สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 31 ข้าไม่ยินยอม!

    ณ ตอนนี้ หลี่ซวนกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง...


    'รากวิญญาณของข้ามีสี่ธาตุ การที่การฝึกฝนดูติดขัดในบางช่วง คงเป็นเพราะสาเหตุนี้เองสินะ เท่าที่ฟังดู ผู้มีรากวิญญาณสี่ธาตุจะต้องดูดซับไอวิญญาณมากกว่าคนทั่วไป แถมยังต้องใช้ทรัพยากรในการบำเพ็ญมหาศาล... หากเป็นเพียงเท่านี้ ข้าก็ยังพอยอมรับได้'


    'แต่เหตุใด... ผู้อาวุโสผู้นั้นจึงตรวจพบว่าข้ามีห้วงวิญญาณเพียงสามสิบจั้งกัน?'


    หลี่ซวนเพ่งสมาธิ ตรวจสอบห้วงความคิดภายในจิต ภาพห้วงวิญญาณขนาดกว้างใหญ่ถึงห้าสิบจั้งอันเต็มไปด้วยไอวิญญาณหนาแน่นยังคงประจักษ์ชัด เขามั่นใจว่าตนเองไม่มีทางจำผิดพลาดอย่างแน่นอน


    เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเอ่ยปากถาม "ผู้อาวุโสขอรับ... พอจะบอกเล่าเรื่องห้วงวิญญาณให้ข้าน้อยฟังเพิ่มเติมได้หรือไม่ขอรับ"


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงได้ยินดังนั้น ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน "ข้าขี้เกียจอธิบาย... เอาเถอะ ถึงอย่างไรแม้เจ้าจะก้าวข้ามขั้นแก่นวิญญาณได้ยาก แต่หากมีวาสนา ระดับฐานวิญญาณเช่นข้า เจ้าก็พอจะมีหวังอยู่บ้าง... อ๊ะ รับไปเสีย"


    กล่าวจบ เจิ้นผิงก็หยิบแผ่นป้ายสองแผ่นวางลงบนโต๊ะไม้


    แผ่นหนึ่งสลักไว้ว่า 'ศิษย์นอก สำนักเฟิงหยวน' ส่วนอีกแผ่นสลักว่า 'ที่พำนักที่ยี่สิบห้า ศิษย์นอก'


    หลี่ซวนเห็นดังนั้นก็เผยรอยิ้มยินดี "เช่นนั้น... แสดงว่าผู้อาวุโสรับข้าเข้าเป็นศิษย์ของสำนักแล้วใช่หรือไม่ขอรับ"


    "อืม..." ผู้อาวุโสเจิ้นผิงพยักหน้ารับเบา ๆ "นำป้ายศิษย์ไปแลกชุดศิษย์และรับตำรากฎของสำนักเสีย ป้ายนี้ยังใช้เข้าออกหอตำราชั้นหนึ่งได้ ภายในมีทั้งวิชายุทธ์พื้นฐานและข้อมูลเกี่ยวกับโลกผู้บำเพ็ญ เจ้าสามารถเข้าได้วันละสองชั่วยาม... ส่วนป้ายอีกแผ่นเป็นป้ายประจำห้องพักของศิษย์นอก หากต้องการถ้ำพำนักระดับสูงขึ้นไป เจ้าต้องจ่ายด้วยหินวิญญาณหรือผลึกวิญญาณเอาเอง หากมีเรื่องใดไม่เข้าใจ ก็ไปสอบถามจากศิษย์คนอื่นเอาเถิด"


    กล่าวจบ เจิ้นผิงก็ใช้นิ้วชี้สะบัดดีดเหรียญโลหะบนโต๊ะเบา ๆ เหรียญนั้นพลันพุ่งทะยานออกไปตามทางเดินบนภูเขาอย่างแม่นยำและรวดเร็ว!


    หลี่ซวนเห็นภาพตรงหน้าก็อดตกตะลึงไม่ได้... เพียงแค่สะบัดนิ้วดีดเหรียญเบา ๆ กลับควบคุมให้มันพุ่งไปได้ไกลและแม่นยำถึงเพียงนี้ นี่หรือคือพลังของผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณ!


    ใช้เวลาไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็รีบวิ่งลงมาจากยอดเขาตามทิศทางของเหรียญ


    "ผู้อาวุโสเจิ้น ผู้น้อยมาแล้วขอรับ"


    ชายหนุ่มผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าคนธรรมดาอยู่เล็กน้อย สวมชุดศิษย์สีฟ้า ผมยาวสีดำถูกมัดรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ชายผู้นี้มีนามว่า จางเหว่ย


    เพียงแรกเห็น หลี่ซวนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่าย คนผู้นี้ต้องเป็นผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายอย่างแน่นอน


    ผู้อาวุโสเจิ้นผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เจ้าพาเด็กคนนี้ไปทำความรู้จักกับสำนักเสีย"


    "ขอรับ" จางเหว่ยประสานมือรับคำ ก่อนจะหันมาทางหลี่ซวน "สหาย เจ้าชื่ออันใดหรือ"


    หลี่ซวนประสานมือคารวะตอบ "ข้าน้อยนามว่าหลี่ซวน ไม่ทราบว่านามของท่านคือ..."


    "ข้าแซ่จาง นามว่าจางเหว่ย มาเถิด... ข้าจะพาเจ้าเดินชมสำนักเอง"


    หลี่ซวนพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามจางเหว่ยขึ้นสู่ยอดเขา และเมื่อก้าวขึ้นมาถึงด้านบน ภาพเบื้องหน้าก็ทำเอาเขาถึงกับหยุดนิ่งไปทันที...


    สะพานหินขนาดมหึมาหลายสายพาดผ่านละอองหมอก เชื่อมต่อยอดเขายิ่งใหญ่ทั้งห้าเข้าด้วยกัน แต่ละยอดเขาเต็มไปด้วยตำหนักงดงาม อาคารสูงตระหง่าน และลานฝึกยุทธ์อันกว้างใหญ่ บนท้องฟ้ามีศิษย์หลายคนกำลังเหยียบกระบี่บินผ่านไปมาอย่างอิสระ ทุกครั้งที่พวกเขาเหาะผ่าน ศิษย์เบื้องล่างต่างพากันหยุดและโค้งคารวะด้วยความเคารพ


    เหล่าศิษย์นอกของสำนักเฟิงหยวนนับหลายพันคนต่างสวมชุดศิษย์เดินขวักไขว่ไปทั่วทั้งห้ายอดเขา เมื่อหลี่ซวนมองลอดสายหมอกลงไปเบื้องล่าง ก็เห็นทิวเขานับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่ไกลสุดสายตา... ภาพตรงหน้าช่างงดงามราวกับดินแดนแห่งเซียน เปิดโลกทัศน์ของเขาอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน


    หลี่ซวนยืนตะลึงมองอยู่ครู่ใหญ่ จางเหว่ยเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ


    "ระวังตกเขาเสียล่ะ... ดูท่าแล้ว เจ้าคงเพิ่งเคยเห็นสถานที่เช่นนี้เป็นครั้งแรกสินะ ไม่แปลกหรอก ตอนข้าเข้ามาใหม่ ๆ ก็ยืนตะลึงอยู่เกือบครึ่งวันเหมือนกัน ถือว่าสำนักเฟิงหยวนของพวกเราไม่ธรรมดาจริง ๆ"


    หลี่ซวนพยักหน้ารับ พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ศิษย์จำนวนมากกำลังฝึกร่ายรำกระบี่บนลานกว้าง เสียงโลหะปะทะกันดังสะท้อนไม่ขาดสาย บางคนนั่งขัดสมาธิดูดซับไอวิญญาณ บางกลุ่มกระจายกันตามสนามประลอง พลางประลองวิชากันอย่างดุเดือด คลื่นพลังลมปราณกระแทกปะทะกันเป็นระยะ


    บนฟากฟ้า ศิษย์อีกหลายคนเหยียบกระบี่ทะยานผ่านร่มเงาเมฆอย่างเหิมเกริม ภาพเหล่านั้นทำให้หลี่ซวนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว...


    นี่คือโลกของผู้บำเพ็ญ... โลกที่เขาเฝ้าฝันถึงมาโดยตลอด!


