เมื่อมาถึงสำนักวรยุทธ์ชางอันเจิงถึงรู้ว่าชีวิตตัวเองได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง แม้แต่การเข้าเรียนที่ราบรื่นของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เขาไม่ใช่ศิษย์ของฉางฮวันอีกแล้ว แต่เป็นศิษย์ของฮวาถางถาง
ต่อให้สำนักวรยุทธ์ชางจะมีฝ่ายที่ต่างกันออกไปแต่มีที่ไหนกัน อยากเปลี่ยนอาจารย์ก็ทำได้ง่ายดายเช่นนี้ มีคนเคยบอกว่าต่อให้เป็นอาจารย์ที่สอนเราเพียงวันเดียว แต่เราก็ต้องนับถือเขาเป็นเหมือนบุพการีคำว่าศิษย์อาจารย์มันสำคัญมาก
ตู้โซ่วโซ่วปลอบใจอันเจิง “ไม่เป็นไร ๆอาจารย์เปรียบเหมือนบิดามารดา เจ้าก็แค่มีมารดาเพิ่มอีกคนเท่านั้นเอง”
อันเจิงกลอกตา “ไสหัวไป...”
ตู้โซ่วโซ่วกระโดดโลดเต้น“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าก็คือพี่ใหญ่ในห้องแล้ว”
จากนั้นตู้โซ่วโซ่วก็เห็นกู่เชียนเยว่นั่งอยู่บนกำแพงและมองมาด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก ตู้โซ่วโซ่วทำปากจู๋ “พี่รอง ๆ ได้รึยัง?”
จากนั้นเขาก็หันไปเจอชวีหลิวซีที่อยู่ข้างๆ กู่เชียนเยว่ จากเดิมที่กระโดดโลดเต้นก็หมดอารมณ์ทันที เขาก้มหน้าก้มตาถาม“พี่สาม ได้รึยัง”
ด้วยความสงสัยที่อันเจิงมีต่อผู้ฝึกพลังมารและความสงสัยที่มีต่อตำนานของมารลำดับที่สิบเก้าอันเจิงจึงไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนอาจารย์ของสำนักวรยุทธ์ชางเขาเดินไปหาฮวาถางถางตามคำสั่งของฉางฮวัน ซึ่งความจริงก็ไม่ได้ห่างจากห้องเรียนเดิมมากเท่าไหร่นักประมาณหลายร้อยเมตรเท่านั้น
กลางป่าไผ่ช่างดูสะอาดและเงียบสงบทำให้คนอื่นเกิดความสงสัยว่า ทำไมสวนบ้านที่ไม่มีคนอยู่มานานกว่าเจ็ดปีถึงได้สะอาดสะอ้านเช่นนี้บนพื้นไม่มีเศษใบไม้ร่วงหล่นสักใบ โต๊ะและเก้าอี้หินที่อยู่ใต้ต้นเหมยในสวนยังดูใสสะอาดราวกับกระจกก็ไม่ปาน
ดูแล้วฮวาถางถางเป็นผู้หญิงที่พูดน้อยและเรียบร้อยมากนางอยู่ในสำนักวรยุทธ์ชางอย่างสงบมานานเจ็ดปี ในร่างมีกลิ่นอายที่ต่างจากคนภายนอกแต่อันเจิงมักจะมีความรู้สึกที่ประหลาด เพราะเขามักจะรู้สึกว่าภายใต้ภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่เรียบร้อยมีเสือร้ายซ่อนอยู่ภายใน
นี่เป็นครั้งที่สองที่อันเจิงเห็นฮวาถางถางตอนนี้นางกำลังนั่งอ่านตำราอยู่บนเก้าอี้หิน ฮวาถางถางเป็นหญิงสาวที่มักจะทำให้คนอื่นสับสนกับอายุของนางหรือทำให้คนอื่นไม่สามารถเดาอายุได้ง่าย ๆ ใบหน้านางเหมือนเป็นผู้ใหญ่ส่วนร่างกายกลับดูเหมือนเรือนร่างของหญิงสาว
นางสวมชุดคลุมที่คล้ายจะตัดจากผ้าเนื้อหยาบด้านในเป็นเสื้อตัวใหญ่สีขาว บนผ้ามีลวดลายที่เลือนรางหากไม่สังเกตอย่างละเอียดจะไม่มีทางเห็น ส่วนด้านล่างสวมกางเกงทรงหลวมเป็นสีฟ้าจาง ๆ และไม่มีลวดลายอะไรเลยสักนิด รองเท้าทั้งสองข้างทำมาจากผ้าที่ต่างชนิดกันอันเจิงรู้สึกว่าผ้าที่รองเท้าดูน่าสนใจมาก
เท้าซ้ายเป็นรองเท้าที่ทำมาจากหนังกวาง ส่วนเท้าขวาทำมาจากหงส์ไฟ
“เจ้ามีอะไรอยากถาม?” ฮวาถางถางวางตำราในมือ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นถามอันเจิง
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มี”
“อืม...ไม่มีก็ดี เพราะหากมีข้าก็ไม่คิดอธิบายอะไรกับเจ้าเหมือนกันนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าเป็นศิษย์ของข้าแล้วนะ”
อันเจิงเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อย “ทุกเรื่อง?”
ฮวาถางถางหรี่ตา “มีเรื่องสงสัย?”
อันเจิงส่ายหน้า “เพียงแค่คิดว่าหากเรื่องปัสสาวะหรือจะเข้าห้องน้ำยังไม่อาจไปเองได้ แบบนั้นก็ดูจะลำบากไปหน่อย”
“ดูแล้วเจ้าคงไม่ได้ใส่ใจการจากฉางฮวันมาเท่าไหร่นักแต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...ในเมื่อเจ้ายังมีอารมณ์มาเล่นตลก อย่างนั้นก็เริ่มตอนที่เจ้าอารมณ์ดีเลยแล้วกันไหนดูซิ...เจ้ามีพลังขั้นไหนแล้ว”
นางชี้ไปยังต้นไม้ที่ปลูกเรียงกันอยู่ไม่ไกลจากป่าไผ่“หักพวกมันซะ”
ขณะนี้เองเมื่อได้ยินว่าอันเจิงถูกย้ายไปเป็นศิษย์ของฮวาถางถางคนจำนวนไม่น้อยก็เข้ามามุงกันมากขึ้น ทุกคนต่างสงสัยตัวตนของฮวาถางถางเพราะเป็นเวลานานแล้วที่นางไม่ได้ออกจากหอสมุด ฉะนั้นคนที่มุงดูด้านนอกเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อันเจิงมองไปยังต้นไม้เหล่านั้น “เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นจะได้หรือไม่?”
ฮวาถางถางถาม “เจ้ามีพลังสูงกว่าขอบเขตจุติสวรรค์แล้วหรือ?”
อันเจิงพยักหน้า “ใช่”
ฮวาถางถางตอบรับ “ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าต่ำไปหน่อยอายุขนาดเจ้าแล้วมีพลังสูงกว่าขอบเขตจุติสวรรค์ ก่อนหน้านี้สามร้อยปีจนถึงตอนนี้ในแผ่นดินเยี่ยนก็นับคนได้...ข้าได้ยินว่าเจ้ามีนิสัยหัวแข็งแต่อาจารย์ทุกคนไม่ชอบให้ศิษย์ของตัวเองหัวแข็งเกินไป ฉะนั้นข้าจะคิดวิธีบางอย่างมากดทับเจ้า ให้เจ้ายอมรับข้าให้ได้ เจ้าเตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ”
อันเจิงรู้สึกอยากหัวเราะ มีที่ไหนอาจารย์อยากกดทับให้ศิษย์ของตัวเองแพ้ แล้วยังพูดออกมาตรง ๆ อีก?
ฮวาถางถางยืนขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอกอันเจิงค่อย ๆ เดินตามหลังนางไป เมื่อถึงกลางป่าไผ่ อันเจิงเพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านในมีพื้นที่ว่างอยู่ต้นไม้ที่ปลูกเรียงกันบังพื้นที่นี้ไว้บนพื้นว่างเปล่ามีไม้ตั้งอยู่คล้ายแท่นออกกำลังกาย บนแท่นนี้มีเส้นด้ายมัดอยู่ราวๆ สามสิบถึงห้าสิบเส้น ทุกเส้นมีห่วงน้อยใหญ่ผูกไว้
“หากเจ้าไม่อยากหักต้นไม้อย่างนั้นเจ้าไปลองเล่นห่วงพวกนั้นสิ”
ฮวาถางถางหยิบใบไผ่มาหนึ่งใบ“ระดับความสูงของห่วงเหล่านั้นไม่เท่ากัน และเมื่อลมพัดมันจะเคลื่อนไหวไม่เหมือนกันตอนนี้ ข้าจะให้เจ้าบังคับใบไผ่ลอยลอดผ่านห่วงทุกห่วงในครั้งเดียว หากเจ้าทำได้ละก็กฎที่ข้าพูดก่อนหน้านี้ก็ถือว่ายกเลิก แต่หากเจ้าทำไม่ได้ อย่างนั้นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องเก็บความหยิ่งทะนงของตัวเองซะ จากนั้นก็เป็นนักเรียนที่สงบเสงี่ยม”
อันเจิงหยิบใบไผ่มาจากมือฮวาถางถางจากนั้นก็เดินไปตรงหน้าแท่นไม้ แท่นไม้นี้มีความสูงอย่างน้อยสามเมตรด้านบนแขวนห่วงหลายสิบห่วง ความสูงต่ำและระยะห่างระหว่างห่วงไม่เท่ากันระยะห่างของห่วงที่ไกลสุดคือสามสิบเซนติเมตร เมื่อลมพัด เส้นด้ายก็จะเหวี่ยงไปมา ทิศทางของห่วงที่แกว่งก็ไม่เหมือนกัน
ฉะนั้น มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถบังคับใบไผ่ให้ลอดผ่านห่วงทั้งหมดในครั้งเดียว
อันเจิงสะบัดใบไผ่ในมือให้ลอดผ่านห่วงแรกจากนั้นก็หยิบใบไผ่อีกใบแล้วสะบัดมันผ่านห่วงที่สอง “แบบนี้ได้หรือไม่?”
ราวกับฮวาถางถางโมโหเล็กน้อย“หน้าไม่อายก็เป็นกระบวนท่าวรยุทธ์รึ?”
อันเจิงยักไหล่“ข้าก็แค่อยากแน่ใจว่ากฎมีอะไรบ้าง”
คนที่มามุงดูเฮขึ้นทันทีความจริงทุกคนต่างรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าว่าแต่เป็นนักเรียนเลยต่อให้จะเป็นอาจารย์ในสำนักก็ตาม เกรงว่าคงมีไม่กี่คนที่ทำได้ ฮวาถางถางทำเช่นนี้เพราะอยากกดทับอันเจิงให้พ่ายแพ้เท่านั้นและแน่นอนว่า นางได้พูดกติกาอย่างครบถ้วนแล้ว
เหมือนอันเจิงจะตั้งใจต่อต้านฮวาถางถางเท่านั้น เขาสะบัดใบไผ่ทะลุผ่านห่วงทั้งหมดหนึ่งครั้งจากนั้นก็หันกลับมา “อาจารย์แน่ใจหรือว่าทำแบบนี้ไม่ได้?”
ฮวาถางถางมองไปยังฉางฮวันที่ยืนดูอยู่ไม่ไกล“ดูเหมือนจะไม่ได้เก่งอย่างที่เจ้าพูดนะ”
ฉางฮวันยักไหล่ ราวกับต้องการจะบอกว่าเจ้าตั้งกฎยากเกินไป
อันเจิงยิ้มแล้วเดินกลับมายังที่เดิมจากนั้นก็ก้มหน้ามองใบไผ่ในมือ “หากเป็นก้อนหินยังจะง่ายหน่อย แต่กลับใช้ใบไผ่นี่สิ...ก็ยังดีข้ามีชื่อว่าอันเจิง ที่แปลว่าแย่งชิงและแข็งแกร่ง”
หลังจากพูดคำคำนี้จบ เขาก็สะบัดใบไผ่ในมือออกไปดูแล้วเหมือนสะบัดออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจเท่านั้นแต่มันทำให้ฮวาถางถางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อใบไผ่ลอดผ่านห่วงแรกเท่านั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
ใบไผ่ไม่ได้ลอดห่วงเข้าไปตรงกลาง แต่มันลอดเฉียดขอบห่วงด้านบนเข้าไปเพราะเฉียดขอบห่วงมันจึงเกิดการเปลี่ยนทิศทางไปด้านล่าง จากนั้นใบไผ่ก็ลอดผ่านห่วงที่สองขณะที่ลอดก็ไปเฉียดกับขอบซ้ายแล้วเกิดการเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งคนที่มุงดูตกตะลึงทันที มันเคลื่อนไหวในลักษณะแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ลอดห่วงทั้งหมดราวกับมีชีวิตจากนั้นก็ปักเข้าที่ต้นไม้
อันเจิงเดินไปด้านหน้าจากนั้นก็ยื่นมือดึงใบไผ่ออกมา “นี่เป็นแค่การพลิกแพลงเท่านั้น ไม่ใช่กระบวนวรยุทธ์อะไรเมื่อมีพลังในขอบเขตสุมารุจะสามารถควบคุมอาวุธได้ และแน่นอนว่ามันก็ควบคุมอย่างอื่นได้เช่นกัน”
เขาก้มหน้า จากนั้นใบไผ่ก็ลอยขึ้นเหมือนมีพลังล่องหนที่คล้ายมือจับใบไผ่แล้วค่อย ๆ เคลื่อนมันไปด้านหน้า ใบไผ่ลอยลอดห่วงทั้งหมดอีกครั้งก่อนจะกลับเข้าไปอยู่ในมือของอันเจิงทุกอย่างเป็นไปอย่างง่ายดาย เหมือนเป็นเรื่องปกติที่ทำทุกวัน
อันเจิงมองไปยังฮวาถางถาง“อาจารย์พอใจรึยัง?”
ฮวาถางถางเดินกลับไปอย่างเงียบเชียบ
ตู้โซ่วโซ่วเป็นคนเริ่มพูดก่อน “อันเจิงสุดยอด!”
จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็ตะโกนว่าสุดยอดตาม ๆกัน แต่ฉางฮวันที่มองตามแผ่นหลังของฮวาถางถาง ในแววตาประกายความประหลาดใจไม่น้อย
อันเจิงเดินตามฮวาถางถางไปเมื่อเดินเข้าประตูจึงเห็นฮวาถางถางถือตำราหนึ่งเล่ม จากนั้นก็โยนมาให้เขา เขารับมาโดยสัญชาตญาณแล้วก้มหน้ามองบนปกเขียนไว้ว่า...
ตำราเมตตาธรรม
“ตำราเล่มนี้มีตัวอักษรทั้งหมดหนึ่งหมื่นเก้าพันสามร้อยหกสิบสี่ตัวเจ้าเอาไปอ่าน หากสามารถเขียนได้ไม่ขาดสักตัวค่อยกลับมาหาข้า”
อันเจิงเปิดตำราออกจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปหาพู่กันในห้อง เมื่อได้มาแล้วก็เดินออกไปเริ่มเขียนลงบนกำแพงสีขาวด้านนอกตัวอักษรช่างดูงดงาม ผ่านไปเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหนึ่งหมื่นเก้าพันสามร้อยหกสิบสี่ตัวก็เขียนเสร็จ กำแพงสีขาวของสำนักวรยุทธ์ชางดูมีกลิ่นอายโบราณเพิ่มขึ้นไม่น้อย
อันเจิงวางพู่กันไว้บนโต๊ะหิน “เชิญอาจารย์ตรวจดูว่าขาดสักตัวหรือไม่?”
สีหน้าฮวาถางถางเปลี่ยนเป็นแย่มากขึ้น...ตัวอักษรในตำรานี้นางใช้เวลากว่าสองเดือนในการจดจำว่ามีอะไรบ้าง และยังใช้เวลาอีกสิบวันในการตรวจสอบว่าตัวเองเขียนถูกทุกตัวอักษรหรือไม่ส่วนอันเจิงดูเพียงรอบเดียวเท่านั้น พรสวรรค์แบบนี้ทำให้นางรู้สึกตกตะลึงมาก
อันเจิงเดินไปด้านข้าง จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบหัวพลางพูดพึมพำกับตัวเอง“ตกใจแทบตาย โชคดีที่เมื่อก่อนข้าเคยอ่าน”
เพียงแค่ตำราเมตตาธรรมเท่านั้นเองตอนที่อันเจิงเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี ยามว่างก็มักจะไปวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเพื่อโต้วาทีกับเหล่านักพรตและพระฉะนั้นเมื่อพวกเขาเจออันเจิงก็จะรู้สึกปวดหัวทุกที
ฮวาถางถางไม่อยากเชื่อว่าอันเจิงจะทำได้ นางตรวจสอบทีละคำเมื่อตรวจสอบครบจึงถอนหายใจแล้วพูดขึ้น “ตอนนี้ข้าเชื่อคำของฉางฮวันแล้ว”
“อาจารย์จะสอนอะไรให้ข้า?” อันเจิงถาม
ฮวาถางถางหันไปมองต้นเหมยเพียงแวบเดียว ต้นเหมยก็ผลิดอกทั้งต้นบนนั้นไม่มีใบเหลือเลยสักใบ ดอกเหมยสีแดงสดบานสะพรั่งไปทั่ว ปกติต้องรอฤดูหนาวดอกเหมยถึงจะบานแต่เพียงแค่การเพ่งมองของนางแวบเดียว ดอกเหมยทั้งต้นก็บานทันที
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง เรื่องนี้เขาทำไม่ได้จริงๆ
นี่คือการแปลงกาย
การแปลงกายของพลังในขอบเขตกิเลสมารไม่เพียงแต่แปลงกายตนเอง แต่ยังสามารถแปลงกายสิ่งของอย่างอื่นด้วยเช่นกัน พลังในขอบเขตจุติสวรรค์ฝึกร่างกายพลังในขอบเขตสุมารุคือการใช้พลังภายในสู่ภายนอก ส่วนพลังในขอบเขตกิเลสมารคือแปลงกายแต่การแปลงกายก็แบ่งเป็นหลายแขนง พลังในขอบเขตกิเลสมารขั้นแรกสามารถแปลงกายตัวเองขั้นกลางสามารถแปลงกายพลัง ส่วนขั้นสูงสามารถแปลงกายทุกสรรพสิ่ง
นึกคิดดอกไม้ผลิบานเพียงการนึกคิดใบไม้ร่วงโรย
อันเจิงพยักหน้า “อาจารย์สอนข้าได้หรือไม่?”
“อย่างนั้นเจ้าก็นั่งดูต้นเหมยนี่ทุกวันเถอะดอกเหมยร่วงโรยเมื่อไหร่ค่อยมาหาข้า”
หลังจากฮวาถางถางพูดจบ นางก็หยิบตำราบนโต๊ะหินแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านอันเจิงนั่งมองต้นเหมย ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกนับถือฮวาถางถางอย่างเต็มเปี่ยมนี่เป็นหญิงสาวที่มีจิตใจละเอียดอ่อนจนน่ากลัว การทดสอบทั้งสองครั้งเมื่อครู่ดูคล้ายว่าฮวาถางถางแพ้แล้วแต่ทว่านางกลับมองเห็นส่วนที่อันเจิงยังขาดอยู่
พลังในขอบเขตสุมารุสามารถใช้พลังจากภายในสู่ภายนอกต่อให้จิตใจจะว้าวุ่นเพียงใดก็ไม่มีผลกระทบต่อพลังเพราะยิ่งแบ่งความคิดออกไปหลายเรื่อง ก็สามารถใช้พลังหลายรูปแบบได้เช่นกันแต่เมื่อมีพลังถึงขอบเขตกิเลสมาร จำเป็นต้องสงบจิตใจให้ได้ มีเพียงการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นถึงจะสามารถสะสมพลังได้มากขึ้น ตอนนี้จิตใจอันเจิงไม่สงบเพราะเขามักจะคิดถึงปัญหาต่าง ๆ มากมาย แม้มันจะไม่กระทบต่อพลังในขอบเขตสุมารุของเขาแต่การจะเลื่อนขอบเขตพลังเป็นขอบเขตกิเลสมารนั่น ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก
ต่อให้เขาจะมีตราประทับท้าทายสวรรค์ต่อให้เขาจะมีเวลามากถึงมากที่สุดก็ตาม
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็ยกมือคารวะ “ขอบคุณอาจารย์”
มีเสียงดังขึ้นมาจากในห้องเบา ๆ“ขอบคุณตัวเจ้าเองเถอะ”