บทที่ 3 กู้อวี้ เ้าเคยเห็นเซียวเหยาอ๋องหรือไม่?
วาจาประโยคเดียวสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งห้อง
ฮูหยินใหญ่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยินซูอี๋เหนียงโพล่งขึ้นมาอย่างร้อนใจว่า “ไม่ได้ เ้ายังไม่ถึงวัยสวมหมวก*[1]ด้วยซ้ำ จะรับมือกับเื่ราวในราชสำนักไหวได้อย่างไร”
กู้อวี้ทราบว่าซูอี๋เหนียงเป็ห่วงนาง การขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ไม่ใช่เื่ง่ายดายเพียงแค่เอ่ยปาก สถานการณ์ในราชสำนักซับซ้อนไม่อาจคาดเดา หากชะล่าใจไปเพียงเล็กน้อยก็อาจต้องพ่ายทั้งกระดาน
นางกล่าวว่า “เวลาไม่รอท่า การต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทถึงขั้นทำกันอย่างเปิดเผยแล้ว พี่สาวกำลังลำบาก ข้าเป็ ‘ทายาทชาย’ เพียงคนเดียวของตระกูลกู้ ถึงเวลาที่ข้าต้องแบกรับภาระของที่บ้านแล้ว”
ฮูหยินใหญ่ไตร่ตรองอยู่หลายชั่วลมหายใจ นางกุมมือของกู้อวี้ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า “เื่นี้เอาไว้คุยกันทีหลัง ตอนนี้เื่สำคัญที่สุดคือสุขภาพของเ้า”
แววตาของผู้ฟังอ่อนลง เื่นี้เป็เื่ใหญ่ ไม่ใช่เื่ที่จะกำหนดแน่นอนได้โดยใช้คำพูดไม่กี่คำ จำเป็ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ
หญิงสาวสงบอารมณ์แล้วกล่าวว่า “ระหว่างทางขากลับ รถม้าของข้าชนประสานงาเข้ากับรถม้าของเซียวเหยาอ๋อง แขนก็หักเพราะตกลงมาจากรถม้าตอนนั้นเอง แม่ใหญ่ให้คนไปยื่นร้องเรียนเขาต่อสำนักตรวจการ จะได้ใช้เื่นี้เป็ข้ออ้างกลบเกลื่อนเื่ที่ข้าถูกพิษ”
เซียวเหยาอ๋องนามว่าจวินเจ๋อ เป็บุตรชายคนเดียวขององค์หญิงใหญ่
ปีนั้นเมื่อเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงในวังหลวง องค์หญิงใหญ่สนับสนุนฝ่าาขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนหมู่มาก ยี่สิบกว่าปีมานี้ได้รับความโปรดปรานไม่เสื่อมคลาย จวินเจ๋อที่เป็พระนัดดาของฮ่องเต้ก็ได้รับความไว้วางพระทัยอย่างยิ่ง
หลายปีมานี้เขาทรงอำนาจอิทธิพลอยู่ในเมืองหลวง ผู้ใดล้วนไม่กล้าล่วงเกิน
กล่าวตามตรงแล้ว หากไม่จำเป็ นางก็ไม่อยากข้องแวะกับคนผู้นี้
แต่ครั้งนี้ต้องลาหยุดกับสำนักศึกษาหลวง จำเป็ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ตัวตนถูกเปิดโปง ทั้งยังไม่อาจเปิดเผยเื่ที่ถูกพิษ จึงได้แต่โยนความผิดให้เซียวเหยาอ๋อง
ฮูหยินใหญ่กล่าวเสียงเบา “ข้าเข้าใจแล้ว ที่เหลือข้าจะจัดการเอง เ้าไม่ต้องกังวลเื่พวกนี้”
กู้อวี้ระบายลมหายใจออกมา สิ่งที่ควรกำชับก็ได้กำชับไปหมดแล้ว พิษยังคงตกค้างอยู่ในร่างกาย ตอนนี้นางหน้ามืดตาลายไปหมด จึงหลับตาลงแล้วนอนหลับไปตามเดิม
