หลังปั่นการบ้านและส่งงานทุกวิชาเรียบร้อย การเรียนส่วนที่เหลือก็แทบไม่สำคัญอีกต่อไปบางวิชาเช่นวิชาพละและสังคมศึกษา พวกอาจารย์อนุญาตให้เราไปใช้ห้องสมุดแทนที่จะมานั่งคุยกันเสียเวลาเปล่าซึ่งสำหรับใครที่สนใจจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย คงหนีไม่พ้นต้องอ่านหนังสืออย่างหนักหามรุ่งหามค่ำเพราะอีกไม่นานการสอบปลายภาคและสอบเอ็นทรานซ์ก็ใกล้จะมาถึงแล้ว
แต่ผมกลับไม่กระตือรือร้นเท่าคิมหันต์ ตงเปียน ปราการและเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ แม้จะกลุ้มใจมากเกี่ยวกับเื่นี้ แต่ผมไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อดีระหว่างเรียนต่อวิทยาลัยสงฆ์หรือสอบเข้าคณะที่อยากเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นเพราะก่อนหน้าที่พ่อแม่บุญธรรมจะทำเื่ขออุปการะ ผมถูกกำหนดให้เรียนต่อด้านเทววิทยาตามแนวทางของโรงเรียนและตามความคาดหวังที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันของบรรดาคุณพ่อ
ความจริงคือผมรู้ตัวมาตลอดว่าไม่อยากเป็นักบวช และถึงจะอยากก็คงทำไม่ได้ ผมจะไม่ตัดสินว่าตัวเองทำผิดหรือถูกเื่เสียความบริสุทธิ์ในวัยเรียนแต่ที่แน่ ๆ คือทุกสิ่งที่ผมเลือกทำให้ผมมีความสุขมาก เช่นเดียวกับที่ผมใฝ่ฝันว่าอยากมีชีวิตเป็อิสระได้ทำธุรกิจเล็ก ๆ กับคนที่ผมรักหลังเรียนจบ
ฉะนั้นเช้าวันหนึ่ง่ปลายเดือนมกราคม ผมจึงตัดสินใจไปพบคุณพ่ออรรถพลที่ห้องทำงานเพื่อคุยเื่แผนการในอนาคตของผมคุณพ่อดูประหลาดใจที่ผมมาหา แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีเหนือความคาดหมาย
คุณพ่อเชิญผมไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ ก่อนท่านจะทรุดลงบนเก้าอี้บุนวมหลังโต๊ะทำงานใบหน้ามีริ้วรอยเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“มาหาพ่อมีอะไรเหรอ” นักบวชสูงวัยถามด้วยเสียงสบาย ๆ พลางยื่นถาดคุกกี้ให้ตรงหน้าผมส่ายหัว
“ผมมาคุยกับพ่อเื่มหา’ลัยครับ”
“ให้พ่อช่วยอะไรไหม” ท่านเอนหลังพิงผนัก
ผมบีบมือแน่น รวบรวมความกล้าที่จะพูดออกไป
“ผมว่าผมคงไม่สมัครเข้าเรียนที่วิท’ลัยแสงธรรมหรอกพ่อ ผมอยากเรียนคณะอักษรศาสตร์มากกว่า”ผมพูดออกมารวดเดียวจบ
“งั้นรึ อักษรศาสตร์เอกภาษาอะไรล่ะ”คุณพ่อเลิกคิ้วถามอย่างสนใจ
“ภาษาอังกฤษครับ”ผมตอบ ใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้นกังวล
คุณพ่อพยักหน้าช้าๆ ขณะมองดูผมซึ่งนั่งหลังตรงเป็ไม้บรรทัด
“ก็ดีนี่เอ็งชอบเรียนภาษาฝรั่งั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ลงเรียนคณะอักษรศาสตร์ก็แจ๋วเลย เผื่อเรียนจบมาจะได้ช่วยพ่อกับแม่ส่งผลไม้ไปขายเมืองนอก”
จากที่ได้ยินมาพ่อแม่บุญธรรมของผมประกอบธุรกิจเป็เ้าของสวนผลไม้อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคงจะมีการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศด้วยแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจจนถึงกับนิ่งขึง สาเหตุที่แท้จริงคือคำตอบของคุณพ่ออรรถพลต่างหาก
“แต่...พ่อไม่ว่าอะไรผมเหรอครับ”
“ว่าอะไรล่ะ”
“ที่ผมไม่เรียนต่อวิท’ลัยแสงธรรมไงครับ”
คุณพ่อดูใ
“พ่อจะว่าเอ็งทำไมพ่อไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นหรอกลูก” นักบวชกล่าวอย่างอ่อนโยน ดวงตาเมตตาคู่นั้นยังคงจ้องมองผมอยู่ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก “นี่มันอนาคตของเอ็ง เอ็งอยากเรียนอะไร อยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นพ่อดีใจเสียอีกที่เอ็งยังอยากเรียนต่อ”
ผมนั่งกะพริบตาปริบๆ สมองโล่งเปล่า
“พ่อไม่ผิดหวังเหรอครับที่ผมไม่บวช”
ท่านส่ายหน้า
“ไม่เลย เส้นทางนี้ไม่ง่ายลูกก็รู้ถ้าพระไม่เรียกเสียอย่างใครก็ไปฝืนบังคับไม่ได้ทั้งนั้น” คุณพ่อเอนตัวมาข้างหน้า ดวงตาสีดำฉายแววจริงใจ“เอ็งไม่ต้องคิดมากเื่นี้หรอกรัน ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไปทำตามที่ใจรักเถอะลูก”
ความโล่งใจแผ่ซ่านทั่วทรวงอกจนเผลอยิ้มออกมาผมคิดมาตลอดว่าท่านคาดหวังให้ผมเป็บาทหลวง หรืออย่างน้อยก็ทำงานอยู่ในสังฆมณฑลของเราเพื่อทดแทนบุญคุณหากแต่การได้ยินเช่นนั้นคือการยกูเาออกจากอกอย่างแท้จริง
ทว่ารอยยิ้มนั้นประทับบนใบหน้าผมเพียงแวบเดียวแล้วก็เจื่อนลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าผมกับหลานชายของท่านมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและกำลังปิดบังอะไรไว้คุณพ่ออรรถพลเปรียบเสมือนพ่อบังเกิดเกล้า ผมรักและเคารพท่านมาก ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกผิดมากเช่นกันที่ไม่สามารถบอกความลับเ่าั้ได้
ถ้ามีสักวันหรือ่เวลาใดที่ผมสามารถอธิบายเมื่อถึงตอนนั้นผมจะเล่าให้ท่านฟังทุกอย่าง แต่ ณ ตอนนี้ผมไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากแค่ฝืนยิ้ม
“ขอบคุณมากครับพ่อผมจะตั้งใจอ่านหนังสือและจะสอบให้ติดให้ได้”
ท่านพยักหน้ายิ้มๆ
เราคุยกันต่อสักพักขณะใกล้จะกลับ ตอนนั้นเองมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง คุณพ่อส่งเสียงบอกให้เข้ามาได้และเมื่อประตูไม้ทาสีน้ำตาลเข้มเหวี่ยงเปิดออก บุคคลที่ชอบน้อยที่สุดในโรงเรียนก็ปรากฏอยู่ตรงกลางกรอบประตูทั้งผมและเขาต่างดูใที่พบว่าตนอยู่ในสถานที่เดียวกัน
“มีธุระอะไรเหรอ”คุณพ่อถามชลเทพที่ยืนเก้กัง
“ผมว่าจะมาขอคำปรึกษาจากพ่อน่ะครับแต่ดูเหมือนว่าพ่อจะไม่สะดวก” ชายหนุ่มร่างโตพูดอย่างสุภาพ
คุณพ่ออรรถพลเลิกคิ้วดูเหมือนว่าการมาของชลเทพทำให้ท่านประหลาดใจของจริง
“ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับพ่อสวัสดีครับ”
ผมลุกขึ้น เดินตรงไปที่ประตูชลเทพหลบออกไปยืนข้างหน้าต่างใกล้ ๆ และแทนที่ผมจะออกไปให้เร็วที่สุดผมกลับหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนจะทำในสิ่งที่แม้กระทั่งตัวผมเองก็ไม่เข้าใจนั่นก็คือยิ้มให้ชลเทพอย่างเป็มิตร
ชายหนุ่มทำตาโตเขาดูใมากจนทำอะไรไม่ถูกคงคาดไม่ถึงว่าคู่อริอย่างผมจะมายืนยิ้มให้ในห้องทำงานของอธิการบ้านเณร ในจังหวะที่ผมเห็นกล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกก็เป็ตอนเดียวกับที่ชลเทพยกยิ้มบาง ๆ ให้อย่างไม่มั่นใจ แม้จะดูไม่ธรรมชาติ แต่ผมก็รับรู้ได้ทันทีว่าบางอย่างระหว่างได้เราผ่อนคลายลงแล้ว
หนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบปลายภาค ผม คิมหันต์ ตงเปียนและปราการชวนกันไปอ่านหนังสือที่สวนหย่อมข้างสนามฟุตบอลภายใต้ร่มเงาต้นไม้สูงใหญ่ที่มีแสงแดดส่องเล็ดลอดพอประมาณ แต่ละคนเลือกทบทวนวิชาที่ยังไม่ค่อยเข้าใจและมากกว่าหนึ่งครั้งที่คิมหันต์ช่วยอธิบายเพิ่มเติมในจุดที่พวกเราสงสัย
ขณะทุกคนกำลังเงียบตงเปียนก็สอดที่คั่นหนังสือ ก่อนจะมองดูคิมหันต์ที่กำลังฝึกแก้โจทย์คณิตศาสตร์อยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะม้าหินอ่อน
“มึงจะไปเรียนต่อเมืองนอกจริงดิ”ตงเปียนเอ่ยถามด้วยสำเนียงเหน่อเป็เอกลักษณ์
“เออมึงจะถามอีกกี่รอบเนี่ย” คิมหันต์พูดติดรำคาญ
“ก็กูใจหายนี่นากูอยากให้พวกเราเรียนที่เดียวกัน” เพื่อนตัวเล็กทำหน้าเศร้า “มึงไม่ไปไม่ได้เหรอ”
ปราการเหล่มองตงเปียนจากหางตาแล้วจึงปิดหนังสือวิชาภาษาไทย
“มึงปล่อยเพื่อนไปน่ะดีแล้วพ่อแม่มันก็อยู่เมืองนอก จะให้มันอยู่เหงา ๆ ทำไมคนเดียวที่ไทย”
“เหงาอะไร กูไม่เคยเห็นมันเหงาสักที”ตงเปียนแหว “มีกู มีไอ้รัน มีมึงมันจะเหงาได้ไง”
ปราการกลอกตาก่อนจะหันหน้าไปทางคิมหันต์ ทำท่าป้องปากและพูดกระซิบ
“มึงไม่ต้องไปฟังมันหรอกคิมไอ้นี่แม้งไร้สาระ แต่มึงก็อย่าไปหวั่นไหวกับคำพูดของมันล่ะไปเรียนที่อิตาลีน่ะดีสุดแล้วเชื่อกู”
คิมหันต์พยักหน้างึกๆ วางปากกาลง ชูแขนขึ้นสูงยืดเส้นยืดสาย
“เออ ๆ ให้มหา’ลัยจากทางโน้นตอบรับกูก่อนเถอะ”
