“เดี๋ยวก่อน...”
อวี๋จื่ออวี๋พลันรู้สึกใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีราวกับนึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบเอ่ยถามอย่างร้อนรน
“เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้มันทะลวงผ่านระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองไปได้อย่างไร้ร่องรอยรึ?ตามหลักแล้ว แม้ว่ามันจะมีความสามารถในการปกปิดพลังวิญญาณได้แต่คลื่นพลังวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นเมื่อทะลวงผ่านระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองนั้นไม่ใช่สิ่งที่ปิดบังได้เลยไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ทราบค่ะ”
ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าสีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
“มันปรากฏตัวออกมาก็อยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองแล้วอีกทั้งค่าพลังวิญญาณสูงสุดยังสูงถึงหนึ่งแสนสองหมื่นหน่วยซึ่งนับว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่ง”
“เอาเถอะ”
อวี๋จื่ออวี๋เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเลิกตามคำถามนั้น และเปลี่ยนไปถามว่า “ตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ตามรายงานล่าสุด สัตว์ป่ากลายพันธุ์รหัส 'ตะขาบเงิน' ตัวนี้ยังคงวนเวียนอยู่บริเวณเหมืองหินวิญญาณค่ะ”
“หืม...พวกมนุษย์ยังจัดการมันไม่ได้อีกหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกประหลาดใจและไม่เชื่อเล็กน้อย
ตั้งแต่เมื่อใดกันที่มนุษย์ทำงานล่าช้าขนาดนี้?
สัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองแม้จะน่าสะพรึงกลัว แต่ก็ไม่น่าจะต้านทานอาวุธล้ำสมัยของมนุษย์ได้นาน
ไม่ต้องพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์เพียงแค่อาวุธบางประเภทที่อวี๋จื่ออวี๋รู้จักมันก็น่าจะสามารถปราบสัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับภัยพิบัติตัวนี้ได้แล้ว
ส่วนเรื่องการป้องกันของตะขาบเงินนั้นพูดตามตรง ไม่ว่าการป้องกันจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้ามนุษย์มันก็เป็นเพียงเป้านิ่งให้โจมตีเท่านั้น
สิ่งที่สามารถคุกคามมนุษย์ได้อย่างแท้จริงคือความเร็วจนน่าสะพรึงกลัวเท่านั้น...
ท้ายที่สุดแล้ว การป้องกันสูงเพียงใดหากหนีไม่พ้น มันก็เท่านั้น
แต่หากมีความเร็วสูงย่อมสามารถทำให้มนุษย์ต้องเกรงกลัวและไม่กล้าลงมือโดยพลการได้
“ยังจัดการไม่ได้เลยค่ะ”
ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วมองอวี๋จื่ออวี๋ พร้อมอธิบายอย่างกระตือรือร้นว่า
“การปรากฏตัวของตะขาบเงินเกิดขึ้นกะทันหันเกินไปทำให้สหพันธรัฐไม่สามารถเตรียมพร้อมได้ทันท่วงที และที่สำคัญที่สุดคือนี่เป็นสัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับภัยพิบัติตัวแรกที่ปรากฏในแผ่นดินใหญ่ของสหพันธรัฐพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวของมันได้พลิกผันความเข้าใจของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง”
“เป็นเช่นนั้นเองหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋เงียบไปเล็กน้อย
ภูมิศาสตร์แผ่นดินใหญ่และมหาสมุทรมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตามที่อวี๋จื่ออวี๋คาดเดาสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในทะเลส่วนใหญ่มักมีขนาดร่างกายมหึมา
แต่บนแผ่นดินใหญ่แตกต่างออกไปขนาดไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ส่วนใหญ่
ทว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่มีขนาดเพียงยี่สิบกว่าเมตรกลับมีพลังถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองนี่จึงเป็นเรื่องที่สร้างความตกตะลึงแก่อวี๋จื่ออวี๋ไม่น้อย
“หึหึ ชิงเอ๋อร์เจ้าคิดว่าข้ามีโอกาสชนะหรือไม่ หากต้องสู้กับตะขาบเงินตัวนั้น?”
อวี๋จื่ออวี๋ครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยคำถามที่ละเอียดอ่อนออกมา
“เอ่อ...”
ชิงเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก็เงียบไปพักใหญ่ แต่ไม่นานนักเมื่อนึกถึงผลการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยพลังวิญญาณเกี่ยวกับตะขาบเงินเธอก็เอ่ยอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า “ถ้านายท่านต้านทานหมอกพิษของมันได้น่าจะมีโอกาสค่ะ”
“หมอกพิษหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำแผ่วเบาในใจสั่นไหวเล็กน้อย
แน่นอนว่า หากเขาต้านทานหมอกพิษไม่ได้แค่หมอกพิษเพียงครั้งเดียว พิษร้ายก็สามารถลามไปตามกิ่งก้านและรากไม้จนกัดกินทำลายร่างหลักของเขา
ถึงตอนนั้นต่อให้รากแขนงของเขายาวเป็นพันเมตร เปี่ยมด้วยพลังมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
หากต้องดับสูญ คงไม่มีทางเลี่ยง
นอกจากหมอกพิษแล้วเปลวเพลิงก็ยังเป็นสิ่งที่ข่มพลังของเขาได้โดยธรรมชาติด้วย
แม้ว่าไฟธรรมดาจะทำอะไรไม่ได้แต่เปลวเพลิงที่พวยพุ่งจากสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ จะเป็นเพียงไฟธรรมดาได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ อวี๋จื่ออวี๋ก็ยิ่งหนักใจ
แม้เขาจะแข็งแกร่งแต่ดูเหมือนจะอ่อนแอเมื่อต้องรับมือกับการจู่โจมบางประเภท
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจและเลิกคิดเรื่องเหล่านี้
เขายังมีข้อดีประการหนึ่ง คือใจกว้างพอ
คิดไม่ออกก็เลิกคิด ทำไม่ได้ก็เลิกทำ
และตอนนี้เขาต้องยอมรับว่าเขาอ่อนแอเมื่อต้องรับมือกับพลังบางสาย
ทว่า ในขณะนั้นเองอวี๋จื่ออวี๋ไม่ทันสังเกตเห็นว่าดวงตาของชิงเอ๋อร์ที่อยู่ไม่ไกลจากเขาพลันเปล่งประกายราวกับได้ตัดสินใจเรื่องบางอย่างลงไปแล้ว
......
ศูนย์วิจัยพลังวิญญาณ หมายเลขหนึ่ง
ในฐานะที่เป็นสถาบันวิจัยแห่งแรกของสหพันธรัฐสถานะของที่นี่จึงไม่มีข้อกังขาใดๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้สถาบันวิจัยพลังวิญญาณแห่งนี้เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือตำแหน่ง 'สามยอดอัจฉริยะ' ที่ประกอบด้วยชายหนุ่มสองคนและหญิงสาวหนึ่งคน
และเหอหลิงเอ๋อร์ ก็คือหนึ่งในนั้นผู้ซึ่งได้รับฉายาว่า 'ธิดาเพลิง' - หญิงสาวผู้โลดแล่นอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง
ทว่าในเวลานี้ หญิงสาวผู้ถูกขนานนามว่า 'ยอดอัจฉริยะ' กลับค่อยๆ ลืมตาขึ้นบนเตียงนอน
“วูบ...”
ประกายแสงสีแดงวาบผ่านดวงตาคู่นั้นไอความร้อนระอุแผ่ซ่านออกมา
เธอทอดสายตามองผมยาวสีเพลิงที่สะท้อนอยู่ในกระจกเบื้องหน้าพลางใช้มือขวาสางผมที่ยุ่งเหยิงอย่างแผ่วเบา
จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของศูนย์วิจัยพลังวิญญาณ
ไม่นานนักเหอหลิงเอ๋อร์ก็มาถึงห้องพักแห่งหนึ่ง
เธอมองไปยังบานหน้าต่างไม้แกะสลักที่มีแสงไปส่องลอดออกมาเล็กน้อยแล้วก็กระแอมไอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ศาสตราจารย์คะหนูอยากไปที่เหมืองหินวิญญาณค่ะ”
ไม่มีเสียงตอบรับ ราวกับไม่มีใครอยู่เลย
เหอหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้าสีหน้าฉายแววจำนนเล็กน้อย แล้วก็หันหลังกลับอย่างช้าๆ
แต่ทันทีที่เธอหันหลังเตรียมจะจากไปเสียงแหบแห้งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเธอ
“ยัยหนูจอมซน จะไปยุ่งเรื่องนั้นทำไมกัน?”
เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเอ็นดู และเสริมว่า“ถ้าเธอสนใจตะขาบเงิน วันหน้าพอจับได้แล้ว ฉันจะพาไปดูเอง”
“จับมันเหรอคะ?”
เหอหลิงเอ๋อร์ชะงักงันไปเล็กน้อย
“ใช่ จับเป็นถ้าไม่ใช่เพราะต้องการจับมันตัวเป็นๆ เธอคิดว่ามันจะอาละวาดได้นานขนาดนี้เหรอ?”
“เอ่อ....”
เหอหลิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่งไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี
ในเวลานั้นเจ้าของเสียงแหบแห้งราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ พลันเตือนว่า“เธอตั้งใจฝึกฝนไปก่อนเถอะ เรื่องทรัพยากรหินวิญญาณของเธอฉันจัดเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เหอหลิงเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ แล้วค่อยๆหันกลับไปมองยังห้องพักที่อยู่ไม่ไกล พร้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“ศาสตราจารย์คะทำไมตะขาบเงินตัวนั้นถึงโผล่มากะทันหัน ตามหลักการแล้วเมื่อสัตว์ป่ากลายพันธุ์วิวัฒนาการ มันจะก่อเกิดคลื่นพลังวิญญาณมหาศาลเราน่าจะตรวจจับได้ไม่ใช่เหรอคะ?”
“คำถามนี้ตอบไม่ยากเลยมีเหตุผลอยู่สองข้อเท่านั้นประการแรกคือตะขาบเงินตัวนี้มีความสามารถในการซ่อนเร้นพลังของตัวเองสัตว์ย่อมมีสัญชาตญาณในการปกปิดกลิ่นอาย และประการที่สองอาจเป็นเพราะเขตปิดกั้นพลังวิญญาณในเหมืองหินวิญญาณนั่นเอง”