บทที่ 43 ใครหน้าไหนจะกล้าขวาง?
ลู่เฉิงเหวินให้จ้าวกังรวบรวมกำลังคนทั้งหมดและรอฟังคำสั่ง
เขาโทรศัพท์หาเหลิ่งชิงชิวอีกครั้ง
“คุณมีอะไรอีก? คุณจะคืนดีกับเฉินเมิ่งอวิ๋นมันก็เป็นเรื่องของคุณ อย่ามารบกวนฉัน!”
“ผมไม่ได้จะคืนดี แต่ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องการจะพบคุณโดยด่วน เฉินเมิ่งอวิ๋นกำลังตกอยู่ในอันตราย อันตรายมาก! ตอนนี้มีแต่หลงอ้าวเทียนคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถช่วยเธอได้ ดังนั้นเราจะต้องตามหาหลงอ้าวเทียนให้เจอ”
“เรื่องของเฉินเมิ่งอวิ๋น ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่ได้สนิทกับเธอ”
“งั้นคุณสนิทกับผมไหมล่ะ? ถึงแม้เราสองคนจะไม่ถึงกับเป็นเพื่อนกัน แต่... แต่ก็รู้จักกันมาสามปีกว่าแล้วใช่ไหมล่ะ?”
ลู่เฉิงเหวินร้อนใจอย่างถึงที่สุด “ถือว่าผมขอร้อง ...ช่วยผมหน่อยได้ไหม?”
เหลิ่งชิงชิวถอนใจ “เจ้าของบ้านพักหลงอ้าวเทียนกลับมาแล้ว เขาบอกว่าหลงอ้าวเทียนไม่เช่าต่อ”
ความหวังของชายหนุ่มดับวูบ
เฉินเมิ่งอวิ๋นดึงดันจะออกไป เธอไม่ทิ้งร่องรอยหรือเบาะแสอะไรไว้สักอย่าง ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกับว่าวที่ลอยเคว้งคว้างไร้เชือกผูก
ลู่เฉิงเหวินพูด “ยังไงก็แล้วแต่ ...ถ้าคืนนี้ตามหาตัวเธอไม่เจอ นิยายเรื่องนี้คงต้องสิ้นสุดลงไปด้วยแล้ว”
“คุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่?”
ชายหนุ่มตอบ “ผมใกล้จะตายแล้ว”
“หลงอ้าวเทียนเป็นแค่บอดี้การ์ดที่โดนฉันไล่ออกเท่านั้นเอง เขาไม่รู้จักกับเฉินเมิ่งอวิ๋น!”
จริงด้วย!
ลู่เฉิงเหวินนึกขึ้นได้ บทยังไปไม่ถึงตอนนั้นเลยนี่ บทนี้เริ่มขึ้นเพราะเขาเร่งมันให้เกิดก่อนเวลา ต่อให้ตามหาตัวหลงอ้าวเทียนเจอ ไอ้หมอนั่นก็คงไม่รู้เรื่องด้วย
มันยังไม่รู้จักเฉินเมิ่งอวิ๋น!
เหลิ่งชิงชิวรู้สึกว่าอีกฝ่ายร้อนใจและเป็นกังวลมากจริง ๆ
ดังนั้นหญิงสาวจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันสามารถช่วยคุณสืบตารางเวลาของหูซู่ฮุยได้”
“เยี่ยม! รีบหน่อยนะ ผมจะรอ!”
เหลิ่งชิงชิวทำงานได้รวดเร็วมาก เธอสืบพบว่าเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้าหูซู่ฮุยจองห้องสวีตของโรงแรมเทียนไห่หลันไว้
ลู่เฉิงเหวินพูดทิ้งท้าย “ขอบคุณมาก”
เหลิ่งชิงชิวรีบถามขึ้นมา “คุณจะทำอะไร?”
ทว่าตอนนั้นชายหนุ่มตัดสายไปซะแล้ว
...
ลู่เฉิงเหวินพาบอดีการ์ดจำนวนสามสิบกว่าคนบุกโรงแรมเทียนไห่หลัน
ใครหน้าไหนจะกล้าขวาง?
