ครั้นเมื่อ อี้เฉิน ตัดสินใจแน่วแน่ ไม่แปรเปลี่ยน ที่จะทำตามวิธีของ ชายวัยกลางคนผมสีขาว ที่เขาได้ประสบพบเจอ ดวงหน้าของเขาก็ฝืนยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา ต่อให้ตัวเขาจะต้องตาย ก็ไม่คิดถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว คิดเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิต จากปุถุชนคนธรรมดา ราวงูดินไร้ค่า ผงาด กลายร่างเป็นมังกรฟ้า โบยบิน เติบใหญ่ อิสรเสรีไร้ข้อผูกมัด แม้ต้องหลั่ง โลหิตภายในกายา จนเหือดแห้งก็ตาม ตัวเขาก็ไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตา ฟ้าดิน
"ทางที่ข้าเลือกเดิน จะเป็นตัวข้า ที่เป็นคนกำหนด ไร้ซึ่งผู้ใดขีดเขียน เส้นทางให้ข้าเดิน หากเส้นทางนั้นเป็นทางตัน ข้าก็จะบุกเบิกเส้นทางของข้าด้วยตนเอง แล้วขีดเขียนมันขึ้นมาใหม่"ทันทีที่อี้เฉินเอ่ยวาจาออกมาดังก้อง ภายใต้ต้นหลิวใหญ่
อี้เฉินส่งคำขอไปให้ เจดีย์น้อย ในทะเลความรู้ในทันที ถึงน้ำเสียงของเขาจะเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว แต่ก็แฝงมาด้วยความยึดมั่นถือมั่นอยู่ไม่น้อย "เจ้าช่วยกลางอาณาเขตรอบๆ ต้นหลิวให้ข้าได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้ผู้ใดมารบกวนข้าอีกต่อไป"
เมื่อเจดีย์น้อย เห็นความตั้งใจของอี้เฉิน มันไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่น้อย มันเองก็อยากจะรู้อี้เฉินจะทำเช่นไร ต่อในยามนี้ เหมือนชายหนุ่มผู้นี้ จะมีความลับ แม้แต่มัน ก็หวาดหวั่น ที่จะเข้าไปแทรกแซง กงล้อแห่งโชคชะตา มันไม่อยากเข้าไปติดอยู่ใน วิบากกรรมของคนอื่น ร่วมชะตากรรมเดียวกับอี้เฉิน ชักนำหายนะ มาสู่ตนเอง
เจดีย์น้อย มันลอยออกมาจากทะเลความรู้ ในหัวสมองของอี้เฉินในทันที เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที มันก็ลอยขึ้นมาเหนือส่วนยอดของ ต้นหลิวใหญ่ ก่อนที่ฐานล่างของมันจะส่องแสงทอประกายออกมา ปกคลุมรอบต้นหลิว ราวกับเป็นกรงนกขนาดใหญ่ ภายนอกและภายใน ถูกปิดกั้นไว้อย่างสมบูรณ์ ไร้สิ่งใดกวนใจอี้เฉินอีกต่อไป ตราบใดที่เจดีย์น้อย ยังส่องแสงสีทองทอประกายลงมา
ในยามนี้ เจดีย์น้อย เด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก ราวกับดวงอาทิตย์ดวงน้อยๆ ส่องแสงพร่างพราวออกมา แม้แต่คืนเดือนดับ ก็ไม่อาจ บดบังความวิเศษของมันได้ แสงนั้นทั้งศักดิ์สิทธิ์และน่าคร้ามเกรง ส่งผลให้ใครที่จ้องมองมัน กลับกลายเป็นใจสั่นสะท้าน หวั่นเกรงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ราวกับประสบพบเจอ ผู้เยี่ยมยุทธ์ ยืนอยู่ตรงหน้า ไร้ทางต้านทาน
อี้เฉินเขาไม่รอช้าอีกต่อไปนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นหลิวใหญ่ ที่แพร่กิ่งก้านสาขา ไปไกลในทันที มือหนึ่งหยิบถุงผ้า เก็บผลหม่อนมาวางไว้ข้างตัว ก่อนที่จะกิน ผลหม่อนเลือดเข้าไปคำใหญ่ ครั้นเมื่อเขาทำทุกอย่างเสร็จสิ้น
