Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 141 แต้มวิชาการอ้างอิง

    ตอนที่ 141 แต้มวิชาการอ้างอิง
     
    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
     

    เมื่อวิวเกอฟอร์ดนัดเมอร์ลินให้เข้าไปหา เมอร์ลินก็ไม่อาจปฏิเสธได้

    เขาเดินทางออกจากบ้านแล้วตรงไปยังมหาลัยทันที

    ห้องทำงานของวิวเกอฟอร์ด

    “สวัสดีคุณเมอร์ลิน พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ” วิวเกอฟอร์ดเอ่ยทักทาย

    “สวัสดีครับศาสตราจารย์ ไม่ทราบว่าคุณเรียกผมมาวันนี้มีธุระอะไรรึป่าว?” เมอร์ลินเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท

    เขาสังเกตเห็นถึงอารมณ์ของชายชราตรงหน้า ดูเหมือนว่าสาเหตุที่เรียกเขามาที่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี

    อย่างไรก็ตามกล้ามเนื้อบนใบหน้าของเมอร์ลินยังคงนิ่งสงบเหมือนดังเริ่มแรก เขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมากับการพบปะคณบดีในครั้งนี้

    วิวเกอฟอร์ดที่เห็นท่าทางของเมอร์ลินก็ยิ้มออกมา เขานั้นเข้าใจในการแสดงออกของอัจฉริยะพวกนี้ จึงไม่ได้ถือสาในความเย็นชาของเด็กน้อย

    เขาหยิบนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าออกมา

    นิตยสารวิชาการนี้ทำออกมาเป็นสองรูปแบบส่งให้กับสมาชิกที่จ่ายเงินรายปีเพื่อรับนิตยสารนี้ โดยที่จะมีนิตยสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์และรูปแบบแผ่นตราผลึก

    นักเวทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มักจะเก็บสะสมทั้งสอง และพวกเขาดูจะชื่นชอบแบบสิ่งพิมพ์มากกว่า

    ส่วนห้องสมุดส่วนใหญ่มักจะเลือกเก็บในรูปแบบแผ่นตราผลึก เพราะเก็บรักษาได้ง่าย เมื่อเวลาผ่านไปหนังสือพวกนั้นก็ยังไม่เสียหาย

    สำหรับสิ่งพิมพ์ผ่านไปหนึ่งร้อยปีอาจจะไม่เป็นไร แต่เมื่อผ่านไปพันปีหรือหมื่นปีมันแทบจะไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้นห้องสมุดหรือนักสะสมของโบราณจึงมักจะเก็บหนังสือในรูปแบบแผ่นตราผลึกมากกว่า

    เมอร์ลินสังเกตหน้าปกของนิตยสาร ในจุดหนึ่งมันพาดหัวตัวหนังสือไว้ว่า “การย่อสูตรเวทห้าธาตุ”

    แม้ว่ามันจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนหัวข้ออื่นๆ แต่ก็สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย

    “ผมไม่รู้เลยนะว่ารอบนี้คุณก็ส่งผลงานเข้าไปตีพิมพ์ด้วย” นิ้วมือของวิวเกอฟอร์ดเคาะไปที่หัวข้อการย่อสูตรเวทห้าธาตุด้วยรอยยิ้ม

    ใบหน้าของเมอร์ลินไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เขาพยักหน้าและเอ่ย “ครับ ผมเป็นคนส่งมันไปเอง ก่อนหน้านี้ที่ผมไปขอคำปรึกษาศาสตราจารย์บาร์เร็ตจะทำให้มหาลัยวุ่นวายไม่น้อย ครั้งนี้ผมเลยส่งมันด้วยตนเอง ไม่ทราบว่าครั้งนี้ก็เกิดปัญหาขึ้นอีกหรอครับ?”

