ตำนานกษัตรีแห่งเวอร์เทมแบร์ก Legend of Ava

    บทที่ 44 หมอกพิษ

            บทที่ 44

            หมอกพิษ

             

            อ๊า...เสียงครวญครางชวนสยิวของชายหญิงคู่หนึ่งดังสนั่นกลางความมืด

            ร่างของครีโม่นั่งชันเข่าแผ่นหลังผิงต้นไม้นัยน์ตายิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อมองไปยังร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่กำลังนั่งทับอยู่บนตัวของเขา“เร็วขึ้นอีกหน่อยสิ”

            หญิงสาวเม้มปากและประกบลงไปราวกับต้องการให้อีกฝายหยุดพูดพร้อมกันนั้นสะโพกของเธอยกสูง กระแทกลงไปแต่ละครั้งรุนแรงและเสียงดังนานาคร่อมประสานราวกับครี่โม่เป็นม้าตัวหนึ่งให้เธอควบขี่เสียงประสานของเนื้อแนบเนื้อดังขึ้นประสานกับเสียงครวญครางของคนทั้งสองที่ดังขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นกรีดร้องแหวกความมืดก่อนที่ทั้งคู่จะสงบลงร่างของทั้งสองคนประสานแผ่ราบไปกับพื้นเป็นหนึ่งเดียวกัน

            ศีรษะของนานาแนบหน้าไปที่อกของอีกฝ่ายและพูดขึ้น “เป็นอะไรไปทำไมวันนี้ถึงรุนแรงนักละ”

            “พวกเราติดอยู่ที่นี่มาหลายสิบวันแล้วนะ”

            หญิงสาวยังคงพูดปลอบใจ“ไม่เห็นต้องรีบร้อน ในด่านที่2อัจฉริยะตระกูลแอคนัสตายเพราะความเย่อหยิ่งส่วนผู้มีพรสวรรค์ของตระกูลอีนิกม่าก็ติดอยู่ในด่าน2เพราะความโง่ พวกเราคือกลุ่มนำ...ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงเลย”

            “หากรู้ว่าด่านที่3จำเป็นต้องมีเหยื่อล่อ ฉันคงไม่ทิ้งมันไว้ในด่านที่2แน่” ครีโม่พูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย

            “ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหาทางมายังด่านที่3ได้สำเร็จ”นานาพูดพร้อมกับใช้ปลายนิ้วลูบสัมผัสแผ่นอกของชายหนุ่ม

            “เธอเองก็รู้แค่ออร่าเพียงอย่างเดียวหยุดการเคลื่อนไหวของซาลาแมนเดอร์ไม่ได้หรอกนะ”

            “แต่ว่าพี่สาวของคุณก็ยังอยู่ในด่านที่2ไม่ใช่เหรอ บางทีเธออาจเลือกเส้นทางเวทมนตร์ก็ได้”

            “ขยะอย่างเอวาลีนเนี้ยนะแค่บอกว่าเธออยู่สถานที่เดียวกับพวกเรา ฉันยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย”

            “ถ้าพวกนั้นมาถึงบททดสอบที่3ได้ก็ถือว่าเป็นโชคของเรา แต่ถ้าไม่...เราก็ต้องหาวิธีใหม่ฉันไม่เชื่อว่าหมอกพิษจะซ่อนเอียแห่งอาเธรินได้ไปตลอด” พูดจบนานายกศีรษะขึ้นมามองครีโม่ ใบหน้าสื่อถึงความเย้ายวนทางอารมณ์ ดึงดูดอีกฝ่าย

            เสน่ห์ที่ไม่อาจหันหน้าหนีได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของครีโม่เขารีบพลิกร่างไปอยู่ด้านบนและครั้งนี้เป็นเขาที่ควบคุมจังหวะบ้าง

             

            ....

             

            ภายในบททดสอบที่สองเบื้องหน้าสะพานหิน เปลือกตาของเอวาค่อยๆเปิดขึ้น เธอได้ตื่นจากการจำศีลแล้วครั้งนี้เธอหลับไปนานถึงสิบห้าวันเต็มหญิงสาวสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของมานาในร่างกายรับรู้ถึงอัตลักษณ์ที่เพิ่มเข้ามาในตัว 

            เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอเดินข้ามสะพานหินไปยังตำแหน่งของพอร์ทัล หลังจากที่พอร์ทัลเคลื่อนย้ายทำงานเสียงของประกาศได้ดังขึ้น

            [ยินดีด้วยคุณได้ผ่านบททดสอบที่สอง ในบททดสอบที่สามขอให้ผู้ท้าชิงตามหาเอียแห่งอาเธรินที่ซ่อนอยู่ในทะเลหมอกให้สำเร็จ]

            “บททดสอบด่านที่สามเป็นการหาสมบัติแบบนี้ก็เข้าทางคุณนกฮูกเลยสินะ ว่าแต่เอียแห่งอาเธรินมีรูปร่างอย่างไรคุณนกฮูกรู้มั้ย??”