    จางเหว่ยยิ้มพลางเอ่ย "หากเจ้าอยากบินได้เหมือนอย่างพวกเขา อย่างน้อยก็ต้องก้าวเข้าสู่ระดับฐานวิญญาณเสียก่อน ถึงจะสามารถใช้วิชาควบคุมอาวุธเหาะเหินได้"


    หลี่ซวนพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นจึงเอ่ยถาม "ข้าสงสัยยิ่งนักว่า ยอดเขาทั้งห้านั้นคือสถานที่ใดหรือ"


    จางเหว่ยมองตามสายตาไปยังยอดเขาทั้งห้า "ยอดเขาทั้งห้านี้เป็นที่พำนักของเหล่าผู้อาวุโสระดับแก่นวิญญาณ แต่ละยอดเขามีผู้อาวุโสประจำอยู่สองท่าน... ส่วนยอดเขาตรงกลางที่ใหญ่โตที่สุด นั่นคือที่พำนักของท่านเจ้าสำนัก"


    หลี่ซวนประหลาดใจ "เช่นนั้น... แสดงว่าท่านเจ้าสำนักมีระดับพลังอยู่เหนือกว่าขอบเขตแก่นวิญญาณอีกหรือ!"


    "ถูกต้องแล้ว" จางเหว่ยพยักหน้า "หากเจ้าสงสัยเรื่องใด ในหอตำราชั้นหนึ่งมีข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดบันทึกไว้ แต่เจ้าสามารถเข้าได้เพียงชั้นหนึ่งเท่านั้น ส่วนชั้นสองจะต้องเป็นศิษย์อัจฉริยะหรือผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณ... ส่วนชั้นสามและชั้นสี่นั้น ตอนนี้เจ้ายังไม่จำเป็นต้องคิดถึงหรอก"


    จางเหว่ยอธิบายต่อ "สำหรับศิษย์นอก สิ่งสำคัญที่สุดคือการยกระดับพลัง ทุก ๆ เดือน สำนักจะแจกจ่ายทรัพยากรให้ตามผลงาน หากทำผลงานได้ดี ก็จะได้รับผลึกวิญญาณ หรือโอกาสเข้าฝึกในสถานที่พิเศษ... แต่หากอ่อนแอ ทรัพยากรของเจ้าก็อาจถูกผู้อื่นแย่งชิงไปได้เช่นกัน"


    หลี่ซวนขมวดคิ้ว "สำนักปล่อยให้ศิษย์แย่งชิงและต่อสู้กันเอง?"


    จางเหว่ยหัวเราะฮ่า ๆ "ตราบใดที่ไม่ถึงแก่ชีวิต สำนักแทบไม่ลงมาแทรกแซง... ในโลกของผู้บำเพ็ญ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับความเคารพ"


    หลี่ซวนพยักหน้าช้า ๆ ยิ่งได้ยินเช่นนั้น ภายในใจของเขากลับยิ่งฮึกเหิมและลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการบำเพ็ญ


    เหนือระดับแก่นวิญญาณ... ยังมีขอบเขตที่สูงส่งยิ่งกว่ารออยู่! สักวันหนึ่ง เขาจะต้องก้าวไปถึงจุดนั้นให้จงได้


    แม้เขาจะมีรากวิญญาณสี่ธาตุ... แม้ทุกคนจะตราหน้าว่าเขาเป็นเพียง 'ผู้ไร้พรสวรรค์' แต่มันจะทำไมเล่า! เขาไม่เคยเชื่อว่าพรสวรรค์จะเป็นสิ่งเดียวที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์!


    หลี่ซวนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างใหญ่เหนือยอดเขาทั้งห้า ภาพความหลังในอดีตพลันผุดขึ้นมาในหัว... หมู่บ้านซีเหออันสงบสุข... คำสั่งสอนของลุงซ่งหมิง... ความฝันในวัยเด็ก... รวมถึงทุกหยาดเหงื่อและหยดเลือดที่เขาฝ่าฟันมาจนถึงวันนี้!


    หากในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมีผู้ใดที่มีรากวิญญาณสี่ธาตุก้าวข้ามระดับแก่นวิญญาณได้...


    เช่นนั้น... เขาจะเป็นคนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์นั้นขึ้นมาเอง!


    เขากำหมัดแน่น แววตาสายหนึ่งฉายฉานความแน่วแน่อย่างไร้สิ่งใดสั่นคลอนได้


    'พรสวรรค์... อาจเป็นสิ่งที่ฟ้าดินกำหนด'


    'แต่เส้นทางของข้า... ข้าจะเป็นผู้ลิขิตมันด้วยมือของข้าเอง!'


    "ข้า... ไม่ยินยอม!"


    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน