ลุงคมผู้ที่เป็สัปเหร่อของวัดกำลังทำความสะอาดศาลาเพื่อเตรียมไว้ให้กับผู้ที่มาติดต่อที่จะนำศพมาตั้งสวดบำเพ็ญกุศล 3 วัน 2 คืน ในขณะที่ลุงคมกำลังทำความสะอาดศาลาอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีไอ้จ้อยเด็กในหมู่บ้านที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่แม่พามาฝากไว้กับหลวงตาเ้าอาวาสเพื่อจะให้บวชเรียน เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน มีอาชีพทำไร่ทำนา รับจ้างทั่วไป ไอ้จ้อยมีรูปร่างผอมแห้งตามประสาเด็กบ้านนอก ผิวดำคล้ำเดินตรงเข้ามายังศาลาที่ลุงคมกำลังทำความสะอาด ไอ้จ้อยที่ได้เห็นลุงคมนั้นก็รู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะิัของลุงคมที่เป็สัปเหร่อนั้นนอกจากจะเหี่ยวตามอายุของคนที่มีอายุราว 60-70 ปี แล้วยังเต็มไปด้วยอักขระเลขยันต์ั้แ่คอไปจนถึงขา หรือแทบจะทุกส่วนเลยก็ว่าได้ พร้อมกับใส่ชุดพื้นเมืองคาดเอวด้วยผ้าขาวม้าสีแดง สวมแว่นตาทรงกลม ในมือของลุงคมก็มีมวนยาเส้นที่ติดไฟสีแดงอยู่ ไอ้จ้อยยืนมองอยู่นานก็สะดุ้งน้ำเสียงของคนแก่ที่แหบแห้งว่า
“นี่ ไอ้หนูเอ็งเป็ใครมาจากไหน แล้วมาทำอะไรที่นี่”
ไอ้จ้อยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “สวัสดีครับลุงผมชื่อจ้อยครับ ผมจะมาบวชเรียนแม่เลยให้ผมมาอยู่วัดช่วยหลวงพ่อครับ”
“แล้วเอ็งมาทำอะไรที่นี่ล่ะ”
“หลวงพ่อให้ผมมาช่วยลุงทำความสะอาดศาลาครับ”
“งั้นไปหยิบผ้าเช็ดโต๊ะมา”
“ครับลุง”
ไอ้จ้อยเดินไปหยิบเศษผ้าที่อยู่ในถังเหล็กข้าง ๆ ประตู แล้วมาเช็ดที่โต๊ะข้าง ๆ ลุงคม ลุงคมเงยหน้ามองไอ้จ้อยพร้อมกับขยับแว่นตาเล็กน้อยแล้วถามว่า
“เอ็งมาเป็เด็กวัดเอ็งไม่กลัวผีเหรอวะ”
“ก็กลัวอยู่ครับลุง”
“กลางค่ำกลางคืนได้ยินเสียงแปลก ๆ ก็อย่าขานรับล่ะ เดี๋ยวเอ็งจะเจอดี”
“โถ่ลุง พูดแบบนี้ผมก็กลัวนะ”
ทันใดนั้นเสียงระฆังทำวัดเย็นก็ดังขึ้นทำให้ไอ้จ้อยสะดุ้ง ขนลุกไปทั้งตัว
“เอาละ เอ็งไปทำวัดเย็นซะก่อนแล้วค่อยกลับมาช่วยข้า”
ไอ้จ้อยผู้ที่เป็เด็กวัดคนใหม่ก็ได้พยักหน้า พร้อมกับนำเศษผ้าไปไว้ที่เดิม พอทำวัดเย็นเสร็จแล้วราว ๆ หนึ่งทุ่มได้หลวงพ่อก็พาไอ้จ้อยไปดูห้องนอน แล้วบอกให้อยู่ช่วยลุงคมเพราะแกอายุมากแล้ว อีกอย่างลุงคมก็เป็ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ที่วัดนี้มานาน อาจจะแนะนำอะไรได้บ้าง จากนั้นไอ้จ้อยก็เดินกลับมายังศาลาที่อยู่ข้างเมรุตามคำที่ได้ให้ไว้กับลุงคม พร้อมกับถังน้ำใบใหม่ที่ใส่น้ำเกือบจะล้น ไอ้จ้อยยกมาด้วยความทุลักทุเล และมองไปที่ใบหน้าลุงคมก็รู้สึกแปลกใจที่ใบหน้าของลุงคมเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ไม่ค่อยยิ้มแต่ตอนนี้ยิ้มแย้มร่าเริงผิดปกติ ไม่ใส่แว่นตา ลุงคมเมื่อได้เห็นหุ่น น้อย ๆ บาง ๆ ที่เห็นซี่โครงได้อย่างชัดเจนของไอ้จ้อยก็อดหัวเราะไม่ได้
“นี่ เอ็งไม่ต้องใส่น้ำมาเต็มซะขนาดนี้ก็ได้”
ไอ้จ้อยก็ช่วยลุงคมทำความสะอาดต่อไปจวนเวลาจะได้ประมาณ 3 ทุ่ม ภาพที่ไอ้จ้อยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็มีแค่พวกเขาสองคนที่กำลังทำความสะอาดอยู่ แสงไฟที่สลัวก็สาดส่องไปยังเมรุเผาศพ นอกจากพวกเขาแล้วก็มีหมาวัดตัวเล็กใหญ่ที่นอนเฝ้าอยู่หน้าศาลา บรรยากาศในชนบทนั้นเมื่อเวลายิ่งดึกบรรยากาศก็ยิ่งเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงเหล่าแมลงพากันร้องเสียงดังเซ็งแซ่ พร้อมกับเวลาที่ยิ่งดึกยิ่งหนาว ไอ้จ้อยที่มีเพียงเสื้อกล้ามบาง ๆ จนเห็นเนื้อหนังข้างในที่ผอมแห้ง มองผ่านไปผ่านมาก็เจอแต่ป้ายชื่อและโกศอัฐิของคนตายก็ยิ่งััถึงความเย็นะเืจนขนลุกขนชัน ไอ้จ้อยก็เหลือบไปเห็นหุ่นตุ๊กตานางรำที่ห่มสไบสีเขียวที่วางอยู่บนโต๊ะข้างบนเมรุที่มีสภาพข้อมือด้านซ้ายหัก และมี แววตาที่เหมือนกับกำลังจ้องมองมาที่เขา ไอ้จ้อยจึงเอ่ยปากถามลุงคมไปว่า
“นี่ลุง นั่นมันตุ๊กตาอะไรเนี่ย ยิ่งดูยิ่งขนลุกซะจริง ๆ เหมือนมันกำลังจ้องมาที่ผม” ลุงคมที่กำลังสูบยาเส้นอยู่ก็เงยหน้าแล้วพ่นควันสีขาวออกมาจากปากพร้อมกับพูดตอบแบบไม่มองหน้าว่า
“เอ็งอย่าไปยุ่งมันเข้าล่ะ ถือว่าข้าเตือนเอ็งแล้วนะ”
“ทำไมล่ะลุง”
“เชื่อข้า อย่าไปสอดรู้สอดเห็นให้มันมาก เดี๋ยวเอ็งจะเจอดี”
ไอ้จ้อยก็ได้แต่พยักหน้าพร้อมกับความสงสัยแล้วช่วยลุงคมทำความสะอาดศาลาต่อไปจนใกล้จะเสร็จเสร็จลุงคมก็เอ่ยขึ้นว่า
“ไอ้จ้อย ตุ๊กตาที่เอ็งเห็นนะ เขาเรียกว่าตุ๊กตานางรำ”
“ทำไมข้อมือมันหักล่ะลุง แล้วเขาเอามาทิ้งทำไมตรงนี้”
“ก็มันเป็ตุ๊กตานางรำผีสิงยังไงล่ะ ฮะฮะฮ่า”
ไอ้จ้อยที่ได้ฟังคำที่ออกจากปากลุงคมพร้อมกับน้ำเสียงคนแก่ที่แหบแห้งยิ่งขนลุกซู่ จู่ ๆ แจกันดอกไม้ก็หล่นลงพื้น
ไอ้จ้อยก็สะดุ้งโหยงแล้วะโกอดลุงคมอย่างแน่น
“ไอ้จ้อย เอ็งเป็อะไรของเอ็งวะ ถ้าจะกอดข้าขนาดนี้สิงข้าเลยดีกว่า”
“ขอโทษครับลุง ก็คนมันกลัวนี่นา”
“ไม่มีอะไรหรอก สงสัยแมวมันเดินชนก็เลยร่วงนะ”
ไอ้จ้อยก็ปล่อยมือที่ะโกอดลุงคมออก แล้วถามต่อว่า
“เออลุง ลุงเคยเห็นผีนางรำไหม”
ไอ้จ้อยเอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสาพร้อมกับความสงสัย
“เคยสิวะ ข้าเห็นจริง ๆ กับตาเลย เอ็งอยากฟังข้าเล่าไหมล่ะ”
“อยากสิลุง เอาแบบหลอน ๆ เลยนะ ผมว่าน่าจะตื่นเต้นดี”
“งั้นเอ็งก็เอาเก้าอี้มาสิ มานั่งข้างข้านี่ เดี๋ยวข้าจะเล่าให้เอ็งฟังว่า หลอนพอสำหรับเอ็งไหม”
ไอ้จ้อยที่ได้ฟังดังนั้นก็รีบลากเก้าอี้เหล็กสี่ขามานั่งกับลุงคมที่โต๊ะไม้ในศาลา แสงไฟสีเหลืองจากโคมไฟดวงเดียวทั้งศาลาก็สาดส่องลงตรงกลางโต๊ะที่ลุงคมกับไอ้จ้อยนั่ง พร้อมกับบรรยากาศที่น่าขนลุก
“เอาล่ะ เอ็งต้องตั้งใจฟังนะ ความน่ากลัวของตุ๊กตาที่เอ็งเห็น ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของเื่ที่ข้าจะเล่าเลย ฮะฮะฮ่า”