บันทึกรักเทพบรรพกาล ภาค เสี่ยวจื่อไม่ว่าง...สังเคราะห์แสงอยู่ (-_-)

    ตอนที่ 17 เทพศาสตราฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น

    ตอนที่ 17 เทพศาสตราฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น
    นอกจากเรื่องระดับพลังอันมากมายมหาศาลของเสี่ยวจื่อที่ชวนให้ฉงนสงสัยแล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เฟยหลงคับข้องใจอย่างมาก… นั่นก็คือเรื่องนางไม้ในฝันของเฟยหลงตลอดเวลาหลายร้อยปีมานี้สังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เขาบาดเจ็บมากๆ กลับมาที่เขตปลอดภัย ยามที่เขาหลับไปพร้อมความอ่อนเพลียก็มักจะฝันเห็นนางไม้คนงามคนเดิมโผล่เข้ามาหาเขาด้วยท่าทางอ่อนโยนแบบเดิมทั้งยังช่วยใช้พลังบำเพ็ญรักษาแผลให้เขาจนหายดีอีก หากไม่ใช่เพราะว่าในยามที่ตื่นมาแล้วแผลของเขาหายดีได้จริงๆ เขาก็คงจะคิดว่าตนเองนั้นแค่ฝันไปเท่านั้นหลายครั้งที่เฟยหลงตั้งใจจะฝืนข่มความเจ็บปวดไว้แล้วพยายามลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะได้พูดคุยกับนางไม้ของเขาให้ได้ แต่ไม่รู้ทำไมสุดท้ายแล้วก็เป็นอันต้องถูกความเจ็บปวดและอ่อนเพลียจากการต่อสู้รุมเร้าให้ต้องปิดตาหลับลงไป และที่สำคัญคือบนตักของนางไม้นั้นนุ่มสบายมาก อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ตลอดเวลาทำให้เฟยหลงยากที่จะฝืนลืมตามตื่นขึ้นมาได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากทุกครั้งที่ถามเสี่ยวจื่อ รายนั้นก็เอาแต่บอกว่าไม่รู้เรื่อง ที่แห่งนี้ไม่มีใครอีกแล้ว เฟยหลงจึงยิ่งหงุดหงิดขัดใจไปเสียอีก‘มันจะไม่มีใครได้ยังไง ในเมื่อนางไม้คนนั้นโผล่ออกมาช่วยรักษาแผลให้เขาได้ทุกครั้ง!’เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินไปอยู่นานท่ามกลางความสงสัยและพยายามหาโอกาสพบปะซึ่งๆ หน้าของเฟยหลงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแกล้งเจ็บ แกล้งป่วย แกล้งตาย แกล้งหลับ แกล้งพลังหมด สารพัดจะแกล้ง เจ้าเด็กเปรตเฟยหลงผู้นี้ล้วนเคยแสร้งทำมาหมดแล้ว หวังเพียงเพื่อให้ตนได้มีโอกาสพบกับนางไม้ในดวงใจแบบจังๆ หน้าสักครั้ง แต่ทุกครั้งก็เป็นอันต้องล้มเหลวเพราะเมื่อใดที่เขาเพียงแค่แกล้งทำมิได้เจ็บจริง นางไม้ผู้นั้นก็คล้ายจะรู้ทันและไม่เคยโผล่ออกมาให้เห็นเลยสักครั้ง กลับกันหากเมื่อใดที่เขาเจ็บจริงก็ไม่เคยมีเลยสักคราที่นางไม้ผู้ใจดีจะนิ่งนอนใจไม่ออกมาให้ความช่วยเหลือ ทำให้ผ่านมาจนเนิ่นนานแล้วเฟยหลงก็ยังไม่อาจได้พบกับนางไม้ในฝันแบบตรงๆ ได้แต่ในที่สุดวันเวลาแห่งความโชคดีก็ผ่านมาถึง ยามที่เฟยหลงสำรวจเขตแดนลับแลจนเกือบถึงปลายเขตแดนที่จะทะลุไปที่แดนมนุษย์แล้วและได้พบกับบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังหนึ่ง อันนับเป็นสิ่งที่ดูแปลกปลอมเป็นอย่างมากในดินแดนลับแลแห่งนี้เฟยหลงแอบลอบเข้าไปสำรวจที่บ้านนั้นอย่างเงียบเชียบจนได้พบกับชายหนุ่มรูปร่างดูบอบบางคนหนึ่งนามว่า ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น เซียนแห่งศาสตราวุธ…ชายคนนี้เป็นภูติไม้สนตนหนึ่งที่ได้บรรลุเป็นเซียนเมื่อหลายแสนปีก่อนจึงมีตบะแก่กล้า แต่ก็ไม่ชำนาญการต่อสู้เพราะตลอดชีวิตเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการตีดาบสร้างอาวุธวิเศษมากมายมากกว่า อาวุธชื่อดังทั้งหลายที่เฟยหลงเคยได้ยินชื่อก็ล้วนมาจากฝีมือช่างตีดาบผู้นี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะดาบคู่ชื่อดังในตำนานของเทพสุริยาและเทพจันทราแห่งบรรพกาลอย่าง ดาบสวรรค์เทียนถังเจี้ยนที่สามารถฟาดฟันเพื่อชุบชีวิตคนตายได้ และดาบปีศาจโม่หวังเจี้ยนที่สามารถฆ่าฟันทำลายชีวิตและดวงจิตคนได้ก็เป็นผลงานของชายผู้นี้เช่นกัน จนได้รับฉายาเป็นเซียนระดับซ่างเสิ่นได้จากความดีความชอบนี้นี่เอง ความจริงแล้วเขาสามารถเลื่อนขั้นเป็นเทพสวรรค์ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้อย่างสบาย แต่เพราะชื่นชอบในชีวิตอันเรียบง่ายจึงได้เลือกเป็นเซียนอาศัยอยู่ที่เขตชายแดนของแดนลับแลและแดนมนุษย์เช่นนี้มากกว่าเฟยหลงที่ในตอนนี้พลังตบะเซียนแก่กล้า มีของวิเศษมากมายจากสี่สัตว์เทวะ แต่ยังขาดดาบดีๆ คู่ใจ จึงได้คิดว่าจะนำกรงเล็บของมังกรฟ้าชิงหลงมาให้ช่างตีดาบผู้นี้ช่วยหลอมตีขึ้นมาให้กลายมาเป็นอาวุธประจำกายตนเมื่อเห็นว่าเซียนคนนี้ดูไม่เป็นอันตรายทั้งยังมีประโยชน์มาก เฟยหลงก็เลือกจะปรากฏกายให้อีกฝ่ายได้พบเห็นเพื่อหวังจะผูกมิตรและพูดคุยกันสักครั้ง เผื่อว่าถูกอัธยาศัยใจคอกันดีก็จะได้เจรจากต่อรองให้ช่วยตีดาบให้ง่ายๆ หน่อย มิคาดว่าชายคนนี้จะถึงกับนิ่งอึ้งไปยามที่ได้เห็นหน้าเขา“….!!! ท่านเทพสุริยา? ….. นี่ท่าน? …… ไม่ใช่งั้นรึ? ……"เหอๆ แค่คำทักแรกก็ทำให้เฟยหลงถึงกับขนกายลุกซู่… ตาฝาดมองเห็นเขาเป็นใครไม่มอง ดันมองเห็นเป็นเทพสุริยาบิดาแห่งสวรรค์ 9 ชั้นฟ้า เช่นนี้แล้วจะไม่ทำให้เฟยหลงตกใจได้อย่างไร แต่เมื่อได้มองเขาชัดๆ และใกล้ๆ จนได้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่ตนเข้าใจ ท่าทีของท่านเซียนฮุ่ยเจียงก็เปลี่ยนเป็นนิ่งขึงขึ้นแล้วตั้งใจเพ่งพินิจมองเขาอย่างพิจารณา“มิได้ท่านเซียน… ข้าเป็นเพียงเฟยหลงลูกมังกรดำด้อยความรู้ตนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ท่านเทพสุริยาผู้สูงศักดิ์ วันนี้บังเอิญผ่านทางมานับเป็นวาสนาได้พบท่านเทพรู้สึกเลื่อมใสนัก จึงอยากขอฝากตัวเป็นมิตรแก่ท่าน หากท่านอยากใช้งานสิ่งใดล้วนบอกกล่าวมาได้ สิ่งใดไม่เกินกำลัง ข้าย่อมทำให้อย่างสุดกำลัง…”เฟยหลงสมกับที่ถูกเลี้ยงมาโดยปีศาจที่มากเล่ห์ ยามที่ได้พบหน้าคนที่ต้องการจะหาผลประโยชน์ทั้งยังอาวุโสสูงส่งกว่าก็แสร้งอ่อนน้อมเข้าใส่อย่างมากไมตรี ทำให้ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นได้แต่จ้องมองท่าทีเหล่านี้อย่างพิจารณาฮุ่ยเจียงแม้จะไม่ใช่เทพเซียนสายสู้รบ แต่ก็นับว่ามีชีวิตมานานหลายแสนปีทั้งยังมีตบะแก่กล้าผ่านโลกมายาวนาน ย่อมมีปฏิกิริยาไวกับระดับพลังบำเพ็ญและของวิเศษทั้งหลาย ยามที่เห็นท่าทางอ่อนน้อมภายนอกของเฟยหลงที่เป็นเพียงเปลือกแล้วก็สามารถมองออกทะลุปรุโปร่งไปถึงภายในได้อย่างรวดเร็ว รับรู้ว่าหนุ่มน้อยที่ดูอ่อนน้อมผู้นี้ แท้จริงไม่ได้ด้อยฝีมือเลยเพราะมีระดับบำเพ็ญมากมายหลายแสนปีอย่างที่เซียนเด็กอายุไม่ถึงพันปีคนหนึ่งไม่สมควรมีได้เลย อีกทั้งกลิ่นอายของสัตว์เทวะทั้งสี่ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างเข้มข้นนั่นอีก….‘คงไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าเด็กผีนี่หรอกนะที่ไล่ล่าสังหารสัตว์เทวะทั้งสี่ของดินแดนลับแลจนถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงหลายร้อยปีมานี้….'นั่นคือสิ่งที่ฮุ่ยเจียงได้แต่คิดและก็สงสัยอยู่ในใจ แต่ลังเลเกินไปที่จะสอบถามออกมาตรงๆ เพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมาดีหรือมาร้ายในความเป็นจริงแล้วเฟยหลงไม่เคยได้รับรู้เลยว่าตนนั้นนับเป็นคนที่มีชื่อเสียงที่โด่งดังมากในดินแดนลับแลแห่งนี้ในตอนนี้ครั้งแรกที่ถูกเหล่าสัตว์ภูติและเซียนพูดถึงคือเมื่อสี่ร้อยปีก่อนที่สังหารปีศาจอสรพิษจอมชั่วร้ายที่คอยระรานสิ่งมีชีวิตอ่อนแอที่ดินแดนลับแลนี้ได้ แต่ตอนนั้นชื่อเสียงยังไม่ได้ขจรขจายมากนักเพราะปีศาจอสรพิษก็เป็นเพียงมารชั้นต่ำที่ไม่ได้โด่งดังอะไร แม้หลังจากนั้นฮุ่ยเจียงจะได้ยินข่าวการต่อสู้ต่อของเซียนปริศนาที่กำจัดปีศาจอสรพิษกับผู้อื่นมาเรื่อยๆ และยังเอาชนะมาได้เสมอ แต่ก็ไม่เคยได้ให้ความสนใจจริงๆ จังๆ เพราะคิดว่าคงเป็นเพียงเซียนหรือปีศาจหน้าใหม่ที่ต้องการแสวงหาพลังทั่วไป อีกทั้งคนผู้นี้ก็ไม่ได้ก่อความเดือดร้อนให้แก่สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ เพราะแสวงหาเพียงอสูรและปีศาจที่แข็งแกร่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อสู้รบเท่านั้น สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อ่อนแอกว่ามิได้อยู่ในสายตาเลย เขาจึงไม่ได้คิดว่าจะเป็นภัยร้ายอันใดจนเมื่อวันหนึ่งที่มีข่าวว่าหนึ่งในสัตว์เทวะอย่างหงส์ไฟจูเช่วถูกสังหารไปแล้วนั่นแหละ มังกรดำปริศนาตนนั้นจึงได้ถูกกล่าวขานถึงมากขึ้น อีกทั้งผู้คนมากมายยังพากันสงสัยไปว่านักสู้มังกรดำปริศนาตัวนี้เป็นใครเหตุใดถึงได้กล้าแกร่งนักนั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฮุ่ยเจียงเริ่มสนใจข่าวของนักสู้มังกรดำปริศนาตนนี้ขึ้นมาบ้าง เพราะสัตว์เทวะนับเป็นสัตว์อสูรอันเป็นเสาหลักที่คุ้มครองดินแดนลับแลแห่งนี้แทนเทพพฤกษาบรรพกาลอ้างซ่างจื่อซินที่เริ่มจำศีลไปเมื่อหลายแสนปีก่อน มีหน้าที่ทั้งป้องกันไม่ให้ภัยอันตรายจากภายนอกเข้ามา และยังป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายของแดนลับแลนี้ออกไปอาละวาดก่อความวุ่นวายที่โลกภายนอกด้วยตั้งแต่ที่เทพพฤกษาบรรพกาลอ้ายซ่างจื่อซินเริ่มจำศีลเมื่อหลายแสนปีก่อน สัตว์เหล่านี้นอกจากทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัดแล้วก็ไม่เคยเชื่อฟังและอ่อนข้อให้ใครอีกเลย อีกทั้งพวกมันยังแข็งแกร่งมาก ผู้ที่เอาชนะมันได้ย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่หลังจากที่เริ่มสังหารสัตว์เทวะได้ตนหนึ่ง แล้วมีตนที่สองและสามและสี่ตามมา ฮุ่ยเจียงก็เริ่มตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่ามังกรดำปริศนาตนนั้นเป็นใครสิ่งมีชีวิตในแดนลับแลตนอื่นๆ อาจไม่ค่อยได้สนใจข่าวคราวของโลกภายนอกมากนัก แต่ไม่ใช่กับเขาที่ถูกขนานนามว่าเป็นเทพเซียนแห่งศาสตราวุธที่เหล่าเทพและปีศาจชั้นสูงต้องการแวะเวียนมาหาเพื่อใช้ช่วยสร้างและซ่อมแซมอาวุธให้เสมอๆ ทำให้เขาได้ข่าวเกี่ยวกับไท่จื่อน้อยแห่งสวรรค์ที่หายตัวไปมาบ้าง ไท่จื่อคนนั้นก็เป็นมังกรดำเช่นกัน อีกทั้งเบาะแสล่าสุดที่พบก็ระบุว่าไท่จื่อผู้นั้นหายไปที่แดนลับแลแห่งนี้ ดังนั้นมังกรดำปริศนาที่จัดการกับสัตว์เทวะได้จะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่คนผู้นี้…เขารู้ดีว่าในตอนนี้โลกภายนอกกำลังเดือดร้อนตามหาไท่จื่อน้อยผู้นี้ขนาดไหน แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ปัญหาของเขา เพราะเขาไม่ใช่คนของแดนสวรรค์ ไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองดังนั้นความรู้สึกทั้งหมดของฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นที่มีต่อเฟยหลงในตอนนี้จึงมีเพียงความสนใจและต้องการรอดูว่าไท่จื่อแห่งสวรรค์ผู้นี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่…“ลองว่าเป็นแขกผู้มาเยือนออกตัวเลื่อมใสทั้งยังฝากตัวเป็นมิตรกับข้าเช่นนี้คงไม่แคล้วว่าต้องการบางอย่างจากข้า เช่นนั้นแล้วท่านพูดมาตามตรงเถอะว่าต้องการสิ่งใดกันแน่…”พอถูกฮุ่ยเจียงจับทางได้ เฟยหลงก็ไม่คิดปิดบังความต้องการของตนเองอีก ในเมื่อเขาไม่ได้มาร้าย แค่ต้องการขอให้อีกฝ่ายช่วยทำอาวุธให้เท่านั้น“ท่านผู้อาวุโสช่างมองทุกอย่างได้ปรุโปร่งนัก เฟยหลงมาหาท่านเพราะต้องการให้ท่านช่วยสร้างดาบวิเศษจากกรงเล็บของมังกรฟ้าชิงหลงให้ ขอท่านอาวุโสได้โปรดเมตตาเฟยหลงด้วยเถิด…”“หึๆ … เฟยหลง… เจ้ายังเยาว์นัก มิรู้หรือว่าการสร้างอาวุธขึ้นมาสักชิ้นหนึ่งต้องใช้พลังบำเพ็ญมากมายขนาดไหน เช่นนั้นแล้วเจ้ามีสิ่งใดมาแลกเล่า? …. อีกอย่างหนึ่ง… เป็นเจ้าที่ไล่ล่าสังหารสัตว์เทวะที่คุ้มครองดินแดนลับแลแห่งนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าการกระทำของเจ้าจะทำให้เกิดปัญหาใดตามมาบ้าง? ….."เมื่อได้ยินคำถาม เฟยหลงก็แปลกใจนัก เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าสัตว์เทวะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่คอยคุ้มครองดินแดนแห่งนี้ อันที่จริงต้องบอกว่ารู้แต่มิได้ใส่ใจมากกว่า เพราะไม่ได้คิดว่าหน้าที่นี้นั้นสำคัญมาก ดินแดนลับแลแห่งนี้ก็มีเกราะเขตแดนย่อยๆ ที่มีระดับพลังหลากหลายระดับคุ้มครองอยู่แล้ว จึงคิดว่าคงไม่ได้จำเป็นต้องมีใครมาเฝ้าปกปักรักษาอีกแต่เมื่อคิดดูแล้ว เขาเองก็ไม่ใช่คนดีเด่เป็นพ่อพระอะไร ต่อให้รู้แต่ว่าอยากได้ก็ใช่ว่าจะรามือสักหน่อย…แต่รู้ดีว่าหากจะพูดเช่นนั้นออกไปต่อหน้าคนที่เขาต้องการจะใช้ประโยชน์ย่อมต้องไม่เป็นผลดีแน่ จึงได้เลือกจะตอบความออกไปอย่างประหยัดถ้อยประหยัดคำแทน“ปัญหา? …. ขออภัยท่านอาวุโส… เฟยหลงไม่รู้เลย…..”“ถ้าไม่รู้ก็จงรู้ไว้… สัตว์เทวะทั้งสี่มีหน้าที่ปกป้องดินแดนลับแลแทนเทพพฤษาบรรพกาลที่หลับใหลอยู่… ในเมื่อเจ้าสังหารสัตว์เทวะทั้งสี่ไปแล้วเช่นนี้… แปลว่าอีกไม่นานเทพพฤกษาบรรพกาลอ้ายซ่างจื่อซินก็คงจะตื่นจากการหลับใหลเป็นแน่…..”“!!! เทพพฤกษาบรรพกาล อ้ายซ่างจื่อซิน งั้นรึ?!!!”
    ____________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า