            นกฮูกน้อยคิดครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายขึ้น “เอียแห่งอาเธรินเป็นต่างหูที่สร้างขึ้นจากร่างของอาเธริน นางพญาแห่งพิษร้ายต่างหูข้างซ้ายเป็นรูปงูตั้งแต่หัวถึงกลางลำตัวส่วนด้านขวาตั้งแต่ลำตัวจนถึงปลายหาง”

             

            ระหว่างที่ถามข้อมูลเอวาเดินลึกเข้ามา ซึ่งเบื้องหน้าปรากฏเป็นผืนป่ากว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุดยิ่งมองออกไปเห็นเพียงต้นไม้ใหญ่จำนวนมากจำกัดทัศนียภาพในการมองเห็น ก้าวเดินเข้ามาเรื่อยๆเจ้านกฮูกก็หยุดบินทำให้เอวาที่ตามอยู่ด้านหลังหยุดเท้าไปด้วย

            “มีอะไรเหรอ??”

            “ดูเหมือนว่าทะเลหมอกที่ซ่อนเอียแห่งอาเธรินเอาไว้ จะเป็นหมอกพิษนะสิ เดินไปข้างหน้าไม่ถึงร้อยก้าวก็จะเข้าสู่อาณาเขตหมอกพิษแล้วเจ้าพร้อมหรือไม่?”

            “ถ้าใช้มานาผนึกเส้นทางเข้าออกของลมหายใจเอาไว้พิษจากอากาศก็ไม่สามารถเข้าสู่ร่างได้ใช่มั้ยเหมือนกับหน้ากากกันแก๊สพิษอะไรแบบนั้น” เอวาคิดถึงวิธี

            “เดิมทีก็ต้องเป็นแบบนั้นเหมือนกับการกลั้นลมหายใจและตามหาสมบัติในป่าที่กว้างใหญ่ หลังจากที่ร่างกายทนไม่ไหวก็ต้องรีบออกมาจากเขตของหมอกพิษเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเพียงแต่ว่าเหมือนกับบททดสอบนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ”

            ได้ยินแบบนั้นเอวาเกิดความสงสัย“เพื่อฉันโดยเฉพาะ หมายความว่าอย่างไร??”

            “สำหรับคนทั่วไปก็ต้องใช้วิธีที่อย่างที่ข้าบอกไปแต่สำหรับเจ้า...เจ้าใช้เพลิงศักดิ์สิทธิ์ทำลายหมอกพิษได้ เหมือนอย่างเช่นน้ำที่ดับไฟ ไฟที่เผาไม้ ไม้ที่ดูดซับน้ำ น้ำที่เสริมส่งสายฟ้า เช่นเดียวกันหมอกพิษไม่สามารถต่อต้านไฟศักดิ์สิทธิ์ได้”

            ฟังเช่นนั้นเอวาเริ่มที่จะเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้สร้างสุสานแห่งนี้

            “เพราะแบบนี้เองสินะถึงไม่เคยมีใครเคยผ่านบททดสอบของสุสานเรียลเวอร์ซัสมาก่อน เพราะหากไม่กลั่นมานาในด่านที่หนึ่งก็จะไม่สามารถใช้ดาบเวทย์สู้กับซาลาแมนเดอร์ในบททดสอบที่สองได้ และหากไม่มีแก่นเวทย์ของซาลาเมนเดอร์ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถชำระล้างหมอกพิษของบททดสอบที่สามได้ หากไม่ได้เคลียร์เงื่อนไขตั้งแต่แรกต่อให้มาถึงด่านที่สามก็ไม่สามารถไปยังบททดสอบที่สี่ได้ถ้าเกิดติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกความเป็นไปได้ที่จะพิชิตสุสานแห่งนี้ก็เท่ากับศูนย์”

     

    คล้ายกับเรื่องตำนานกษัตรีแห่งเวอร์เทมแบร์ก Legend of Ava ที่คุณอ่าน