ท่าทีของลู่เฉิงเหวินเหมือนกับพี่ใหญ่แก๊งมาเฟียที่เตรียมบุกถิ่นศัตรู เขาเดินนำลูกน้องสามสิบกว่าคนบุกขึ้นชั้นบนสุด
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมไม่กล้าห้าม ส่วนแผนกต้อนรับรีบโทรแจ้งความโดยด่วน
หลังไปถึงหน้าประตูห้องสวีต ชายหนุ่มก็บอกให้พนักงานยกกระเป๋าไปเคาะประตู ทว่าไม่มีคนเปิด ในห้อง หูซู่ฮุยแสดงท่าทีลนลานพลางตะโกนด่าพนักงานยกกระเป๋าและห้ามไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาวุ่นวาย
ลู่เฉิงเหวินบังคับให้พนักงานยกกระเป๋ารูดบัตรเพื่อปลดล็อกห้อง จากนั้นเขาก็บุกเข้าไป หูซู่ฮุยไม่ทันได้พูดเต็มประโยคก็โดนชายหนุ่มชกจนตัวลอยแล้ว
หลังเห็นอาหารใต้แสงเทียนพร้อมเหล้าไวน์ที่กินเหลือแล้ว...
ชายหนุ่มก็โกรธคล้ายมีกองไฟสุ่มอยู่บนหัว เขาชี้หน้าหูซู่ฮุยพร้อมกับออกคำสั่ง “เอาตัวออกไป อัดมันให้น่วม!”
หูซู่ฮุยดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้น ปากร้องตะโกน “ลู่เฉิงเหวิน นายกล้าทำร้ายฉันเหรอ? ฉันเป็น...โอ๊ย!”
จ้าวกังไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขามีความคิดเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ลู่เฉิงเหวินคือพระเจ้า! ลู่เฉิงเหวินคือผู้ยิ่งใหญ่! ลู่เฉิงเหวินเป็นคนเดียวในโลกที่ตนเองควรติดตามและรับใช้!
อย่าว่าแต่หูซู่ฮุยเลย ต่อให้อยู่ต่อหน้ายมทูต ขอเพียงลู่เฉิงเหวินออกคำสั่ง เขาก็สามารถลงมือฆ่ายมทูตได้
จ้าวกังลากตัวหูซู่ฮุยออกไปให้คนสามสิบกว่ารุมกระทืบ อีกฝ่ายส่งเสียงร้องครวญครางจนน่ารำคาญ
ลูกน้องคนหนึ่งของชายหนุ่มจึงช่วยปิดประตูให้ด้วยความรู้ใจ
ลู่เฉิงเหวินเดินเข้าไปในห้องสวีตพลางร้องเรียก “เมิ่งอวิ๋น! เมิ่งอวิ๋น!”
เฉินเมิ่งอวิ๋นในเวลานี้กำลังบิดเร่าเรือนร่างอยู่บนเตียงราวกับแม่งูร้าย เสื้อผ้าของหญิงสาวไม่เป็นระเบียบ
รูปร่างได้สัดส่วนของเธอในเวลานี้ ใครเห็นเป็นต้องเลือดกำเดาพุ่ง
ขาอ่อนอวบขาวทั้งสองหนีบผ้าห่ม พลางขยับไปมา
ผิวทั่วร่างเต็มไปด้วยเหงื่อ ทำให้ผิวของเธอดูสว่างและเปล่งประกาย แลดูเย้ายวนเป็นอย่างมาก
หน้าของหญิงสาวแดงก่ำพลางหอบหายใจแรง เมื่อเห็นลู่เฉิงเหวิน ราวกับเธอได้สติขึ้นมาบ้าง
“เฉิงเหวิน... ช่วย... ช่วยฉันด้วย”
ลู่เฉิงเหวินทั้งเจ็บใจและโกรธแค้น
เขารีบถอดเสื้อนอกมาคลุมตัวเฉินเมิ่งอวิ๋น จากนั้นก็อุ้มเธอเดินออกไปข้างนอก
เฉินเมิ่งอวิ๋นรู้ว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว
ตอนนี้แม้สมองจะมึนและเบลออยู่บ้าง แต่เธอก็รู้ว่าคนที่มาช่วยคือลู่เฉิงเหวิน ดังนั้นจึงรู้สึกโล่งใจ
ทว่าสัญชาตญาณของมนุษย์ในเวลานี้ ทำให้เธอยังคงส่งเสียงครวญครางเหมือนดังลูกแมวน้อยออกมา ชายหนุ่มได้ยินแล้วรู้สึกราวกับถูกเล็บแมวข่วนหัวใจของตน
หญิงสาวโอบรอบคอของลู่เฉิงเหวินแน่น แต่กว่าจะเจอตัวเธอ มันก็ทำเอาลู่เฉิงเหวินอาบเหงื่อแทบจะทั่วทั้งร่าง ตอนนี้กลิ่นอายของผู้ชายในร่างกายลู่เฉิงเหวินราวกับตัวกระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง ทำให้จิตใจของหญิงสาวยิ่งฟุ้งซ่านและปั่นป่วน
เสน่ห์ของฮอร์โมนเพศชายอันแรงกล้ากระตุ้นสมองของเฉินเมิ่งอวิ๋นจนแทบระเบิด หญิงสาวโอบรัดคอของชายหนุ่มพลางบิดเร่าไปมา สุดท้ายก็กอด จูบ พร้อมลูบคลำอีกฝ่ายไปทั่วทั้งตัว...
เมื่อลู่เฉิงเหวินเดินไปถึงหน้าประตู บอดีการ์ดก็พากันหลีกทางให้ หูซู่ฮุยรีบส่งเสียงอ้อนวอน “เฉิงเหวิน พวกเรารู้จักกันมานาน ปล่อยฉันไปสักครั้งเถอะนะ...”
ชายหนุ่มถีบหน้าอีกฝ่าย แล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์
...
ณ บ้านพักส่วนตัวของลู่เฉิงเหวิน
ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ไม่อาจทำให้เฉินเมิ่งอวิ๋นสงบลงได้เลย
ตนหยิบน้ำให้เธอดื่มสามขวด พร้อมทั้งเช็ดหน้าและเช็ดตัวให้แล้ว แต่ก็ยังคงไม่มีอะไรดีขึ้น
ในขณะนี้เฉินเมิ่งอวิ๋นสับสนมึนงง เธอเป็นฝ่ายเว้าวอนขอให้ลู่เฉิงเหวินมามีความสุขร่วมกัน
เมื่อสวีเสวี่ยเจียวเข้ามาในบ้าน เฉินเมิ่งอวิ๋นก็ยังคงกอดรัดลู่เฉิงเหวินไม่ปล่อย เธอลูบไล้ไปทั่วตัวเขา ทั้งยังแนบริมฝีปากชิดริมหู “ที่รัก ฉันเสียใจมากเลย มาเถอะ! มาช่วยฉันหน่อย คนดี เฉิงเหวินดีที่สุดเลย...”
สวีเสวี่ยเจียวทำหน้าบึ้งตึง “ลู่เฉิงเหวิน กล้ามากเลยนะ? กระทั่งพี่เมิ่งอวิ๋นพี่ก็ยังกล้าใช้วิธีนี้?”
ลู่เฉิงเหวินเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า “ใช้สมองหน่อยสิ ถ้าฉันคิดจะทำแบบนี้แล้วจะเรียกเธอมาทำไมฮะ?”
สวีเสวี่ยเจียวขมวดคิ้วแน่นพลางพยักหน้า “ความจริงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
“ช่วยเธอก่อนเถอะ เสร็จแล้วฉันจะเล่าให้ฟังเอง”
เขากดตัวเฉินเมิ่งอวิ๋นไว้ ส่วนสวีเสวี่ยเจียวฉีดยาระงับประสาทให้เธอ
ถึงแม้จะไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ แต่เฉินเมิ่งอวิ๋นก็สงบลงไปไม่น้อย ตอนนี้เธอเพียงแค่ทำตาหวานเยิ้มมองลู่เฉิงเหวินเท่านั้น
วันนี้วุ่นวายกันตลอดทั้งคืน
สวีเสวี่ยเจียวเป็นแพทย์ฝีมือฉกาจ แม้ปกติจะเห็นเธอทำตัวประหลาด แต่หากเป็นเรื่องการรักษาคนหรือการใช้ยา เธอจะจริงจังมาก
ในที่สุดเฉินเมิ่งอวิ๋นก็สงบลงได้ หญิงสาวกับลู่เฉิงเหวินเหนื่อยจนแทบจะหมดแรง
ทันใดนั้นก็มีตำรวจมาเคาะประตู