    วิวเกอฟอร์ดระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที สองมือเขาเขาประสานเข้าหากัน แผ่นหลังเอนพนักพิงเก้าอี้แล้วมองเมอร์ลินด้วยดวงตาที่มีรอยยิ้ม

    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า …​ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ดูเหมือนว่าเธอจะใส่ใจเรื่องเหลวไหลพวกนั้นมากเกินไปแล้ว ที่ฉันเรียกเธอมาก็เพื่อจะพูดคุยเรื่องการศึกษาต่อของเธอต่างหาก”

    หัวคิ้วของเมอร์ลินขมวดเข้าหากันทันที เขารู้สึกมึนงงที่จู่ๆ วิวเกอฟอร์ดก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

    “เรื่องการศึกษาของผม คุณพูดผิดรึป่าว เป็นเรื่องการเรียนไม่ใช่การศึกษาใช่ไหมครับ?”

    เมอร์ลินเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

    เขาพึ่งจะเข้าเรียนที่นี่ไม่กี่เดือนเท่านั้น แม้จะสอบวัดผลของภาคเรียนนี้ไปแล้ว แต่ก็ยังยาวไกลที่จะพูดถึงเรื่องเรียนจบและการเข้าศึกษาต่อปริญญาไดม่อน

    ทว่าวิวเกอฟอร์ดกลับส่ายหน้าและเอ่ย “ฉันพูดถูกแล้ว ฉันกำลังพูดถึงการศึกษาต่อของเธอจริงๆ”

    “หมายความว่ายังไงครับ?”

    “เธอรู้ไหมว่าผลงานที่เธอตีพิมพ์นั้นสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างมากแค่ไหน?” วิวเกอฟอร์ดกล่าวออกมาตามตรง

    “ผลกระทบหรอครับ? คุณพูดอย่างกับว่าผลกระทบของมันเพียงพอที่จะทำให้ผมจบการศึกษาโดยได้รับเข็มกลัดสามดาวเร็วๆ นี้”

    แม้เมอร์ลินจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้มากนัก แต่เขาก็พอจะคาดเดาจากคำพูดของชายชราตรงหน้าได้ อีกอย่างเขาก็ประเมินเอาไว้แล้วว่า “ธีสิส” (วิทยานิพนธ์, ข้อวินิจฉัย, ข้อสมมุติ, ข้อสรุป, บทความวิจัย, บทความ) ของเขา อย่างมากก็แค่สามารถทำแต้มวิชาการได้ถึงสองดาวเท่านั้น

    มันไม่มีทางที่จะทำแต้มวิชาการได้มากกว่าสองดาวอย่างแน่นอน

    การที่จะเป็นนักวิชาการสองดาวจำเป็นต้องสะสมแต้มวิชาการให้ถึงห้าร้อยแต้ม ส่วนการจะเป็นนักวิชาการสามดาวได้จำเป็นต้องสะสมแต้มวิชาการให้ได้มากถึงหนึ่งพันห้าร้อยแต้มเลยทีเดียว

    ผู้คนมากมายต้องใช้สมองและความพยายาม กว่าจะสร้างผลงานแล้วส่งธีสิสเพื่อที่จะสะสมแต้มให้ได้มากขนาดนั้น

    น่าเสียดายที่เมอร์ลินคิดในมุมมองนักวิชาการเกินไป เขาไม่ได้มองในมุมการค้าหรือการตลาด

    ผลงานบางชิ้นแม้จะเกิดขึ้นจากความบังเอิญหรือความพยายามที่เล็กน้อย แต่พวกมันก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้สร้างผลงานนั้นได้เช่นกัน

    “เธอดูถูกธีสิสของตนเองเกินไปแล้ว แม้ว่าการย่อสูตรเวทพูดแล้วจะดูเหมือนธรรมดา แต่สูตรเวทที่เธอย่อพวกมันออกมานั้นมีเวทที่ให้ต้นกำเนิดแสงอยู่ด้วย”

    พูดจบวิวเกอฟอร์ดก็ชี้ไปที่โคมไปบนเพดาน

    “เธอรู้ไหมว่าสูตรเวทแสงนั้นสร้างของพวกนี้ออกมามากมายแค่ไหน สูตรเวทแสงของเธอแม้ว่ามันจะถูกย่อออกมาแล้วทำให้ประสิทธิภาพในการกำเนิดแสงลดลง แต่การกินพลังเวทก็น้อยลงไปด้วย มันยังมีวัตถุเวทหลายอย่างที่สามารถใช้แสงเล็กๆ เหล่านั้นประกอบกันให้เป็นแสงที่ใหญ่กว่านี้ได้ แล้วเมื่อนำมาเทียบประสิทธิภาพในการกินพลังเวทในปริมาณแสงที่เท่ากัน หากมันใช้พลังเวทที่น้อยกว่าได้ นั่นก็หมายถึงต้นทุนที่ถูกลง และผู้คนที่ใช้ก็จะชื่นชอบมันเช่นกัน”

    วิวเกอฟอร์ดกล่าวถึงมุมมองผู้ผลิตและผู้ใช้วัตถุเวทพวกนี้

    ผู้ใช้วัตถุเวทไม่ได้มีหน้าที่แค่ใช้ แต่พวกเขาต้องจ่ายเงินซ่อมบำรุงมันด้วย การซื้อหินเวทเพื่อเติมพลังงานให้กับวัตถุเวทก็เป็นภาระต้นทุนกับผู้ใช้เช่นกัน

    เพราะเหตุนี้จึงมีนักเวทยาศาสตร์มากมายที่พยายามจะคิดค้นการลดการใช้พลังเวทหรือหาพลังงานทางเลือกของพลังเวทอยู่เสมอ

    ซึ่งธีสิสของเมอร์ลินก็ตอบโจทย์ของพวกเขา

    “หมายความว่าจะมีคนมากมายอ้างอิงธีสิสของผมอย่างนั้นหรอ?”

    เมอร์ลินเข้าใจคำพูดของวิวเกอฟอร์ดได้อย่างรวดเร็ว

    “ใช่แล้ว เธอรู้รึป่าวว่าธีซิลหัวข้อการย่อสูตรเวทต้นกำเนิดแสงนั้นถูกประเมิน 10 แต้มคะแนนวิชาการ และเธอจะได้รับแต้มวิชาการอ้างอิงจากมันถึง 5 แต้มต่อการอ้างอิงหนึ่งครั้ง” วิวเกอฟอร์ดกล่าว

    เมอร์ลินที่ได้ยินว่าได้แต้มอ้างอิง 5 แต้ม ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น

    “ห้าแต้มวิชาการเลยหรอ?”

    นี่มันไม่ใช่ว่าแค่แต้มอ้างอิงก็มีมูลค่ามากกว่าหัวข้ออื่นๆ ที่เขาทำหรอกหรือ?

    ทั้งๆ ที่พวกมันก็เป็นหัวข้อในรูปแบบเดียวกัน

    “ใช่ แต้มอ้างอิงต้องใช้ห้าแต้มวิชาการ คุณอาจจะตกใจที่มันมีค่ามากกว่าหัวข้ออื่นที่คุณทำ แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่น่าแปลกใจเลย เพราะสูตรเวทที่คุณคิด มันได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักประดิษฐ์คนอื่นๆ สามารถหยิบยกไปทำอะไรต่างๆ ได้อย่างมากมาย วัตถุเวทที่เกี่ยวกับแสงนั้นแทบจะถูกผลิตเยอะสุด และมันก็ถูกสร้างออกมาอย่างหลากหลาย มันจึงไม่แปลกที่ผมจะประเมินว่าหัวข้อธีสิสชิ้นนี้มีมูลค่าที่เพียงพอจะทำให้คุณกลายเป็นนักวิชาการสามดาวได้”

    “ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเจเฮริสมีข้อเสนอจะให้คุณ ไม่รู้ว่าคุณสนใจหรือไม่?”

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน