เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 40 : มังกรทมิฬคลั่งกลางสมุทร และดาบผ่าดารา

    ตอนที่ 40 : มังกรทมิฬคลั่งกลางสมุทร และดาบผ่าดารา

    เกลียวคลื่นสีดำทะมึนแห่งทะเลตะวันออกถาโถมบ้าคลั่ง ราวกับผืนสมุทรทั้งสายกำลังเกรี้ยวกราด ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยพายุหมุนและเมฆครึ้มที่อัดแน่นไปด้วยอสนีบาตสีม่วงคล้ำ ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความพิโรธของธรรมชาติ คือขบวนเรือรบขนาดมหึมาที่สร้างจากศิลาทมิฬและโครงกระดูกอสูรบรรพกาล พวกมันลอยตระหง่านท้าทายพายุฝนราวกับปราการเหล็กกล้าแห่งขุมนรก

    บนท้องฟ้าอันมืดมิด ร่างของอวิ๋นเซียวพุ่งทะยานแหวกอากาศด้วยความเร็วที่ตาเปล่าไม่อาจมองทัน แผ่นหลังของเขามี 'ปีกมังกรทมิฬ' ขนาดใหญ่สยายกว้าง เกล็ดสีดำอมม่วงบนปีกสะท้อนแสงสายฟ้าดูน่าเกรงขาม ทว่าบนบ่าซ้ายของเขายังคงแบกร่างอันไร้สติของพันซานเอาไว้อย่างแน่นหนา

    "ยิง!! อย่าให้มันรอดไปได้! หน้าไม้ปราบมังกร... ยิง!!"

    เสียงคำรามสั่งการจากยอดฝีมือชุดดำบนหัวเรือลำหลักดังกึกก้องฝ่าเสียงพายุ พริบตานั้น ปืนอาคมและหน้าไม้ขนาดยักษ์นับร้อยกระบอกที่ติดตั้งอยู่รอบตัวเรือก็ปลดปล่อยลำแสงสังหารและศรยักษ์ที่อาบด้วยอักขระสกัดลมปราณ พุ่งทะยานแหวกอากาศพุ่งเป้ามาที่อวิ๋นเซียวประดุจห่าฝนดาวตกมรณะ!

    ฟุ่บ! ฟุ่บ! เปรี้ยง!!

    อวิ๋นเซียวตวัดปีกมังกร บิดสรีระกลางอากาศอย่างพิสดารเพื่อหลบหลีกศรยักษ์ที่พุ่งเฉียดใบหน้าไปเพียงเส้นยาแดงฝ่า แรงลมจากการทะลวงอากาศของศรหน้าไม้บาดผิวแก้มของเขาจนหลั่งโลหิต ทว่าความเจ็บปวดภายนอกกลับเทียบไม่ได้กับขุมนรกที่กำลังปะทุอยู่ภายในร่าง!

    การหยิบยืมพลังจากมังกรบรรพกาลหาใช่สิ่งที่มนุษย์ระดับก่อกำเนิดจะแบกรับได้โดยง่าย ปีกมังกรทมิฬที่สยายอยู่เบื้องหลังไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยลมปราณธรรมดา แต่มันกำลัง 'เผาผลาญพลังชีวิต' และโลหิตบริสุทธิ์ในเส้นชีพจรของเขาอย่างบ้าคลั่ง! ทุกครั้งที่เขากระพือปีกเพื่อเร่งความเร็วหลบหลีกค่ายกลสังหาร เลือดสีคล้ำจะซึมทะลักออกจากบาดแผลบริเวณสะบักหลัง ความร้อนรุ่มดุจแมกมาเดือดพล่านวิ่งพล่านไปทั่วเส้นเอ็นและกระดูก

    อั่ก... ข้าจะทนรับภาระนี่ได้อีกนานเท่าใด...