ฮูหยินใหญ่กระชับผ้าห่มให้นาง ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นพาซูอี๋เหนียงที่มีสีหน้าไม่พอใจจากไป
ห้องที่กว้างขวางจึงเงียบสงัดลง
เสียงฝนพรำพลันเด่นชัดขึ้นมา ประหนึ่งพรำใส่หัวใจที่เต้นรัวของนาง
ยามราตรีที่เงียบสงบแบบนี้คงเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว
หาก้ามีที่ยืนในราชสำนักซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายก็ต้องเดินหน้าไปอย่างรอบคอบทุกย่างก้าว
หมากกระดานที่ไร้รูปได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ
…
กู้อวี้ใช้เวลาพักรักษาตัวเกือบหนึ่งเดือนค่อยดีขึ้น เมื่อกลับไปยังสำนักศึกษาอีกครั้ง สหายร่วมสำนักหลายคนจึงเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ นางเพียงตอบกลับไปอย่างง่าย ๆ
ในจำนวนนั้นคือ เซียวสิงจือ ซื่อจื่อของจงอี้โหวซึ่งเป็คุณชายเ้าสำราญที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่จึงชอบมาคลุกคลีกับกู้อวี้นัก
พอคาบเรียนสิ้นสุดลง เขาก็เดินเข้ามาถาม “แขนเ้าหายดีหรือยัง?”
เขาเอ่ยพลางยกแขนของนางขึ้นมาดู
กู้อวี้มุ่นคิ้ว ตีมือของเซียวสิงจืออย่างรังเกียจ “ปล่อย”
อีกฝ่ายกลับไม่โมโห กล่าวต่อไปอย่างไม่นำพา “ก็ไม่น่าจะหาย าเ็ถึงกระดูกต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานนับร้อยวันอยู่แล้วนี่นะ”
สายลมจากข้างนอกพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ม่านไม้ไผ่แกว่งไกว แสงอาทิตย์เล็ดลอดผ่านร่องม่านไม้ไผ่เข้ามากระทบร่างกู้อวี้เป็ประกายสีทองระยิบระยับ
เซียวสิงจือมองผมสีดำสนิทที่ถูกรวบเก็บไว้ในเกี้ยวหยกอันประณีต เส้นผมที่เหลือทอดตัวลงมาผ่านไหล่ทั้งสอง ปอยผมตรงมุมหน้าผากร่วงลงมาตามการลากพู่กัน ร่างที่สวมชุดสีเขียวน้ำชานั้นแลดูงามสง่าดุจต้นไผ่
ภาพที่เห็นทำให้เซียวสิงจือประหวัดนึกถึงบทกวีสดุดีหลานหลิงอ๋อง*[2] ที่เคยอ่านผ่านตามา ในนั้นมีวรรคหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘บุคลิกภาพโดดเด่น รูปงามเพียบพร้อม’ นำมาใช้บรรยายกู้อวี้ได้เหมาะเจาะยิ่ง
เซียวสิงจือกล่าวว่า “บุคลิกภาพกับรูปโฉมของสหายกู้ล้วนไม่สามัญ คาดว่าน้องสาวฝาแฝดของเ้าจะต้องงามล่มเมืองเป็แน่แท้ ไม่ทราบว่าเมื่อใดจึงจะมีโอกาสได้ยลโฉมเป็บุญตาสักครั้ง”
เพิ่งพูดจบ กู้อวี้ก็ปรายตามองเขา ใบหน้าที่สงบเยือกเย็นอยู่เป็นิจพลันมืดครึ้ม นางวางพู่กันลงเสียงดัง ปลายพู่กันกวาดผ่านตำราทิ้งรอยหมึกเอาไว้
ในยุคสมัยที่ชายเป็ใหญ่เช่นนี้ ผู้หญิงมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหอ เห็นชื่อเสียงสำคัญยิ่งกว่าชีวิต
หญิงสาวไม่ชอบการกดทับเพศหญิงโดยยกเื่คุณธรรมมาเป็ข้ออ้างเลยสักนิด ทว่าตอนนี้นางยังไม่มีความสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงอคติทางโลก
กู้อวี้ทราบว่าอีกฝ่ายเป็คนขี้เล่นไม่จริงจังมาแต่ไหนแต่ไร แต่คิดไม่ถึงว่าเซียวซื่อจื่อจะยกเื่รูปลักษณ์ของน้องสาวมาพูดต่อหน้าตนเองเช่นนี้
น้องสาวฝาแฝดนางมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว แต่เพราะฝ่ายชายต้องไว้ทุกข์จึงยังไม่ได้เข้าพิธีมงคลเสียที ถ้าคำพูดของอีกฝ่ายถูกร่ำลือออกไป ชื่อเสียงของน้องสาวคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
ความโกรธในใจนางพุ่งขึ้นมาเป็ริ้ว ๆ กู้อวี้กระชากคอเสื้อของเซียวสิงจือ พลางกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ถ้าลิ้นเ้าน่ารำคาญนัก ข้าช่วยตัดทิ้งให้ดีหรือไม่”
ในสำนักศึกษาหลวง กู้อวี้ขึ้นชื่อว่าเป็คนสุภาพอ่อนโยน ท่าทางเ็าะเิโทสะอย่างเหนือความคาดหมายเช่นนี้ทำให้อีกฝ่ายใมากทีเดียว
เขาตระหนักได้ทันทีว่าตนเองพูดผิดไปแล้ว จึงตบปากตัวเองเบา ๆ สองที รีบร้อนลุกขึ้นมาขอโทษขอโพย
“ข้าพูดผิดไปแล้ว สหายกู้โปรดอย่าถือสา” พูดจบยังแสดงท่าคารวะติด ๆ กันหลายทีอีกต่างหาก
กู้อวี้ยังคงโมโห ไม่้าสนใจเขา
ผ่านไปไม่ทันไร เซียวสิงจือก็กลับมาทำตัวเอ้อระเหยลอยชายเหมือนเดิม สะกิดแขนนางถามว่า “กู้อวี้ เ้าเคยเห็นเซียวเหยาอ๋องหรือไม่?”
บรรพบุรุษของเซียวสิงจือเคยสมรสกับจวิ้นจู่*[3] จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ภายหลังค่อย ๆ ตกต่ำลงจึงย้ายไปอยู่ที่เจียงหนาน*[4]
เมื่อมาถึงคนรุ่นนี้ค่อยกลับมารับใช้ราชสำนักในฐานะวาณิชหลวง ย้ายกลับมาอยู่เมืองหลวงยังไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่เคยเห็นหน้าเซียวเหยาอ๋อง
กู้อวี้นึกถึงเื่ที่นางต่อยหน้าเซียวเหยาอ๋องกลางถนนหลวงคราวก่อน ล่วงเกินอีกฝ่ายไปหนักขนาดนั้น ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญขึ้นมา
นางไม่อยากเสวนากับชายเสเพล จึงทำเป็พลิกหน้าตำราขณะพูดกลบเกลื่อนไปว่า “ไม่เคย”
เซียวซื่อจื่อกล่าวอย่างเริงร่า “คนลือกันว่าเซียวเหยาอ๋องเย่อหยิ่งจองหอง หน้าตาอัปลักษณ์ดุร้าย น่าเสียดายที่เ้าไม่เคยเห็น ไม่อย่างนั้นก็คงจะบอกข้าได้แล้วว่าคำลือพวกนั้นเป็เื่จริงหรือไม่”
กู้ซื่อจื่อกำลังจะบอกให้เขาหยุดพูดเหลวไหล เสียงของราชครูก็พลันดังขึ้นมาจากนอกประตู “ข้าน้อยคารวะเซียวเหยาอ๋อง”
นางตกตะลึง เซียวเหยาอ๋องอยู่ข้างนอก!