แล้วผมซึ่งเอาแต่นั่งฟังเงียบๆ ตลอดเวลาก็รู้สึกถึงััที่ขาขวา คิมหันต์จงใจใช้หัวเข่าซ้ายคลอเคลียกับต้นขาของผมอยู่ใต้โต๊ะผมหันไปมอง ส่งความรู้สึกทั้งหมดผ่านทางสายตา
“ได้แน่นอนอยู่แล้ว”ผมพูด พร้อมกับออกแรงคลอเคลียที่หัวเข่าตอบกลับ
ในความนิ่งผมเห็นความเศร้าหมองในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น คิมหันต์ไม่พูดอะไร เขาแค่ยิ้มบาง ๆ และกลับไปแก้โจทย์คณิตต่อ
“แล้วพ่อกับแม่มึงจะบินมาร่วมปัจฉิมป้ะ”ตงเปียนตั้งคำถามอีก
คิมหันต์ส่ายหัว
“มาไม่ได้หรอกพ่อแม่กูยุ่งจะตาย”
หลังจากนั้นพวกเราก็กลับไปจดจ่อกับการท่องตำรา
ตลอดเวลาที่ผ่านมานอกจากผมจะเป็ฝ่ายพึ่งพาคิมหันต์ เขาเองก็คอยปรึกษากับผมเื่ไปเรียนต่อที่อิตาลีแม้จะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก แต่เขาก็ชอบถามความเห็นจากผมเสมอหากลักเลที่จะตัดสินใจในบางเื่และผมถือว่านั่นคือความเมตตาอันเล็กที่คิมหันต์จะสามารถมอบให้ได้ เขาแค่อยากให้ผมมีส่วนร่วมไม่้าให้รู้สึกว่ากำลังถูกตัดขาดอย่างช้า ๆ
แม้สอบปลายภาคจะไม่บันเทิงเหมือนการไปเข้าค่าย แต่มันก็เป็สิ่งที่ผมตั้งตาคอยว่าจะทำให้ดีที่สุดหลังจากส่งกระดาษคำตอบและออกมายืนอยู่หน้าห้อง หัวใจผมปวดหนึบเมื่อตระหนักว่านี่คือวาระสุดท้ายของการเป็นักเรียนที่นี่ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
บ่อยครั้งในอดีตผมเคยคิดอยากจะหนีไปให้ไกลจากบ้านเณรแห่งนี้ ผมเบื่อความอึดอัด เบื่อคนรอบข้าง และที่มากที่สุดก็คือเบื่อตัวผมเองความสับสนทำให้ผมแปรปรวน จนกลายเป็ความอ่อนไหวเลยต้องเสแสร้งเป็คนเข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกันที่นี่ได้เปลี่ยนผมหลายอย่างมอบหลายสิ่งที่ไม่มีวันหาได้ดีกว่าจากที่อื่น นั่นก็คือความรักและมิตรภาพ
ไม่นานคิมหันต์ก็ออกมาตามมาด้วยปราการและตงเปียนซึ่งใช้เวลาทำข้อสอบนานที่สุดในกลุ่ม แล้วเราทั้งหมดก็เดินลงไปโรงอาหาร
“มึงกะจะเอาเต็มเลยเหรอ”ผมแซวตงเปียน ผู้ซึ่งทำสีหน้าเคร่งเครียดขณะเดินบนถนน
“เหอะได้เต็มก็ดีสิ” เขาว่า “กูเกือบลืมย้อนกลับมาทำข้อที่ข้ามไว้ต่างหาก ดีนะที่ยังนึกออกไม่งั้นซวย”
คิมหันต์ตบไหล่บางๆ ของเพื่อนตัวน้อย
“ก็บอกว่าให้กินปลาเยอะๆ ไง”
ตงเปียนทำจมูกบานริมฝีปากเผยอเตรียมต่อปากต่อคำ
“เออกูจะกินให้อ้วกเลย แต่กูไม่กินปลาช่อนปลาหมอแถวนี้นะ กูจะรอกินปลาแซลมอนจากท่าเรือเวนิสที่มึงไปว่านแหแล้วส่งมาให้”
พวกเราขำกันยกใหญ่ขณะเดินเข้าไปในโรงอาหารที่จอแจด้วยเสียงช้อนกระทบถาดหลุมโลหะ
วันต่อมาผมตื่นแต่เช้ามืดเพราะดนัยเตรียมตัวจะเดินทางกลับบ้านผมช่วยเขาลากกระเป๋าผ้าใบใหญ่ลงมาใต้หอพักและนั่งรอเป็เพื่อนที่ม้านั่งด้านหน้า
“ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอรอถึงวันปัจฉิมแล้วค่อยไปก็ได้” ผมถามย้ำอีกรอบ มือไม้โบกสาละวนไล่ยุง
ผมเห็นสีหน้าเศร้าของดนัยผ่านความมืดสลัวเขาถอนหายใจและพูดว่า
“อยากสิ แต่กูต้องกลับไปช่วยแม่ทำนาปีนี้แย่ฉิบหาย ถ้าพ่อกูไม่ป่วยจนเข้าโรง’บาลกูก็คงได้อยู่จนถึงฉลองเลี้ยงส่งอ่ะ”
ได้ฟังเช่นนั้นผมก็รู้สึกเห็นใจหลายครั้งทีเดียวที่พระเ้าทำให้ชีวิตของเราไม่เป็ไปตามแผนด้วยเหตุผลที่ผมไม่มีวันเข้าใจ
ครึ่งชั่วโมงต่อมามีแสงไฟสีเหลืองสว่างวาบปรากฏที่มุมทางโค้ง แล้วรถกระบะหน้าตาเชยสีเขียวก็แล่นเข้ามาจอดหน้าหอพักด้วยเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มผู้ขับคือน้าชายของดนัย ผมกราบสวัสดีทักทายก่อนจะช่วยเพื่อนขนกล่องกระดาษและกระเป๋าขึ้นไปใส่ท้ายกระบะ เราอำลากันด้วยรอยยิ้มแล้วผมก็พบว่าตัวเองกำลังยืนมองไฟท้ายรถสีแดงเคลื่อนห่างออกไปจนลับสายตา
หลังจากวันนั้นภาพนักเรียนทยอยเก็บของกลับบ้านก็มีให้เห็นตลอด รถราติดป้ายทะเบียนหลากหลายจังหวัดเวียนเข้าออกที่นี่ไม่ขาดสายราวกับสถานีขนส่งโดยพวกที่จากกันไปแทบหมดเป็นักเรียนชั้นม. 4 กับ ม. 5 ส่วนพวกม. 6 นั้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่รอจนถึงวันปัจฉิมนิเทศซึ่งก็คือสิ้นเดือนมีนาคม
เช่นนั้นแล้วผมจึงตัดสินใจใช้เวลาที่เหลืออยู่อีกสามวันสนุกสุดเหวี่ยงไปกับการเล่นกีฬาทุกชนิดที่เมื่อก่อนเคยเอาแต่เฝ้าชมจากข้างสนามเล่นน้ำในคลองด้านหลังกับพวกเพื่อน ๆ และเที่ยวสำรวจโรงเรียนอย่างละเอียดเป็ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเก็บภาพอาคารเรียน สนามหญ้า ดาดฟ้า ห้องสมุด วัดน้อยและห้องนอนเล็ก ๆเอาไว้ในความทรงจำ
กระนั้นผมกลับคอยหาจังหวะเบนสายตาไปทางคิมหันต์เสมอั้แ่แรกพบจนถึงบัดนี้เขายังคงสถานะเป็ผู้หันเหความสนใจเบอร์หนึ่งไม่ว่าวิวจากดาดฟ้าจะงดงามเพียงใด แสงแดดยามรุ่งอรุณและก่อนลาลับขอบฟ้าจะวิเศษขนาดไหนแต่ภาพใบหน้าของคิมหันต์นั้นคือสิ่งงดงามที่สุด และจะเป็สมบัติแห่งสายตาสำหรับผมคนเดียว
เมื่อเขายิ้มสายตาของผมได้รับการอวยพร
เมื่อเขาเศร้าสายตาของผมส่งมอบความห่วงใย
และหลังจากที่คิมหันต์ได้ใช้ริมฝีปากจุมพิษดวงตาทั้งสองของผมในคืนที่เราปลดเปลื้องทุกอย่างมันก็เท่ากับว่าดวงตาคู่นี้มีไว้สำหรับมองเขาเท่านั้น อีกไม่นานมันจะมองตอนเขาจากไปและในอนาคตอีกแสนไกลมันจะเฝ้ามองหาการกลับมาของเขา
วันปัจฉิมนิเทศจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่ห้องประชุมใหญ่ มีดอกไม้ประดับสถานที่พอประปรายให้ดูมีสีสันเมื่อการให้โอวาทและมอบใบประกาศนียบัตรอันยืดยาวเสร็จสิ้น นักเรียนก็แห่ออกไปถ่ายรูปรวมเป็ที่ระลึกกับเหล่าอาจารย์และคุณพ่อข้างบนเวทีท่ามกลางเสียงจอแจวุ่นวาย
ขณะผมยืนหันหน้าหันหลังในดงผู้ปกครองคิมหันต์ก็เข้ามาหาและเรียกตงเปียนกับปราการให้ไปหน้าโรงเรียน ทุกคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“ถ่ายรูปกันเถอะ”
คิมหันต์พูดขึ้นเมื่อพวกเรามาถึงเขาดึงเอาใบประกาศนียบัตรของพวกเราใส่ในกระเป๋าผ้าที่สะพายมาด้วย จากนั้นก็ล้วงเอากล้องถ่ายรูปออกมาแทน
ตงเปียนอ้าปากจะถามอะไรบางอย่างทว่าคิมหันต์ขัดจังหวะด้วยการเข้ามาหนุนหลังพวกเราให้ไปยืนใต้ป้ายทรงโค้งเหนือประตูที่มีตัวหนังสือโลหะสีเงินปูดนูนเขียนว่า‘สามเณราลัยเซนต์ดอมินิก’ก่อนจะวิ่งหายไปและกลับมาอีกครั้งพร้อมกับลุงกิตภารโรงของโรงเรียน
“ลุงทำแบบนี้นะครับ--” คิมหันต์ยื่นกล้องให้ชายแก่ เขารับมันไปด้วยใบหน้าเคร่งขรึมและทดลองทำตามที่เด็กหนุ่มอธิบายอย่างเงอะงะงุ่มง่าม
“ยุ่งยากจริง! เอ้า เข้าไปยืนตรงนั้นสิ!” ภารโรงตวาด คิมหันต์จึงรีบเข้ามายืนเรียงแถวหน้ากระดานกับพวกเราโดยมีผมแนบชิดข้างกาย
ลุงกิตหลับตาข้างหนึ่งส่องรูกล้องแล้วกดชัตเตอร์ไม่มีการนับให้จังหวะใด ๆ
“โหลุงพวกผมยังไม่ทันได้เก๊กท่าหล่อเลย เอาใหม่ ๆ” คิมหันต์โอดครวญ
ภารโรงดูหงุดหงิดจนผมกลัวว่าแกอาจจะด่าเราเพราะโดยปกติแล้วลุงกิตก็ไม่ได้เอ็นดูพวกนักเรียนเท่าไหร่หรอก แต่แปลกที่วันนี้แกดูใจเย็นเป็พิเศษถึงแม้สีหน้าดูเหมือนพร้อมจะไล่ตะเพิดเราได้ตลอดเวลาก็ตาม
หลังจากคอยระวังรถยนต์เข้าออกลุงกิตก็กดชัตเตอร์อีกสองสามครั้ง เขายื่นกล้องคืนคิมหันต์และจากไปโดยไม่รอรับฟังคำขอบคุณจากพวกเรา
“มึงก็ช่างเลือกตากล้องเนอะ”ปราการกระซิบ พลางมองตามหลังลุงกิตซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปทางโรงอาหาร “กูล่ะเดาไม่ถูกเลยว่าจะออกมาสวยขนาดไหน”
“งี้แหละลุ้นดี”คิมหันต์ดูพอใจ “พวกมึงเขียนที่อยู่ให้กู เดี๋ยวพอกูล้างรูปแล้วจะส่งไปให้”
เขายื่นใบวุฒิคืนเ้าของจากนั้นพวกเราทั้งหมดก็เดินกอดคอกันเข้าไปในโรงเรียนร่วมงานเลี้ยงฉลองส่งท้ายที่โรงอาหารกับทุก ๆ คน
คืนนั้นเป็ค่ำคืนที่ผมว้าเหว่ที่สุด บ้านเณรไม่เคยเงียบเท่านี้มาก่อนเลย ปกติตอนนี้หอพักจะวอแวด้วยเสียงต่างๆ จากทุกชั้น และห้องน้ำก็มีคนเวียนเข้าใช้ตลอด บรรยากาศเ่าั้เป็สิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าสักวันจะคิดถึง
หลังอาบเสร็จผมก็ล้มตัวนอนบนเตียงปล่อยให้เื่ราวทั้งหมดในวันนี้ไหลเข้ามาในหัว ใบหน้าของเพื่อน ๆ ปรากฏขึ้นคนแล้วคนเล่าเมื่อภาพใบหน้าปราการกับตงเปียนฉายแวบเข้ามา รอยยิ้มกว้างก็ผุดขึ้นมาทันที
ขอบคุณพระเ้าที่ให้ผมได้เป็เพื่อนที่ดีกับตงเปียนและขอบคุณพระองค์อีกครั้งที่ให้ผมได้มีโอกาสฟื้นฟูมิตรภาพกับปราการ แม้ผมจะเห็นแก่ตัวและทำนิสัยไม่ดีบางครั้งแต่สุดท้ายแล้วพวกเราก็ยอมรับและเข้าใจด้านนั้นของแต่ละคน อภัยให้แก่กันและกัน
ผมคงคิดถึงพวกเขามากแน่ๆ ในวันข้างหน้า และมั่นใจมากกว่าพวกนั้นก็คงคิดถึงผมเช่นกัน ผมกะพริบอย่างรวดเร็วตาเพื่อกลั้นน้ำตาก่อนจะพลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาผนัง
ทันใดนั้นภาพที่ชัดเจนของคิมหันต์ก็แล่นเข้ามาในโสตประสาทบดบังใบหน้าคนอื่นไปจนหมด ผมเริ่มตัวสั่นและลำคอตีบตัน ขณะความจริงอันแสนเศร้ากระซิบย้ำเตือนอย่างไร้ปรานีอีกครั้งว่าหมดเวลาแล้ว
พรุ่งนี้คิมหันต์จะเดินทางกลับกรุงเทพั้แ่เช้าตรู่คุณพ่ออรรถพลจะขับรถไปส่งที่สถานีรถไฟอีกเช่นเคย ซึ่งคราวนี้เป็ครั้งแรกจริง ๆที่ผมไม่อยากไปด้วย ผมอยากขังตัวเองไว้ในห้องนี้ นั่งร้องไห้ ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
เขากำลังจะจากไปแล้ว
จะไปแล้วจริงๆ
ผมลูบแหวนเงินที่นิ้วนางข้างซ้ายด้วยใจปวดร้าวแล้วน้ำตาก็ไหลหยดลงบนหมอนเม็ดแล้วเม็ดเล่าจนมันเปียกชุ่ม
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงนานพอจนผมเกือบผล็อยหลับไปทั้งน้ำตาผมถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูกลางดึก ผมลุกจากเตียง เช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อก่อนจะแง้มเปิดประตู
คิมหันต์ยืนไหล่ตกอยู่ข้างนอกท่ามกลางความมืดสลัวยามราตรีสวมแค่กางเกงกีฬาตัวเดียวเช่นเคย เบ้าตาผมเริ่มกลับมาร้อนผ่าวอีกครั้ง
“ขอนอนด้วยได้ไหม”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น
ผมพยักหน้า คิมหันต์รุดแทรกตัวเข้ามาในห้องพร้อมกับเอามือข้างหนึ่งรวบเอวผมเข้าไปสวมกอดแแ่ประตูยังคงเปิดค้างไว้
“นายจะคิดถึงเราไหม”คิมหันต์กระซิบเสียงสั่นข้างหูของผม
“คิดถึงสิ”ผมตอบกลับเสียงแหบพร่า ออกแรงกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม “คิดถึงเสมอ”
เขาคลายอ้อมกอดประคองใบหน้าผมด้วยสองมืออบอุ่น จ้องมองดวงตาแดงช้ำของผมผ่านความมืดมัว ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงจูบซับอย่างแ่เบาทั้งสองข้าง แล้วจึงเลื่อนลงมาจูบริมฝีปากผมอย่างนุ่มนวล
ผมเอียงหัวและจูบกลับอย่างโหยหาไม่สนใจว่าประตูเปิดอยู่และอาจมีใครเห็นเราสองคนกำลังทำอะไรกัน ไม่มีอะไรสำคัญเท่าตอนนี้อีกแล้วตอนที่ยังมีเวลาเหลืออยู่เพียงชั่วข้ามคืน
เช้าวันต่อมาหลังเสร็จพิธีมิสซาอันเหงาหงอย ผมช่วยคิมหันต์นำสัมภาระทั้งหมดไปใส่ท้ายรถกระบะสีแดงคันเดิมซึ่งจอดคอยอยู่หน้าหอพักเราต่างคนต่างเงียบ มีเพียงเสียงนกร้องกระจัดกระจายบนยอดไม้
“ไม่ไปส่งเ้าคิมด้วยกันเหรอรัน”คุณพ่ออรรถพลถาม ศอกข้างหนึ่งท้าวพิงที่ขอบกระบะ
“ไม่ล่ะครับพ่อขอส่งแค่นี้แหละ” ผมบอกด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ เลี่ยงไม่มองร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงข้าม
คุณพ่อไม่ถามเซ้าซี้ว่าทำไมท่านเพียงแค่พยักหน้า แล้วจึงขอตัวไปหากาแฟร้อน ๆดื่มสักแก้วที่โรงอาหารก่อนออกเดินทาง
“ไม่ไปจริง ๆเหรอ” คิมหันต์เอ่ยถาม
ผมฝืนเงยหน้ามองอีกฝ่ายดวงตาที่มองมาคู่นั้นดูเศร้าหมอง
“ไม่ล่ะ ไม่--” ผมพูดต่อไม่ไหวเพราะปากกำลังสั่นระริก
์รู้ว่าผมอยากไปส่งเขามากแค่ไหนต่อให้แลกด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย ผมก็อยากโบกมืออำลาคิมหันต์ที่ชานชาลา ขณะมองขบวนรถไฟแล่นจากไปจนสุดสายตาแต่เหตุผลที่ผมตัดสินใจไม่ไปก็เพราะกลัวจะเก็บอาการไม่อยู่ตอนนั่งรถกลับผมไม่อยากให้คุณพ่ออรรถพลสงสัยอาการเหมือนคนปางตายของผม
ฉะนั้นผมจึงเลือกอยู่ที่นี่ขอส่งเพียงแค่ตรงนี้ เอาเท่าที่ยังไหว
ความเงียบเข้ามาทำหน้าที่ของมันคิมหันต์มองไปรอบ ๆ ตัว ก่อนจะเดินเข้ามาสวมกอดผมอีกครั้ง ผมหลับตาลง ซึบซับไออุ่นและกลิ่นกายของเขาไว้ในส่วนลึกของจิติญญาแล้วจึงโอบแขนกอดตอบแน่นยิ่งกว่า แม้เมื่อคืนจะนอนกอดกันจนแทบละลายกลายเป็เนื้อเดียวแต่ดูเหมือนว่ามันไม่เคยเพียงพอสำหรับเราสองคน
“โชคดี” ผมบอกเสียงเข้มแข็งแก้มแนบหน้าอกที่ผมนอนหนุนเมื่อคืน “เดินทางปลอดภัยนะ”
“ดูแลตัวเองด้วยแล้วเจอกันใหม่”
สิบนาทีต่อมาคิมหันต์ก็เข้าไปนั่งในรถคุณพ่ออรรถพลเปิดประตูเข้าไปนั่งประจำฝั่งคนขับและติดเครื่องยนต์ ใจผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเมื่อรถเคลื่อนออกไปสู่ถนนด้านหน้าคิมหันต์มองออกมาผ่านกระจกหน้าต่าง ภาพทุกอย่างเบื้องหน้าของผมพร่ามัวด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอขณะยืนโบกมือลาด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว แล้วรถกระบะสีแดงก็ค่อย ๆ แล่นห่างออกไปไกลออกไป จนในที่สุดก็หายลับจากสายตา
ผมยังคงยืนอยู่ตรงนั้นเฝ้าพึมพำวลีสุดท้ายของคิมหันต์จนกระทั่งแสงแดดสีทองสาดส่องใบหน้าและน้ำตาที่ไหลเป็ทางอาบแก้ม
“แล้วเจอกันใหม่”ผมย้ำอีกรอบ “แล้วเจอกันใหม่”