เสียงเอ่ยปากพึมพำระบายความในใจขององค์ชายรอง ในแต่ละประโยคที่เปล่งออกมาด้วยฤทธิ์แห่งสุรานั้น แม้ฟังไม่ได้ศัพท์แต่ก็พอจะเดาได้ว่า ภายในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยแรงอาฆาตอันกล้าแกร่งเพียงใด
...ทว่าในห้วงเวลานั้นเอง...
“ฮ่าๆๆ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เ้าชิงบัลลังก์ของฝ่าาไปได้ง่ายๆ เ้าอย่าคิดให้เปลืองสมองเลย?”
เสียงหัวเราะต่ำลึกก้องกังวานดุจอสูรจากห้วงอเวจีดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันสีเทาขุ่นหมุนวนรวมตัวราวเงาแห่งปีศาจ กลิ่นกำยานเก่าผสมกลิ่นคาวเืจางๆ ฟุ้งเข้าจมูกชวนให้ขนลุก
ก่อนองค์ชายรองจะทำสิ่งใด ร่างนั้นก็ตรงเข้ามากระชากเขาจนพุ่งไปข้างหน้า ฝ่ามือเย็นเฉียบดุจคีมเหล็กกล้าของชายผู้นั้นพุ่งเข้ามาบีบรัดที่ต้นคอของเขา แผ่พลังปราณดังสายลมแห่งมัจจุราช สติขององค์ชายรองพลันดับวูบลงในทันที
่บ่าย ณ ห้องตำรา ตำหนักหลวง
จู่ๆก็ปรากฏม่านหมอกสีเทาฟุ้งตลบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงพระอักษร ส่งกลิ่นระคนกันระหว่างกำยานเก่าแก่และไม้สนที่กำลังลุกไหม้
“มาแล้วหรือ... ท่านอิ๋นชู่กี”
เสียงของาามันสินธรเอื้อนเอ่ยอย่างแ่เบา
เมื่อม่านหมอกจางลง เงาร่างหนึ่งในชุดดำก็ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ท่าทางสงบสุขุม ใบหน้ารูปไข่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากหนังสีดำไร้ลวดลาย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นเย็นเฉียบ ไร้วี่แววแห่งความรู้สึก ในอ้อมแขนของเขา องค์ชายรองแน่นิ่งดั่งตุ๊กตาผ้า
“ข้านำองค์ชายรองกลับมาตามพระบัญชา พะยะค่ะ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น
เมื่อวางร่างไร้สติขององค์ชายรองลงบนพื้นเบื้องหน้าฝ่าา เขาก็ลงมือปลดจุดที่สะกดไว้ในทันที องค์ชายรองพลันสะดุ้ง ลืมตาขึ้นอย่างพร่ามัว พลันมองไปรอบห้องอย่างสับสน
“เ้า!! เ้าลูกอกตัญญู!!” พระสุรเสียงของฝ่าาดังกึกก้อง จนแม้แต่เพดานสูงก็สะท้านะเื แววตาแดงฉานเต็มเปี่ยมด้วยเพลิงแห่งโทสะ
“เ้ากล้าคิดจะปลิดชีพพี่ชายของเ้า เพื่อตัดโอกาสในการครองบัลลังก์ของเขา ด้วยวิธีการอันต่ำช้าเช่นนี้ เ้ารู้หรือไม่ว่า หากสัตว์ปีศาจที่เ้าปล่อยออกมาเข่นฆ่าผู้คนในราชวงศ์อื่น แล้วพวกเขาล่วงรู้ว่าเ้าคือต้นเหตุ าระหว่างอาณาจักรก็จะบังเกิดขึ้นอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้!?”
“ท่านพ่อ… ท่านล่วงรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็ผู้กระทำ?” องค์ชายรองกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจ
ฝ่าาทรงนิ่งเงียบไม่ตรัสคำใด แต่สายตากลับหันไปทางชายชุดดำผู้นั้น
“อ๋อ… ท่านองครักษ์เงา เซียนระดับอริยะ... ท่านอิ๋นชู่กี… ผู้มีฉายา เงาแห่งเมฆา”
องค์ชายรองแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงยกยอ ชวนให้ดูไร้เดียงสา แต่ใจกลับเต้นรัวราวกลองศึก ชายผู้นี้ คือเงาที่ไม่มีแม้เงา ไม่มีแม้เสียง ไม่มีแม้ภาพสะท้อน แม้ในยามที่เขาเปล่งพลังจนถึงจุดสูงสุด ศัตรูก็ไม่อาจตรวจพบ
“แม้พี่ชายแท้ๆ เ้ายังคิดจะเอาชีวิต… หากข้ามอบบัลลังก์ให้เ้า ราชนิกุลทั้งแผ่นดินคงมิถูกล้างผลาญจนหมดสิ้นเลยหรือ” ฝ่าากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด
“เสด็จพ่อ… ลูกถูกท่านอาเยี่ยนเยว่ฮวาหลอก… นางกล่าวว่า หากลูกอธิษฐานแล้วโยนหินศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบสามก้อนลงในรอยแยกอัคคีพร้อมกัน ทุกสิ่งที่หวังก็จะสมปรารถนา... ลูกไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นจะเรียกสัตว์ปีศาจออกมา...”
“เ้าลูกโง่!!!”
คำตรัสของพระฝ่าาดังสะท้อนไปทั่วห้อง
“ครั้งนี้ ข้าจะลงโทษเ้าด้วยการกักบริเวณหนึ่งปี ให้อยู่ในตำหนักกิเลนวายุ ห้ามออกมาเด็ดขาด!” พระสุรเสียงนั้นเด็ดขาดจนไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
จากนั้น พระาาทรงหันไปยังองครักษ์เงา “ท่านอิ๋นชู่กี... สร้างข่ายอาคมกักขังให้แ่า อย่าให้เขาย่างกรายออกมาได้แม้เพียงก้าวเดียว”
“รับทราบ” อิ๋นชู่กีรับคำสั่ง แล้วดึงร่างองค์ชายรองวาร์ปหายไปในพริบตา
ความเงียบเข้าครอบงำห้องอีกครั้งยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็มีเสียงประกาศจากทหารยาม
“ท่านมหาเสนาบดีขอเข้าเฝ้า...”
“รีบเชิญเข้ามา” ฝ่าาตรัสด้วยเสียงมั่นคง
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” เสียงฉะฉานของมหาเสนาบดีดังขึ้นพร้อมคำนับ
“มีเหตุอันใด ท่านจึงได้มาหาข้าถึงในห้องตำรานี้เชียว?” ฝ่าาตรัสถาม ท่านมหาเสนาบดีถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างกล้าหาญ
“ข้าพระองค์มีสิ่งหนึ่งที่ต้องสารภาพ... องค์รัชทายาทในอดีต ทั้งเหลวไหล เกเร ไร้ความตั้งใจใฝ่รู้ในราชกิจ ข้าจึง... วางยาพิษเขา ด้วยหวังให้เขาสำนึก”
“เ้าคงคิดว่าด้วยความห่วงใยบ้านเมืองแล้ว เ้ามีสิทธิ์ฆ่าลูกชายของข้าเช่นนั้นหรือ?” พระสุรเสียงของฝ่าาที่ตรัสอย่างเยือกเย็นขึ้นอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศทั้งห้องหนักอึ้ง
“ฝ่าาทรงทราบเื่นี้มาก่อนแล้วหรือพะยะค่ะ” มหาเสนาบดีเอ่ยถาม
“ก็พอจะรู้อยู่บ้าง... แต่ข้าก็ยังสืบไม่พบหลักฐาน และที่สำคัญ... องค์รัชทายาทก็ยังไม่เป็อะไร แถมกลับเปลี่ยนเป็คนละคน” แม้ถ้อยคำจะฟังดูราบเรียบ หากแต่แฝงด้วยพลังอันน่าเกรงขามอย่างล้นเหลือ
“ฮ่าๆๆ เช่นนั้นก็ถือได้ว่า ข้าพอมีโชคอยู่บ้าง ครั้งนี้ข้าคงต้องเปลี่ยนมาขอบใจเ้าแล้วสินะ... “ ฝ่าาเอ่ยเหมือนอารมณ์ดีแต่ท่านมหาเสนากลับรู้สึกเสียวสันหลังชอบกล
“ครั้งนี้ข้าจะไม่ลงโทษเ้า แต่จงจำไว้ให้ดีว่าอย่าได้มีครั้งที่สองอีกเป็อันขาด ลูกของข้า... จะอยู่หรือจะตาย ข้าคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็ผู้ตัดสิน ต่อจากนี้ไป ใครก็ตามที่คิดร้ายกับองค์รัชทายาท ข้าจะไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตอีกต่อไป” น้ำเสียงของฝ่าาช่างหนักแน่น และสร้างกระแสแห่งควมกดดันแผ่ซ่านออกไปอย่างน่ากลัว
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงไว้ชีวิตข้า... แต่ความผิดนี้ก็ยังติดอยู่ในใจของข้ามีอาจถูกลบเลือนไปได้ ดังนั้นขอฝ่าาได้โปรดประทานอนุญาตให้ข้านำกองเรือแม่น้ำ เดินทางไปสารภาพผิดกับองค์รัชทายาทด้วยตัวของข้าเองด้วยเถิด”
ท่านมหาเสนาบดีกล่าวด้วยความอ่อนน้อม ก่อนหันไปยังทิศที่สำนักปฐมิญญาตั้งอยู่ “หลังจากนั้น... ชีวิตข้าทั้งหมดจะถวายให้กับองค์รัชทายาท ไม่ว่าองค์รัชทายาทจะทรงบัญชาให้ข้ามีชีวิตอยู่... หรือมอดดับไป ข้าก็พร้อมยินดี”
ฝ่าาหัวเราะเสียงดังด้วยความพึงพอใจ “ดี! ดีมาก! สมกับเป็ลูกผู้ชาย กล้าทำ กล้ารับ ฮ่าๆๆ แต่ข้าคิดว่า... รัชทายาทคงไม่ลงโทษพ่อตาอย่างเ้าแน่นอน ไปเถอะ ข้าอนุญาต”
“ขอบพระทัยฝ่าา ข้าขอลา” เมื่อกล่าวจบ มหาเสนาบดีจึงค้อมกายคารวะ ก่อนถอยออกจากห้องตำราอย่างเงียบงัน