อี้เฉินกรีดเลือดที่ข้อมือออกในทันใด ตัดผ่านเส้นเลือดใหญ่ บนข้อมือ ราวกับคนไม่กลัวตาย ผลของต้นหม่อนเลือดเอง ก็ทำปฏิกิริยากับกายาอี้เฉิน ในฉับพลัน ค่อยๆ สร้างโลหิตภายในกายาอย่างบ้าคลั่ง หัวใจสูบฉีด ด้วยความรวดเร็ว กว่าแต่ก่อนหลายเท่า แม้แต่ดวงตาอี้เฉินยังเบิกกว้างรูม่านตาขยายจนสุด ราวกับเขากำลังจะช็อกตาย แต่เขาไม่ยอมแพ้กัดฟันไว้แน่น คำรามออกมาเสมือนกับคนบ้า กายาสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
เสียงร้องคำรามของอี้เฉิน ดังเล็ดลอด ออกไปภายนอก ผู้คนที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ต่างขวัญผวา หัวใจเต้นตึกตัก นอนไม่หลับไปทั้งคืน เมื่อได้ยินเสียงร้องคำราม ราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บหนัก
ครั้นเมื่ออี้เฉิน ที่เห็นเลือดของเขาหลั่งไหลออกมาจากข้อมือไม่หยุด ประหนึ่งน้ำที่ผุดออกมาจากดิน เขาเรียกทะเลความรู้ ภายในหัวสมองออกมา ลอยเหนือหน้าผากในทันที มันราวกับเป็นลูกแก้วสีดำกลม ไม่ใหญ่มากเท่าไข่มุกเม็ดหนึ่ง ภายในนั้นมีปราณจิตของอี้เฉินอยู่ด้วย หากมันถูกทำลาย ตัวเขาจะตายตกลงในทันที
ปราณจิตอี้เฉินค่อยๆ ถูกขับเคลื่อนในทันใด ก่อนที่ลูกแก้วกลมๆ ราวกับไข่มุก จะเปล่งประกายแสงน้อยๆ หมุนวนอย่างรวดเร็ว ดูดกลืนเลือด อี้เฉินเข้าไปช้าๆ เติมเต็มภายในทะเลความรู้ของเขา
....ผ่านเวลาไปกว่า 1ชั่วยาม กว่ากายา อี้เฉินจะหายสั่นเทิ้ม แต่ก็ยังต้องแบกรับกับความเจ็บปวด แสนสาหัส ประหนึ่ง กายาราวกับเป็นปุถุชนคนธรรมดา ของอี้เฉิน ยากจะแบกรับได้ เนื่องจาก ผลหม่อนเลือด ทำปฏิกิริยากับ หัวใจของอี้เฉินอย่างหนัก มันสูบฉีดเลือดรวดเร็วและรุนแรงเกินไป จวนจะทำให้หัวใจอี้เฉิน พังทลายได้ทุกเมื่อ เหมือนกับ ระเบิดเวลา ที่รอวันพังทลาย
ดวงหน้า อี้เฉิน บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ปากกัดกรามกรอด จนได้ยินเสียงฟันกระทบ "กึก!!" แต่เขาก็ไม่มีท่าที ยอมแพ้ กล้ำกลืนความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งม้วนไว้ ไม่ให้ร้องคำรามออกมา แม้แต่เสียงเล็ดลอดตามไรฟันก็ไม่มีให้เห็น
ครั้นเมื่อ ยามรุ่งสางใกล้จะคืบคลานมาเยือน อี้เฉินกลับไม่มีอาการที่ดีขึ้นแต่อย่างใด กายาของเขา ซูบผอมไปมากในยามนี้ เนื่องจากโลหิตหลั่งไหล ออกไปจากกายาของเขา อย่างมากมาย ผลต้นหม่อนเลือด เองก็เหมือนจะหมดประสิทธิภาพ ทำให้ภาระในร่างกายอี้เฉิน กลับมาดีขึ้นไม่น้อย หากปล่อยไว้เช่นนี้เลือดของเขาจะเหือดแห้งออกจากกายา
อี้เฉินไม่รอช้า ลืมตาตื่นขึ้นมา หยิบผลหม่อนเลือดเข้าปากต่อในทันที ครั้นเมื่อเขาคลื่นลงคอไปคำใหญ่ ไม่นานหัวใจของเขาก็กลับมาทำงานหนักอีกครา ราวกับกองศึกที่ถูกทุบตี ในยามสงคราม ประหนึ่งหัวใจอี้เฉิน จะพุ่งทะลุออกมาภายนอก
ร่างกาย อี้เฉินในยามนี้ ต้องแบกรับกับความเจ็บปวด กว่าแต่ก่อน หลายเท่า ปากพ่นเลือด ออกมาไม่หยุด ผิวหนังที่เต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ ถึงกับปริแตก ราวกับหยกที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว แต่กระนั้น เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะยอมจำนนต่อฟ้าดิน ปาก สบถ พูดออกมาด้วยความเจ็บแค้น
"ช่างเปราะบางยิ่งนักร่างกายนี้ เพียงผ่านมาไม่ถึงวัน เจ้าก็แบกรับมันไม่ไหวแล้วงั้นหรือ ร่างกายของข้า หากเจ้ายังอ่อนแออยู่เช่นนี้ เกรงว่าข้าคงตายตกอีกในไม่ช้าเป็นแน่" ก่อนที่อี้เฉินจะยกฝ่ามือ ตบหน้าอก ตนเองอย่างแรง กระตุ้นหัวใจ ให้สูบฉีดเลือดไปอีกเท่าตัว ราวกับตัวเขา ไม่หวาดกลัวต่อความตาย
แม้แต่เจดีย์น้อยที่เฝ้าดู มันยังไม่คิดว่าอี้เฉินจะรอดพ้นไปได้ แถมมองว่าอี้เฉินหุนหันพลันแล่นเกินไป ในยามนี้อี้เฉิน ราวกับยืนอยู่บนปากอเวจี พร้อมจะตายตกลงทุกเมื่อ "เจ้าหนู ให้ข้าดูหน่อย เจ้าจะรอดพ้นวิบากกรรม ครั้นนี้ไปได้อย่างไร"
ครั้นเมื่ออี้เฉิน กระตุ้นหัวใจ ของเขาไปอยู่อีกระดับหนึ่ง ความเจ็บปวดที่เขาได้รับ ยิ่งทบทวี เลือดถูกสูบฉีดออกมา จากบาดแผลอย่างบ้าคลั่ง หลั่งไหลเข้าไปเติมเต็มทะเลความรู้ ที่ดูเหมือนเล็กจ้อยเท่าไข่มุกเมล็ดหนึ่งเท่านั้น แต่มันก็ไม่มี ทีท่าว่าจะถูกเติมเต็ม แม้แต่น้อย สูบกลืนเลือดเข้าไป ภายในด้วยความตะกละตะกลาม
อี้เฉินเริ่มไม่สามารถฝืนรับกับความเจ็บปวด ได้อีกต่อไป ดวงตาที่เหลือข้างเดียว จวนจะปิดสนิทอีกในไม่ช้า สติต่างๆ เริ่มเลื่อนรอย ดวงหน้าเต็มไปด้วยความอิดโรย แต่ก็พยายาม กัดฟันให้พ้นค่ำคืนนี้ไปให้ได้ เพื่อให้ได้เห็นแสงอรุณอีกครา
หัวใจภายในร่างอี้เฉิน ที่เคยเสียหายอย่างหนักอยู่แล้ว ครั้นเมื่อมันทำงานอย่างหนัก มันก็ส่งผลให้หัวใจของเขา เต้นผิดจังหวะอยู่หลายครา จึงทำให้กายาอี้เฉิน กระตุกเกร็งขึ้นมาเป็นครั้งคราวอยู่ตลอดเวลา หลอดเลือดที่เคยแตกซ่านเอง ก็พองขยายใหญ่จวนจะแตกระเบิด
เขาต้องฝืนกัดฟันเช่นนั้นอยู่ต่อไป ให้อาการทรงตัว หากทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นอีกละก็ เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของเขา คงไม่เห็นแสงตะวัน ในยามเช้าเป็นแน่ ในยามนี้ เขาต้องกลับมานิ่งสงบให้ได้โดยไว เวลานั้นยังอีกยาวไกล ที่จะเรียกว่าสัมฤทธิผล
อี้เฉินในยามนี้ ราวกับเวลาของเขาได้หยุดนิ่ง กว่าเวลาจะไหลผ่านทุกช่วงเวลาไปได้ ตัวเขาต้องแบกรับกับความเจ็บปวด ที่มากมหาศาล ยากที่คนปกติทั่วไป จะแบกรับได้ แต่เขาก็ต้องฝืนรับมันไว้ เพื่อก้าวเดินไปในเส้นทางข้างหน้า
.........ครั้นเมื่อทิวเขาที่สลับซับซ้อน เต็มไปด้วยป่า รกชัฏ สาดแสงตะวันอ่อนๆ เล็ดลอด สลายความมืดมิด ดวงตาอี้เฉิน ราวกับถูกปลดปล่อย ครั้นได้มองแสงอาทิตย์อัสดงอีกครา ค่อยๆ หลับตาทำจิตใจให้สงบนิ่ง ประหนึ่งเป้าหมายแรกของเขาสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว