แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกวูบโหวง
“อื้อ หนูจะเก็บคดีรอพี่ไปพลางๆแล้วกันนะคะ” คนน้องฉีกยิ้มให้พี่ราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร แต่แววตานั้นกลับสั่นไหวระริก
เธอเข้าใจว่าคนรักใช่ว่าต้องอยู่ด้วยกันเสมอไป แต่ระยะเวลาสี่ปีก็นับว่าเป็นเวลานานพอสมควร แต่ระยะเวลาแค่นี้ยังพอทน แล้วถ้าเธอสอบศาลได้ระหว่างเธอกับเขาไม่ต้องใช้ชีวิตกันคนละทางเลยหรือ
“หนูโอเคไหมคะ”
“ตามหน้าที่หนูต้องโอเคสิคะ ว่าแต่ย้ายเดือนไหนหรือคะ”
“อีกสี่เดือนน่ะ ช่วงนี้เรายังมีเวลาด้วยกันนะ”
“พี่พูดเหมือนจะไปออกรบอย่างงั้นแหละ แค่ไปทำงานไม่กี่ปีเอง” หญิงสาวพยายามกลบเกลื่อนอารมณ์ด้วยการเอ่ยแซวคนรัก แต่รอยยิ้มที่ส่งมาให้นั้นไม่อาจซ่อนแววตาหม่นเศร้าที่หลุดรอดออกมาได้
“เด็กน้อยก็อย่าเครียดมากไปล่ะ”
“ค่า ดึกมากแล้วเราไปนอนกันเถอะค่ะ หนูเริ่มง่วงแล้ว”
“ไปทำลูกก่อนนอนกันเถอะ” ตวัดแขนอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกไม่ฟังเสียงคัดค้านใดๆ จากคนตัวเล็ก มุ่งหน้าตรงดิ่งเข้าห้องนอน เสียงหอบกระเส่าสลับเสียงครวญครางทั้งสองดังตลอดทั้งคืน แม้แต่หญิงสาวยังสงสัยว่าเขาเอาแรงที่ไหนไปทำงานทุกวันในเมื่อนอนอีกทีก็เกือบเช้าแล้ว
เวลาผ่านไปสองเดือนลัลน์ตัดสินใจที่จะเรียนต่อปริญญาโท ละทิ้งการสอบผู้พิพากษาไปอย่างไม่ลังเล ในเมื่อไม่ใช่ความฝันของเธอ เธอก็สามารถละทิ้งได้โดยง่ายแต่หญิงสาวนั้นหาได้บอกคิณณ์ไม่กลัวว่าเขาจะรู้สึกผิดที่ทำให้เธอตัดสินใจเช่นนี้
แท้จริงแล้ว ลัลน์รู้ตัวดีว่าเธอชอบการสอน ชอบอธิบายเรื่องยากให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย เธอมักติวหนังสือให้เพื่อนและรุ่นน้องเสมอ การเป็นอาจารย์สอนกฎหมายจึงดูเหมาะสมกับเธอมากกว่า ไม่ต้องเคร่งเครียดกับการสอบแข่งขันให้มากความ และที่สำคัญนั้นคือเธอจะได้อยู่ใกล้คนที่เธอรัก
เสียงประตูเปิดออก คิณณ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องต้มยำที่โชยมาแตะจมูก ความเปรี้ยวและเผ็ดร้อนที่ลอยอวลไปทั่วห้องทำให้เขาน้ำลายสอ
“หนูทำกับข้าวอะไรคะหอมจังเลย”
“ต้มยำเห็ดฟางแล้วยังมีทอดมันปลากรายด้วยนะคะ” หันไปยิ้มให้คนรักก่อนจะตักน้ำซุปร้อน ๆ แล้วยื่นช้อนจ่อริมฝีปากหนาให้ชายหนุ่มได้ลิ้มรส
“อร่อยมากครับ แต่ไม่เท่าเมียพี่” คิณณ์โน้มตัวลงชิมก่อนจะยิ้มกว้าง ทว่าคนตัวเล็กกลับย่นจมูกใส่ทันที
“งั้นข้าวไม่ต้องทานนะคะ”
“พี่หยอกเล่นเองหนู แต่พี่ว่าหนูไม่ต้องทำเมนูยากๆก็ได้นะ เหนื่อยหนูเปล่าๆ”
“หนูอยู่ว่างๆนะคะ ทำแค่นี้เองไม่ใช่ปัญหา”
“หนูเตรียมสอบอยู่ไม่ใช่เหรอ” คิณณ์ขมวดคิ้วเข้าหากัน สีหน้าของเขาดูเป็นกังวล
“อ่านมากๆก็เครียดนะคะ ถือว่าเป็นการผ่อนคลาย” ลัลน์พูดยิ้ม ๆ ก่อนจะหันกลับไปจัดโต๊ะ แต่ทันทีที่ก้าวเท้า เธอกลับรู้สึกหน้ามืด ร่างบางเซไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้
"หนู!" แขนแกร่งคว้าร่างเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะร่วงลงไปกองกับพื้น เอวบางถูกโอบประคองไว้แน่น ลมหายใจของคิณณ์สะท้อนออกมาแรงด้วยความตกใจ
“เห็นไหมเราไม่พักผ่อนไง ดูแลตัวเองด้วยสิ” คิณณ์พูดเสียงเข้ม แต่แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ค่าๆ คุณพ่อ จะดูแลตัวเองให้ดีนะคะ”
