รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    การทดสอบต่อหน้าสาธารณชน

            ไป่ฟานเซียนส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายนางปิดหน้าจอของคอมพิวเตอร์พกพาไปอย่างไม่ใส่ใจกลุ่มคนงี่เง่าเหล่านั้นเป็นเวลาเดียวกับที่ฟางเหนียงเปิดประตูเข้ามาในห้องรับรองพร้อมกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง

             

            พวกเขาล้วนสวมเสื้อคลุมทางการในลักษณะคล้ายกันที่หน้าอกมีตราสัญลักษณ์รูปหม้อสีทองประดับอยู่

             

            คนที่เดินนำมาคือชายชราท่าทางจริงจังเขาคือคนที่ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมเมื่อเร็วๆนี้นอกจากตำแหน่งรองประธานสมาคมโอสถแล้วตอนนี้เขายังรับตำแหน่งรักษาการณ์แทนปรมาจารย์ลู่ชิงที่ออกเดินทางยังไม่กลับมาด้วย

             

            “สวัสดีครับปรมาจารย์ไป่ปรมาจารย์เซี่ย เป็นเกียรติของสมาคมโอสถที่พวกท่านมาเยี่ยมเยือนในวันนี้ครับ”

             

            เขาค้อมตัวลงทักทายอย่างไม่ถือตัวตำแหน่งรักษาการณ์และรองประธานของเขาไม่นับเป็นอะไรถ้าเทียบกับสอง “ปรมาจารย์”ที่นั่งอยู่ในห้องนี้

             

            จึงไม่แปลกที่เขาจะปฏิบัติด้วยความสุภาพและเกรงใจ

             

            “ผมชื่อเฉินเต๋อหมิงยินดีที่ได้รู้จักครับ”

             

            “อืม...”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้าเบาๆเหล่าคนที่ตามมาก็เดินมาแนะนำตัวกับนางทีละคน พวกเขาล้วนเป็นตัวตนระดับ“ผู้อาวุโส” ของสมาคมนักปรุงโอสถแห่งนี้ทั้งสิ้นนอกจากคนที่ติดธุระหรือต้องควบคุมงานสัมมนาอยู่ในตอนนี้พวกเขาล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่กันหมด

             

            หนึ่งในนั้นก็คือคนที่ไป่ฟานเซียนรู้จักดีอย่าง“อาจารย์ซุน”หรือซุนหมิงฉวนที่เธอไปฉีกหน้าอีกฝ่ายเสียย่อยยับกลางกระทู้ของเจ้าตัวนั่นเอง

             

            เพียงแต่ทั้งสองคนล้วนจำกันและกันไม่ได้ซุนหมิงฉวนเองก็ไม่คิดหรอกว่า “จักรพรรดินีโอสถ”ที่ทำให้เขาแทบจะกระอักเอาความโกรธออกมาเป็นเลือดนั้นจะเป็นตัวตนอย่างไป่ฟานเซียน

             

            เขาจึงมองไป่ฟานเซียนด้วยความเคารพชื่นชมเหมือนกับผู้อาวุโสคนอื่น

             

            “พวกเจ้ามีธุระอะไรล่ะ?”

             

            ไป่ฟานเซียนเข้าเรื่องเพราะเดิมทีฟางเหนียงก็เพียงเชิญนางมาเป็นแขกในช่วงนี้ระหว่างที่เข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดไม่สะดวกเท่านั้น

             

            “คือว่าพวกเราทราบมาว่าท่านปรมาจารย์ไป่ไม่ใช่นักปรุงโอสถขั้นสี่...”อาวุโสเฉินนั่งลงตรงข้ามแล้วพูดออกมาอย่างลังเล

             

            “อืม...ข้าไม่ใช่”ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับโดยไม่โกหก

             

            นางไม่ใช่นักปรุงโอสถขั้นสี่จริงๆ

             

            “ถ้าอย่างนั้นท่านปรมาจารย์ไป่อยากจะเป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่ไหมครับ?”ชายชราถามอย่างมีความหวัง

             

            “...ไม่สนใจ”

             

            คำตอบของนางกลับทำให้เหล่าผู้อาวุโสในห้องหันขวับมาอย่างหน้าตาตื่นพวกเขามองนางอย่างไม่เข้าใจเพราะการเป็นนักปรุงโอสถขั้นที่สี่มันถือเป็นความฝันของนักปรุงโอสถทุกคนในยุคปัจจุบัน

             

            นักปรุงโอสถขั้นสี่แตกต่างกับขั้นสามอย่างยิ่ง

             

            ในขั้นสามพวกเขายังต้องหวาดกลัวและให้การเคารพตัวตนระดับปรมาจารย์แต่ถ้าสามารถบรรลุเป็นขั้นที่สี่ได้จะกลายเป็นเหล่าปรมาจารย์ต่างหากที่ต้องหันมาเคารพนักปรุงโอสถขั้นสี่!

             

            เพราะอย่าลืมว่านักปรุงโอสถขั้นสี่ก็เป็นตัวตนระดับปรมาจารย์เช่นกัน! เมื่อรวมกับตัวตนของนักปรุงโอสถที่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้ฝึกตนย่อมทำให้เขาแทบจะยืนอยู่จดสูงสุดของยอดพีระมิด

             

            “ทะ...ทำไมล่ะครับ!? ถ้าท่านกลายเป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่จะมีประโยชน์มากมายตามมาเลยนะครับ”อาวุโสเฉินพยายามเกลี้ยกล่อม

             

            ผุ้อาวุโสฟางที่มีใบหน้าใจดีที่สุดนั้นมองท่าทางของไป่ฟานเซียนพลันคิดขึ้นมาได้

             

            “ถ้าท่านปรมาจารย์ไป่กลายเป็นนักปรุงโอสถระดับ4 ท่านจะสามารถอ่านหนังสือระดับสูง รวมถึงเอกสารของสมาคมได้ทุกอย่างเลยนะคะ”

             

            ประโยคนี้ของเธอทำให้ไป่ฟานเซียนชะงักนางหันไปถามฟางเหนียงอย่างประหลาดใจ

             

            “รวมถึงถ้าท่านยอมลงทะเบียนเป็นนักปรุงโอสถของสมาคมท่านสามารถใช้ทรัพยากรทุกอย่างได้อย่างอิสระภายใต้อำนาจของท่านเลยค่ะ”ฟางเหนียงยื่นข้อเสนอ

             

            “ใช่ครับ แล้วถ้าท่านกังวลว่าพวกเราจะเอาเปรียบท่านพวกเราสามารถแต่งตั้งท่านเป็นผู้อาวุโสพิเศษ ท่านไม่จำเป็นต้องทำงานอะไรเพื่อสมาคมเพียงแต่ในบางครั้งแค่ท่านช่วยแบ่งปันความรู้และผลงานวิจัยให้สมาคมบ้างก็พอครับ”  เฉินเต๋อหมิงมอบข้อเสนอที่ไม่ว่าใครก็ยากจะปฏิเสธออกมา

             

            เพราะมันแทบจะหมายความว่านางจะได้รับประโยชน์ไปฝ่ายเดียวเต็มๆ!

             

            แต่ถ้ามาคิดดูดีๆหากสมาคมนักปรุงโอสถประกาศว่ามีนักปรุงโอสถขั้นสี่อยู่ในสมาคมอีกคนหนึ่งมันจะสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้สมาคมได้ขนาดไหน!

             

            ชื่อของนักปรุงโอสถขั้นสี่มันมีอำนาจต่อรองมากมายขนาดนั้นแหละ!

             

            “นายหญิง...เรื่องนี้ไม่มีข้อเสียนะครับ”หวงจื่อหานที่ยืนฟังเรื่องราวอยู่ด้านหลังไป่ฟานเซียนเดินเข้ามาแล้วกระซิบเพื่อออกความเห็น

             

            เพราะตามตรงแม้แต่นายใหญ่ของเขาถังเทียนจี๋ก็มีรายชื่ออยู่ในสมาคมโอสถเช่นกัน

             

            “อืม...เช่นนั้นก็ได้”ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับหลังจากไตร่ตรอง

             

            ความจริงตั้งแต่ที่นางข้ามยุคสมัยนี้มาการมีขุมอำนาจที่ทรงพลังอยู่ฝ่ายตัวเองก็น่าจะทำให้อะไรหลายๆอย่างมันง่ายดายขึ้น

             

            บางทีนางอาจจะได้เบาะแสของตำหนักโอสถเทพธิดาของนางหรือไม่ก็สาเหตุที่วรยุทธ์ในยุคสมัยนี้ถดถอยลงขนาดนี้ผ่านเส้นสายและแหล่งข้อมูลของสมาคมโอสถก็ได้

             

            “ถ้าอย่างนั้นเราจะจัดการทดสอบต่อหน้าสาธารณะชน ผมได้รู้เรื่องจากผู้อาวุโสฟางแล้วระหว่างนี้ถ้าท่านปรมาจารย์ไป่อยากจะอ่านหนังสือเล่มใดก็บอกกับผู้อาวุโสฟางได้หรือท่านจะรอให้หมดช่วงงานสัมมนาก่อนแล้วเข้าไปดูในหอสมุดเองก็ได้เช่นกันครับ”อาวุโสเฉินพูดยาวเหยียดด้วยความรู้สึกยินดี

             

            “ท่านสามารถเลือกเวลาที่ท่านพร้อมได้เลยแล้วผมจะค่อยประกาศต่อหน้าสาธารณะชนทีหลังครับ”

             

            “ข้าต้องทดสอบต่อหน้าสาธารณะชน?”  ไป่ฟานเซียนถามอย่างประหลาดใจ

             

            “ใช่ครับนักปรุงโอสถขั้นสี่แตกต่างจากขั้นหนึ่งถึงสามเพราะในปัจจุบันมีเพียงท่านปรมาจารย์ลู่ชิงคนเดียวที่ไปถึงระดับนั้นจึงไม่มีนักปรุงโอสถระดับสี่คนใดมารับรองให้ท่านได้อีก” อาวุโสเฉินถอนหายใจ

             

            ต่อให้ตอนแรกนางจะบอกว่าเป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่ก็ยังจำเป็นต้องทดสอบอยู่ดี

             

            เพราะไม่งั้นคงจะมีคนมากมายแอบอ้างว่าเป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่นักปรุงโอสถขั้นสามสูงสุดบางคนที่ปรุงโอสถระดับสี่ขั้นต้นได้ก็อาจจะถูกยกยอว่าเป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่ไปแล้วเช่นกัน

             

            “ดังนั้นจึงเกิดพิธีทดสอบขึ้นท่านต้องตอบคำถามจากสาธารณะชนที่มาร่วมในงานจนพวกเขายอมรับ ท่านต้องแสดงพลังในระดับปรมาจารย์ และหลอมเม็ดยาระดับสี่ต่อหน้าสาธารณะชนให้ได้ครับ”

             

            “เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบถ้าท่านพร้อมเมื่อไรค่อยแจ้งให้ตระกูลถังมาบอกผมก็ได้”เฉินเต๋อหมิงอธิบายให้ไป่ฟานเซียนเข้าใจ

             

            ทั้งยังมอบเวลาให้ไป่ฟานเซียนตามสบายอีกต่างหากเพราะเขาเข้าใจดีว่าการทดสอบมันจะต้องยากเย็นแน่ๆ

             

            เขาจึงอยากให้ไป่ฟานเซียนไปเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อนที่จะเริ่มทดสอบเพราะการทดสอบเช่นนี้ใช่ว่าจะสามารถจัดได้บ่อยๆและหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงปรมาจารย์ของไป่ฟานเซียนไปด้วย

             

            “คำถามเกี่ยวกับเรื่องใด?”ไป่ฟานเซียนถามอย่างใจเย็น

             

            “คำถามจะเป็นคำถามเกี่ยวกับการปรุงโอสถในขอบเขตของนักปรุงโอสถขั้นสี่ตอนต้นค่ะ”ผู้อาวุโสฟางเหนียงเป็นคนตอบแทน

             

            “ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่?”ไป่ฟานเซียนหรี่ตาครุ่นคิดขณะที่ถามคำถามนี้

             

            “ค่ะ”ฟางเหนียงพยักหน้ายืนยันอย่างงุนงงอาวุโสเฉินเองก็มองไป่ฟานเซียนอย่างไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน

             

            เพราะคำถามประวัติศาสตร์มันน่าจะง่ายที่สุดไม่ใช่หรือ?

             

            สิ่งที่ควรจะกังวลควรจะเป็นคำถามแนววิเคราะห์หรือคำถามที่ยังไม่รู้คำตอบพวกนั้นเสียมากกว่า

             

             

             

            “เช่นนั้นก็ทดสอบมันวันนี้ไปเลยเถอะ...”

             

            พรวด!

             

            ไป่ฟานเซียนพูดออกมาอย่างสงบขณะที่อาวุโสหลายคนในห้องถึงกับสำลักเครื่องดื่มในมือออกมาโดยไม่ทันตั้งใจ

             

            “เอ่อ...ปรมาจารย์ไป่แน่ใจเหรอครับ?”เฉินเต๋อหมิงพยายามเกลี้ยกล่อม

             

            “...ข้าไม่ค่อยจะมีเวลานักรีบจัดการให้มันจบไปเถิด”

             

             

             

             

             

             

            ตอนเที่ยงวันนั้นข่าวที่น่าเหลือเชื่อก็ถูกประกาศออกมาจากสมาคมโอสถมันเป็นข่าวที่ทำให้ผู้คนที่ได้ยินแตกตื่นอย่างแท้จริง  แม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ในหมู่บ้านใต้เมฆาหรือมาจากด้านนอกยังพยายามดั้นด้นมายังสมาคมโอสถในวันนี้

             

            ไป่ฟานเซียนจะทำการทดสอบต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อเป็นนักปรุงโอสถขั้นที่สี่!

             

            ชื่อไป่ฟานเซียนเป็นชื่อที่พวกเขาได้ยินบ่อยอย่างยิ่งในช่วงนี้ราวกับนางสามารถสร้างเรื่องตื่นตะลึงให้เกิดขึ้นได้ในทุกวันแต่สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนอย่างพวกเขาย่อมไม่รังเกียจเรื่องที่มันน่าสนุกและน่าสนใจเช่นนี้!

             

            ผู้กำกับหวังก็เป็นหนึ่งในนั้น  เขาเตรียมพร้อมทั้งกล้องทั้งไมค์เพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ออกไปในโลกออนไลน์ให้ผู้ฝึกตนที่ไม่ได้มาที่นี่ในวันนี้ได้สัมผัสประสบการณ์เดียวกัน

             

             

            การทดสอบถูจัดให้เริ่มเวลาบ่ายโมงตรงในหอประชุมใหญ่ของสมาคมโอสถการสัมมนาหรือนิทรรศการใดๆที่อยู่ในหอนี้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปด้านนอกชั่วคราวจนหมด

             

            เพราะการทดสอบนี้น่าสนใจกว่าการสัมมนาพวกนั้นไม่รู้กี่เท่า!

             

            เมื่อใกล้จะได้เวลาผู้คนก็มารวมตัวจนเต็มหอประชุมถังเทียนจี๋ที่มารู้เรื่องทีหลังรีบพาเด็กน้อยทั้งสองมาหาถึงหน้าเวทีซึ่งก็ถูกอนุญาตให้เข้าไปอย่างง่ายดายด้วยคำพูดของท่านปรมาจารย์เซี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆรวมถึงไป่ฟานเซียนก็กำลังนั่งอยู่บนโซฟาตรงนั้นอย่างสงบเช่นกัน

             

            เหล่าผู้ชมที่มาดูเรื่องสนุกต่างพูดคุยกันอย่างจ้อกแจ้กจอแจพวกเขาตื่นเต้นกับการทดสอบนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหล่านักปรุงโอสถรุ่นใหม่ที่กระหายความรู้และพึ่งเคยเห็นการทดสอบเช่นนี้เป็นครั้งแรก

             

            เมื่อนาฬิกาเดินมาถึงเลขหนึ่งไฟที่เวทีก็สว่างขึ้น ผู้คนหันไปสนใจชายชราคนหนึ่งที่เดินไปอยู่ตรงกลางเวทีด้วยท่าทางทรงภูมิ

             

            “ยินดีต้อนรับทุกท่าน...การทดสอบต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อเป็นนักปรุงโอสถระดับสี่จะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!”

             

            คนที่พูดก็คือเฉินเต๋อหมิงนั่นเองทันทีที่พูดจบ รูปแบบของเวทีก็เปลี่ยนไป แท่นไม้หรูหรายกสูงก็ปรากฏขึ้นมาจากพื้นขนาดเพียงพอที่คนจะขึ้นไปยืนได้หนึ่งคน  ที่ตรงกลางเองก็ปรากฏพื้นที่ว่างรวมถึงโพเดี้ยมขนาดไม่ใหญ่นักขึ้นมาเช่นเดียวกัน

             

            “ขอเชิญท่านปรมาจารย์ไป่ที่กลางเวทีครับ”

             

            ผู้อาวุโสเฉินก้มตัวอย่างสุภาพทันใดนั้นไป่ฟานเซียนก็ลุกขึ้น นางเดินอย่างสง่างามตรงไปยังเวทีที่ยกสูงแต่แทนที่นางจะอ้อมไปขึ้นบันไดอย่างคนปกติร่างของนางกลับลอยขึ้นเล็กน้อยทุกครั้งที่นางก้าวเดิน

             

            จนราวกับนางกำลังเดินอยู่บนบันไดอากาศ!

             

            ท่าทางอันสูงส่งของนางทำให้คนทั้งห้องประทับใจทั้งยังเป็นการยืนยันต่อหน้าสาธารณะชนได้อย่างดีที่สุดว่านางก้าวข้ามสู่ระดับปรมาจารย์แล้วจริงๆ!

             

            การเดินเหินบนอากาศได้คืออภิสิทธิ์ของปรมาจารย์!

             

            ไม่มีใครในห้องประชุมกล้าสงสัยในระดับพลังของนางอีกแล้วเฉินเต๋อหมิงเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งใจการใช้วิธีนี้พิสูจน์ของท่านปรมาจารย์ไป่ช่วยลดภาระของเขาไปได้มาก

             

            “เช่นนั้นจะทำการทดสอบความรู้ ขอเชิญผู้อาวุโสฟางขึ้นมาบนเวที”

             

            ทันทีที่เขาพูดจบหญิงวัยกลางคนตัวเล็กก็เดินขึ้นมาบนเวที เธอยิ้มอย่างสุภาพทั้งยังหันไปค้อมตัวให้ไป่ฟานเซียนทีหนึ่ง ก่อนจะเดินขึ้นไปบนแท่นที่ยกจนสูงนั้น

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่ฉันจะเริ่มเปิดโอกาสให้สาธารณะชนถามคำถาม ท่านพร้อมหรือยังคะ?”

             

            เมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับอย่างเรียบง่ายฟางเหนียงก็หันไปทางกลุ่มผู้ชม ไมค์ในมือถูกยกขึ้นมาจ่อก่อนจะพูด

             

            “ทุกท่านสามารถถามคำถามจากท่านปรมาจารย์ไป่เกี่ยวกับศาสตร์ของการปรุงโอสถได้คนละหนึ่งคำถามและคำถามทั้งหมดในวันนี้จะไม่เกินสิบคำถามค่ะ”

             

            เมื่อพูดจบก็เกิดเสียงเซ็งแซ่ทันทีผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะเหล่านักปรุงโอสถระดับที่ไม่สูงนักล้วนแย่งกันยกมือทันที

             

            ไมค์ถูกส่งไปให้ผู้ชมคนหนึ่งด้วยการสุ่ม

             

            มันถูกส่งไปให้วัยรุ่นหน้าตาธรรมดาในชุดปรุงโอสถสีขาวที่กำลังทำสีหน้าเหลอหลาเขาเพียงมาดูสถานการณ์ขณะที่กำลังรอไอดอลของตัวเองเท่านั้น ทำให้ต้องหันไปมองหน้าพี่ชายท่าทางเลือดร้อนของตนที่นั่งอ่านกระทู้ในโทรศัพท์อยู่ข้างๆด้วยท่าทางขอความช่วยเหลือ

             

            พวกเขาไม่นึกว่าไมค์จะถูกส่งมาถึงพวกเขาแบบนี้

             

            และเพราะความตื่นเต้นหรือไม่รู้ว่ามีอะไรมาดลใจและอาจจะเพราะสายตาของคนทั้งหอประชุมกำลังกดดันเขาอยู่ ทำให้ชายหนุ่มหัวสมองตื้อขึ้นมากะทันหันจนถามออกไปว่า

             

            “เอ่อ...ท่านปรมาจารย์ไป่รู้จักท่านจักรพรรดินีโอสถไหมครับ?”

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500