    อวิ๋นเซียวกัดฟันกรอด สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่แฝงมากับปราณมังกรทมิฬกำลังกัดกินเหตุผลความเป็นมนุษย์ เขาเริ่มรู้สึกถึงความอยากรู้อยากเห็นในรสชาติของเลือด และความปรารถนาที่จะฉีกทึ้งเรือรบเบื้องล่างให้แหลกเป็นผุยผง

    "ฮ่าฮ่าฮ่า! อ่อนแอยิ่งนัก ภาชนะแห่งข้า!"

    เสียงกระซิบอันเก่าแก่และทรงอำนาจของมังกรบรรพกาลดังกึกก้องขึ้นในห้วงจิตวิญญาณ มันหัวเราะเยาะความดิ้นรนของเขา "เหตุใดจึงต้องคอยหลบซ่อนหนีหัวซุกหัวซุน! ปลดปล่อยความโกรธแค้นของเจ้าออกมา! สังหารพวกมัน! ให้เลือดของพวกมันชโลมเส้นทางของเจ้า ใช้ความสิ้นหวังของพวกมันเปิดจุดชีพจรที่อุดตันของเจ้าเสีย!"

    "หุบปาก... ข้าไม่ใช่หุ่นเชิดของเจ้า!" อวิ๋นเซียวคำรามตอบในใจ

    ทว่าในจังหวะนั้นเอง ศรหน้าไม้ปราบมังกรสามดอกพุ่งประสานกันเป็นค่ายกลปิดรอยต่อ หลบเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป! หากเขาเบี่ยงหลบ พันซานที่อยู่บนบ่าจะต้องถูกศรทะลวงร่างจนแหลกเหลว!

    ในเมื่อไร้ทางถอย ก็มีแต่ต้องบดขยี้มันให้สิ้นซาก!

    นัยน์ตาสีรัตติกาลของอวิ๋นเซียวพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองทมิฬที่มีขีดรูม่านตาแนวตั้งเยี่ยงสัตว์ร้าย ชายหนุ่มหยุดการหลบหนี ลอยตัวตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุคลั่ง เขารีดเร้น 'ปราณหลอมภพ' ผสานเข้ากับ 'ปราณมังกรทมิฬ' ที่ปะทุขึ้นจากรอยสักหน้าอกซ้ายอย่างเต็มกำลัง พลังสองสายที่ลึกล้ำและดุดันหล่อหลอมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นวังวนสีดำอมม่วงที่ฝ่ามือขวา

    "ในเมื่อพวกแกอยากตายนัก... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!"

    อวิ๋นเซียวชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ ปราณมังกรทมิฬทะลักออกมาก่อตัวเป็นดาบยักษ์สีดำสนิทที่ยาวกว่าสิบจั้ง ลวดลายบนใบดาบสลักเสลาด้วยอักขระบรรพกาลที่เปล่งแสงสีเลือด นี่ไม่ใช่กระบวนท่าที่เจดีย์หมื่นวิถีเคยมอบให้ แต่มันคือกระบวนท่าที่ถือกำเนิดขึ้นจากการผสานวิถีมารและสวรรค์เข้าด้วยกัน!

    "กระบวนท่าดาบผ่าดารา!!"

    อวิ๋นเซียวตวัดดาบยักษ์สีดำทมิฬฟาดฟันลงมาสู่เบื้องล่างอย่างเกรี้ยวกราด!

    พริบตานั้น ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆพายุพลันถูกผ่าออกเป็นสองซีก แสงสว่างจากเบื้องบนสาดส่องลงมาตามรอยแยกของเมฆา คลื่นดาบสีดำอมม่วงพุ่งทะยานลงมากระแทกศรหน้าไม้ปราบมังกรจนแหลกเป็นผุยผงในชั่วพริบตา ก่อนที่รังสีดาบอันไร้ขอบเขตจะพุ่งตรงเข้าผ่ากึ่งกลางเรือรบลำหลักของนิกายเงากลืนดารา!

    ตู้มมมมมมม!!!!

    เสียงระเบิดกึกก้องปานโลกาวินาศ เรือรบศิลาทมิฬที่แข็งแกร่งที่สุดถูกดาบเดียวผ่าแยกออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดายราวกับผ่าซีกไม้ไผ่! ยอดฝีมือนับร้อยบนเรือต่างถูกแรงกระแทกจากปราณมังกรฉีกร่างจนแหลกสลาย โลหิตสาดกระเซ็นย้อมผืนน้ำทะเลให้กลายเป็นสีแดงฉาน เกลียวคลื่นถูกแหวกออกเป็นรอยลึกจนมองเห็นก้นสมุทร

    แรงสั่นสะเทือนและคลื่นพลังงานมารที่ระเบิดออกอย่างรุนแรงนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายกองเรือศัตรู ทว่ามันยังส่งผลกระทบอันน่าอัศจรรย์ต่อร่างของพันซานที่อยู่บนบ่าของอวิ๋นเซียวด้วย

    คลื่นพลังของมังกรบรรพกาลซึ่งเป็นมารในระดับที่สูงส่งกว่าวิชามารกลืนนภาหลายสิบเท่า ได้พุ่งทะลวงเข้าสู่เส้นลมปราณของพันซานโดยอัตโนมัติ มันกระชากและ 'บดขยี้' เศษซากของตรามารที่เคยตกค้างอยู่ใต้ผิวหนังของสหายร่างท้วมจนหลุดกระเด็นออกมาเป็นไอหมอกสีดำ ก่อนจะสลายไปในอากาศ!

    "เฮือก!!"

    พันซานสะดุ้งสุดตัว ลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ สติสัมปชัญญะที่เคยถูกผนึกและควบคุมบัดนี้กลับมาแจ่มใสอย่างสมบูรณ์ ทว่าเมื่อเขาลืมตาขึ้น ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าที่ถูกผ่าครึ่ง และสหายรักที่กำลังยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ

    ทว่า... อวิ๋นเซียวในยามนี้กลับแผ่รังสีสังหารที่เย็นเยียบและอำมหิต ปีกมังกรสีดำทะมึนอาบชโลมไปด้วยเลือด ดวงตาสีทองทมิฬที่จ้องมองลงไปยังซากเรือเบื้องล่างนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ราวกับเทพมารที่เพิ่งจุติลงมาเพื่อล้างบางสรรพสิ่ง!

    "ศิษย์พี่... อวิ๋น...?" พันซานเอ่ยเรียกด้วยเสียงสั่นเทา ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ "เจ้า... เจ้ากลายเป็นตัวอันใดไปแล้ว..."

    เสียงเรียกอันสั่นเครือของพันซานดุจหยาดน้ำค้างที่หยดลงบนกองเพลิง อวิ๋นเซียวชะงักงัน ดวงตาสีทองทมิฬกะพริบถี่ๆ ก่อนจะค่อยๆ คืนกลับสู่สีรัตติกาลดังเดิม ปีกมังกรทมิฬเบื้องหลังหดตัวและสลายหายไปกลับคืนสู่รอยสักที่หน้าอกซ้าย ร่างของเขาหมดสิ้นเรี่ยวแรง ร่วงหล่นลงมาสู่ซากเรือรบลำหลักที่กำลังจะจมดิ่งลงสู่ก้นทะเล

    ปัง!

    อวิ๋นเซียวลงจอดบนซากดาดฟ้าเรือที่เอียงกะเท่เร่ เขาวางพันซานลงอย่างระมัดระวัง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง โลหิตไหลซึมจากมุมปาก ทว่าเขาไม่มีเวลาให้หยุดพัก หากเรือลำนี้จมลง พวกเขาต้องหาเสบียงและของวิเศษเพื่อใช้เดินทางต่อในดินแดนต้องห้าม

    "ข้ายังเป็นข้า พันซาน... แค่ต้องแลกเปลี่ยนบางสิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด" อวิ๋นเซียวตอบเสียงแหบพร่า ก่อนจะฝืนเดินลึกเข้าไปในซากห้องโถงกัปตันที่ถูกดาบผ่าจนเปิดออก

    ภายในห้องโถงที่พังยับเยิน อวิ๋นเซียวตวัดสายตาไปพบกับกล่องศิลาที่ถูกสลักอักขระป้องกันแน่นหนา ทว่ามันถูกแรงดาบผ่าจนรอยผนึกคลายตัว ชายหนุ่มใช้ดาบปราณงัดฝากล่องออก ภายในนั้นไม่ได้มีหินวิญญาณหรือสมบัติล้ำค่า ทว่ามีม้วนเอกสารลับของนิกายเงากลืนดาราซุกซ่อนอยู่

    เมื่อคลี่ออกอ่าน นัยน์ตาของอวิ๋นเซียวพลันหดเกร็ง

    พวกมันไม่ได้มาเพื่อล่าเขา! กองเรือมหึมานี้ถูกส่งมาจอดรอที่รอยต่อพายุทมิฬ เพื่อ 'รับตัว' บางสิ่งที่จะถูกส่งผ่านค่ายกลโบราณออกมาจากส่วนลึกของดินแดนต้องห้าม เอกสารระบุชัดเจนว่า สิ่งนั้นคือ 'ผู้รอดชีวิตคนแรกที่ถูกส่งไปแดนลับ' หรือก็คือศิษย์สายเลือดบริสุทธิ์ที่ผ่านการทรมานและคัดเลือกจนกลายเป็น 'ตัวตนที่สมบูรณ์แบบ' ตัวตนที่ล้ำเลิศยิ่งกว่าอวิ๋นหงนับร้อยเท่า และพร้อมจะเป็นภาชนะระดับสูงสุดให้แก่จอมมารผู้ก่อตั้งนิกาย!

    ตัวตนที่สมบูรณ์แบบ? ถูกส่งไปแดนลับก่อนผู้อื่นงั้นหรือ?

    เสียงโครงสร้างเรือที่กำลังแตกหักเตือนให้รู้ว่าเรือศิลานี้กำลังจะจมลงสู่ก้นสมุทร ทว่าในขณะที่อวิ๋นเซียวเตรียมจะหันหลังกลับ สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับห้องลับด้านหลังฉากกั้นที่พังทลาย

    ภายในห้องลับนั้น มี 'โลงแก้วคริสตัล' ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ มันถูกปกปักรักษาด้วยค่ายกลระดับสูงที่ไม่ถูกดาบผ่าดาราทำลาย ภายในโลงคริสตัลที่บรรจุของเหลวสีอำพัน มีร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งหลับใหลอยู่

    อวิ๋นเซียวเดินเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัย ทว่าเมื่อเขายื่นหน้าเข้าไปมองผ่านแผ่นคริสตัลใส หัวใจของชายหนุ่มพลันหยุดเต้น เลือดในกายเย็นเฉียบประดุจถูกแช่แข็งในธารน้ำแข็งพันปี!

    ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่หลับใหลอยู่ภายในโลงคริสตัล... โครงหน้า... จมูก... ริมฝีปาก... ไปจนถึงปอยผมสีดำขลับ ทุกสัดส่วนและทุกรายละเอียด... มันคือใบหน้าของ 'อวิ๋นเซียวในวัยเด็ก' ราวกับกำลังส่องกระจกย้อนเวลา!

    ที่ข้างโลงคริสตัล มีป้ายหยกสีเลือดสลักตัวอักษรโบราณไว้สั้นๆ ทว่ากรีดลึกลงไปในวิญญาณของผู้ที่ได้อ่าน...

    "ภาชนะหมายเลขศูนย์ - ร่างต้นแบบแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์"

    นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน! หากร่างในโลงนั้นคือภาชนะหมายเลขศูนย์ที่มีใบหน้าเหมือนเขาทุกประการ... แล้วตัวเขาที่กำลังยืนอยู่ตรงนี้ หายใจอยู่ตรงนี้ คือตัวตนอันใดกันแน่?! ความจริงที่ถูกซุกซ่อนไว้ในอดีตกำลังกะเทาะเปลือกออก พร้อมกับดึงอวิ๋นเซียวให้ดำดิ่งสู่ห้วงปริศนาที่มืดมิดยิ่งกว่าขุมนรกใดๆ!


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี ที่คุณอ่าน