“ยังจะประชดอีกตัวเล็ก” ชายหนุ่มพูดพลางยกมือดีดหน้าผากเธอเบา ๆ อย่างหยอกล้อ แต่ดูเหมือนเขาจะกะจังหวะแรงไปนิด
“โอ๊ย หนูเจ็บนะคะ ไม่ต้องทานข้าวเลย” ใบหน้าหวานบึ้งตึงเดินออกไป คิณณ์มองตามไปอย่างงุนงงดูเหมือนจะไม่ใช่แค่งอนแล้ว ดูท่าโกรธเขาน่าดูสงสัยจะงานใหญ่แล้ว คิดได้ดังนั้นรีบตามไปง้อคนตัวเล็กที่เดินเข้าห้องเสียแล้ว
“ตัวเล็กไม่งอนนะคะ ทำไมช่วงนี้หนูงอแงจังเลย” สวมกอดร่างบางจมอกจนหญิงสาวแทบหายใจไม่ออก ฝังจมูกลงบนแก้มนวล
“ไปอาบน้ำค่ะ เดี๋ยวได้ทานข้าวกัน”
สงสัยว่าประจำเดือนเธอใกล้จะมาแล้วช่วงนี้เธอรู้สึกอารมณ์แปรปรวนกว่าปกติ หลังจากที่มาช้ากว่าปกติถึงสองอาทิตย์ อาจเป็นเพราะช่วงนี้เธอเครียดมากประจำเดือนเลยมาไม่คงที่ เพราะตอนเตรียมตัวสอบเธอแทบจะโต้รุ่งทุกคืนจึงทำให้ร่างกายรวนเช่นเดียวกัน
“ครับเมีย” ก่อนไปโฉบหอมแก้มคนน้องก่อนจะรีบไปเข้าห้องน้ำโดยเร็วเพราะเกรงกลัวฝ่ามืออรหันต์ เห็นมือเล็กๆ แบบนั้นกลับแรงดีใช่ที่
คล้อยหลังคิณณ์หายลับไปในห้องน้ำ ลัลน์ก็ถอนหายใจเบา ๆ ความวิตกกังวลที่พยายามเก็บซ่อนไว้กลับเข้าครอบงำเธออีกครั้ง เธอไม่รู้ว่าควรจะบอกเขาตอนไหนว่าเธอละทิ้งความตั้งใจที่จะสอบผู้พิพากษาแล้ว เขาก็ไม่ค่อยมีเวลาให้เธอมากนักแม้แต่เสาร์อาทิตย์เขายังคงต้องไปนั่งอยู่เวร
หลายครั้งที่เธอต้องเดินเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะสมัครสอบหรือจัดการเอกสารสำคัญ บ่อยครั้งที่เธอต้องไปคนเดียว ไม่มีเขาอยู่เคียงข้างไม่มีแม้แต่เวลาจะช่วยเหลือเธอ จนหลังๆ หนูนากับรินทร์รับรู้ถึงความโดดเดี่ยวนี้จึงผลัดกันมารับและไปเป็นเพื่อนเธอบ้างในบางวัน แต่ถึงอย่างนั้นความเหงาก็ยังคงเกาะกินหัวใจเธออย่างช่วยไม่ได้
สิ่งเดียวที่เขาพยายามทำเพื่อเธอคือมาส่งในวันสอบและรอรับกลับ แต่มันก็เป็นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ถามว่าเธอน้อยใจไหมในครั้งแรกเธอตอบได้เต็มปากว่าไม่ เนื่องจากเขามีหน้าที่การงานต้องทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์เดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เธอต้องไปคนเดียวแม้ในวันที่ร่างกายไม่ไหว ความน้อยใจที่ไม่เคยมี กลับค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิดและสะสมเรื่อยมาหรือเธอจะเป็นคนโลภมากเกินไปที่เรียกร้องอะไรเกินตัว
แม้จะรู้สึกแบบนั้น เธอก็ไม่เคยเอ่ยปากบ่นให้เขาฟัง เธอไม่อยากให้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้กลายเป็นบ่อนทำลายความสัมพันธ์ เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็เป็นผู้ใหญ่ ส่วนเธอเองก็ควรโตพอที่จะไม่งอแงกับเรื่องแค่นี้ใช่ไหมนะ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จนกระทั่งคิณณ์เดินออกมาจากห้องน้ำ ผ้าขนหนูสีขาวพันรอบเอวสอบ ละอองไอน้ำยังเกาะตามไรผม ร่างสูงหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ลัลน์นั่งนิ่งอยู่บนเตียงนอนดวงตาหวานเหม่อลอยไปไกล ไม่รับรู้เลยด้วยซ้ำว่าเขายืนมองเธออยู่ สายตาคมกริบไล่มองร่างบางที่ดูห่อเหี่ยวราวกับคนหมดเรี่ยวแรง บรรยากาศรอบตัวเธอช่างอึมครึมและหม่นหมองจนเขาสัมผัสได้
เขานั้นรับรู้มาตลอดว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่เขาจะทำอะไรได้ในเมื่อสุดท้ายแล้ว เขายังคงต้องทำตามหน้าที่ที่ตัวเองพยายามไขว่คว้ามา...