บทสนทนาเมื่อครู่ถูกได้ยินไปแค่ไหนกันนะ!
ทั้งสองพลันตัวแข็งทื่อ
จวินเจ๋อผลักบานประตูทั้งสองฝั่งเปิดออก สาวเท้าเดินเข้ามาโดยมีแสงสว่างสาดทอจากเื้ั เขาสวมเสื้อคลุมผ้าไหมแขนกว้างสีแดงเืหมู เข็มขัดทองคำประดับหยกคาดอยู่ที่เอว
รอยยิ้มเ็าประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ั์ตาดำขลับทอประกายคมปลาบ กู้อวี้ชมดูจนรู้สึกสะท้านในใจ
นางตอบสนองอย่างรวดเร็ว ดึงตัวเซียวสิงจือที่หน้าเผือดสีคุกเข่าแสดงคารวะ “ข้าน้อยกู้อวี้จากจวนเจิ้นกั๋วกงคารวะเซียวเหยาอ๋อง”
ชายเสเพลสองขาสั่นระริก โชคดีที่ไม่เสียมารยาท แล้วรีบร้อนกล่าวว่า “ข้าน้อยเซียวสิงจือจากจวนจงอี้โหวคารวะเซียวเหยาอ๋อง”
จวินเจ๋อเดินเข้ามา กล่าวเนิบช้า “กู้อวี้ เซียวสิงจือ”
น้ำเสียงที่ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนถูกกดดันจากผู้ที่อยู่เหนือกว่า พาให้กู้อวี้นึกถึงเหตุการณ์ในวันฝนตกคราวนั้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ครั้นได้ยินเขาพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ” กู้อวี้จึงรั้งตัวเซียวสิงจือที่ทำท่าจะลุกขึ้นได้ทันท่วงที พยักพเยิดให้อีกฝ่ายคุกเข่าต่อไป
จวินเจ๋อเลิกคิ้วขึ้น เขามองนางขณะกล่าวกับเซียวสิงจือ
“เซียวซื่อจื่อโปรดเงยหน้าขึ้น ลองดูซิว่าข้ามีหน้าตาอัปลักษณ์ขนรกรุงรังและมีเขางอกบนศีรษะเหมือนในคำร่ำลือหรือไม่”
นี่คือจอมวายร้ายที่กล้าทุบตีแม้แต่บุตรชายของเสนาบดีเชียวนะ!
เซียวสิงจือหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ กระทั่งคำพูดก็ยังพูดออกมาได้ไม่เต็มประโยค “ข้าน้อย ข้าน้อย…”
กู้อวี้นึกโมโหที่เขาใช้การไม่ได้ จึงได้แต่กล่าวว่า “เป็ข้าน้อยพูดจาไม่สำรวม เชิญท่านอ๋องโปรดลงโทษ”
[1] วัยสวมหมวก (弱冠) หมายถึง อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เป็วัยที่ผู้ชายจีนในสมัยโบราณจะเข้าพิธีสวมหมวกเพื่อแสดงถึงการบรรลุนิติภาวะ
[2] หลานหลิงอ๋อง (兰陵王) มีชีวิตอยู่ใน่ ค.ศ. 541 - 573 มีนามว่า เกาฉางกง เป็แม่ทัพที่ได้ชื่อว่าเป็บุรุษที่ใบหน้างดงามราวอิสตรีในสมัยราชวงศ์ฉีเหนือ เป็หนึ่งในสี่ชายงามในประวัติศาสตร์ของจีน (อีกสามคนที่เหลือคือ พานอัน ซ่งอวี้ และเว่ยเจี้ย)
[3] จวิ้นจู่ (郡主) หมายถึงองค์หญิงชั้นรอง (รองลงมาจาก กงจู่ 公主) หรือท่านหญิงก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการสืบสายเืฝ่ายบิดาว่ามีความเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้หรือไม่
[4] เจียงหนาน (江南) โดยทั่วไปหมายถึงพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง (หรือแม่น้ำแยงซี)