ตอนที่ 64
ผ่านเข้ารอบ
หานเฟิงเอื้อมมือคว้าจับใบไม้ที่ร่วงหล่น สัมผัสรู้ถึงพลังชีวิตอันเหลือล้นที่อยู่ในร่าง เป็นพลังชีวิตที่มากมาย และอายุขัยที่เทียบได้กับตัวตนในอดีตของมัน
“ ขอบใจเจ้ามาก… ”
หานเฟิงทอดถอนใจกล่าวคำออกมาอย่างแผ่วเบา วาสนาที่ได้มาเปล่าครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่นัก นอกจากเพิ่มอายุขัยมาอย่างมหาศาลแล้ว มันยังสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่อัดแน่นอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย เป็นพลังชีวิตที่มากมายมหาศาล คล้ายดั่งว่าสามารถฟื้นฟูส่วนที่บาดเจ็บเสียหายได้อย่างทันท่วงที มันจึงทดลองเรียกเอามีดเล่มหนึ่งออกมา กรีดเฉือนลงไปบนฝ่ามือ ก่อนจะมองเห็นโลหิตข้นคลั่กไหลทะลัก หากเพียงพริบตา บาดแผลก็สมานตัวจนไร้ริ้วรอย
หานเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก “ ช่างเป็นพลังชีวิตที่มากมายมหาศาลยิ่งนัก อาการบาดเจ็บกลับถูกฟื้นฟูขึ้นมาในพริบตา... หากมิรู้ว่า ถ้าสูญเสียอวัยวะไป จะยังสามารถงอกคืนกลับมาได้หรือไม่...”
หานเฟิงบังเกิดเป็นความสงสัยขึ้นมา หากไม่กล้าเสี่ยงทดลองดู เพราะอย่างไร อวัยวะทุกส่วนล้วนเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะขาดไปเพียงแค่เพียงนิ้วก้อย หากแต่นั้น หมายถึงความสามารถในการต่อสู้ที่ลดลง ดังนั้นแล้ว มันที่อย่างไรจึงไม่ขอทดสอบลองดู เพราะแค่เพียงความสามารถในการฟื้นฟูบาดแผลในชั่วพริบตา นี่ก็นับเป็นวานสนาที่สามารถพลิกเปลี่ยนชะตากรรมของมันในอนาคตแล้ว
“ มิรู้ว่าเป็นผู้ใดเคยช่วยเหลือเจ้า หากสุดท้าย ผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่กลับตกลงมาสู้ข้า ข้าจึงขอบคุณพวกเจ้าทั้งสอง… ไม่สิ เป็นทั้งสาม ขอบคุณพวกเจ้ายิ่งนัก”
ในขณะเดียวกัน ไกลห่างออกไปถึงทะเลตะวันออก ที่ยามนี้เป็นตอนกลางวัน ด้านในตำหนักบรรทมของธิดามังกร หน้าม่านมุก ที่บัดนี้ปรากฏหญิงรับใช้ผู้หนึ่งพึ่งจะเสร็จสิ้นจากการทูลความ
“ พบตัวแล้ว?!!!... เป็นที่ใด?” เสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีของธิดามังกรดังออกมาจากหลังม่านมุก
“ อาณาจักรร่มพฤกษาเพคะ”
“ อาณาจักรร่มพฤกษา? กลับไปไกลถึงเพียงนั้น… ช่างเถอะ อย่างไรก็จับตาดูมันไว้ อย่าให้มันได้หายไปที่ใดอีก”
“ แล้วต้องแจ้งราชวงศ์ร่มพฤกษาหรือไม่เพคะ พวกมันคล้ายจะ...”
“ หากไม่มีอันใดเกิดขึ้นก็นิ่งไว้ แต่ถ้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา… ก็ให้คนของเราออกหน้าช่วยเหลือมัน”
รุ่งเช้า ณ อาณาจักรร่มพฤกษา วันนี้ชาวบ้านหลายต่อหลายคนต่างพากันตื่นเต้นยินดี เมื่อพบว่า พวกตนได้ถือครองใบไม้ จากต้นไม้เทวโลก ด้วยความศรัทธา พวกมันต่างนำใบไม้มาเคารพบูชา ราวกับเป็นของต่างหน้า ที่คล้ายจะตกทอดมาจากต้นตระกูล
กระทั่งที่ดวงตะวันลอยสูงขึ้น การแข่งคันกลุ่มแรกที่สนามประลองกลางก็กำลังจะเริ่มขึ้น บนเวทีประลองมองเห็นกลุ่มการแข่งขันสองกลุ่ม ที่ต่างก็ยืนประจำอยู่ในตำแหน่งของตนเอง ฟากหนึ่งนั้นมองเห็นเป็นกลุ่มราชวงศ์ร่มพฤกษา ส่วนอีกฟาก เป็นกลุ่มจากเมืองใบไม้ร่วง เป็นกลุ่มของหานเฟิง ซึ่งหานเฟิงที่บัดนี้ยืนอยู่ท้ายสุด กระทั่งคำ “ เริ่มได้” จากกรรมการผู้ควบคุมดังขึ้น คนทางกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง ก็พากันกระโดดออกจากเวที ที่ไม่เว้นแม้กระทั่งหานเฟิง ซึ่งอันที่จริง มันแทบจะกระโดดออกมาเป็นคนแรกด้วยซ้ำไป สำหรับมันที่วางแผนให้กลุ่มของตนผ่านไปจนเข้าสู่รอบสี่กลุ่มสุดท้าย จึงไม่จำเป็นต้องชนะไปทุกครา มันเพียงแค่รักษาอันดับให้สามารถผ่านเข้าไปในการแข่งขันรอบสุดท้ายได้ก็พอ
กลุ่มจากเมืองใบไม้ร่วงกลับเข้าที่พัก ทุกคนสีหน้าล้วนเป็นปกติ พูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีผู้ใดรู้สึกเสียใจต่อความพ่ายแพ้ในครั้งนี้
กระทั่งกลุ่มการประลองถัดไปตบเท้าขึ้นเวที ผู้ชมจึงได้รู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานกับการประลองที่สุดมันส์
เวลาล่วงผ่านไปจนถึงเย็น ในที่สุดกลุ่มการประลองคู่สุดท้ายก็สิ้นสุดลง มีแปดกลุ่มที่ชนะในวันนี้ และมีแปดกลุ่มที่ต้องพ่ายไป บางกลุ่มนั้นเก็บแต้มได้ถึงสองแต้ม หากบางกลุ่มก็ไม่มีแต้มเลย ส่วนกลุ่มของหานเฟิงนั้นมีอยู่หนึ่งแต้ม ส่วนพรุ่งนี้จะได้สู่ศึกกับกลุ่มใด ยังคงต้องลุ้นกันในตอนเช้าวัน
เมื่อกลับมาถึงที่พัก คนทั้งเก้าที่นอกจากหานเฟิงก็พากันไปสกัดกลั่นเม็ดยา ซึ่งยังคงเป็นราชวงศ์ร่มพฤกษาที่ใจดี มอบวัตถุดิบมาให้เป็นทุน ส่วนหานเฟิงก็ยังคงหลบมานั่งอย่างโดดเดี่ยวลำพัง มันแหงนหน้ามองดูต้นไม้ใหญ่ ที่นานครั้งจะมองเห็นใบเขียวร่วงหล่นลงมา
“ คงอีกไม่นาน ที่สัญลักษณ์แห่งอาณาจักรร่มพฤกษานี้ จะหายไปตลอกกาล”
นี่นับเป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายของมันยิ่งนัก ในชีวิตที่แล้ว ไม้ใหญ่ต้นนี้มิได้ล้มลง คงอยู่สืบไปอีกนานเท่านาน หากเพราะการหวนคืนกลับมาของมันในครานี้ กลับทำให้ไม้ใหญ่ต้นนี้ต้องล้มลงในที่สุด สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายนี้ มันก็หวังเพียงให้เกิดขึ้นบนดาวดวงนี้ก็พอ สถานที่อื่นใดในแดนเทพ ยามเมื่อมันหวนกลับไป ขอเพียงว่าทุกสิ่งอย่างยังคงเดิม
เช้าวันต่อมา การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป พอตกบ่าย ทุกกลุ่มการประลองก็สิ้นสุดลง มีผู้ยินดี ย่อมมีผู้ผิดหวัง บ้างได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง บ้างก็พ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง หากที่พ่ายบ้าง ชนะบ้าง ก็ยังมี แต่สำหรับกลุ่มเมืองใบไม้ร่วงของหานเฟิงนั้น วันนี้ หลิวอี้ชิวสามารถนำกลุ่มเอาชัยโดยที่หานเฟิงมิจำต้องยื่นมือ
วันเวลาล่วงผ่าน กระทั่งเข้าสู่ช่วงสายของการแข่งขันในวันที่ห้า กลุ่มการประลองคู่ที่สาม บนเวที เป็นเมืองใบไม้ร่วง ประลองกับ เมืองหมอกมายา ทันทีที่สัญญาณจากกรรมการเริ่มขึ้น เม็ดยาก็ปลิวว่อน เสียงระเบิดตูมตาม กระแสปราณทะลักทลาย หากเป็นทางฝั่งของเมืองใบไม้ร่วงที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เป็นกลุ่มควันหนาทึบสีม่วง ที่กลืนกินผู้คนเข้าไป หานเฟิงก็ติดอยู่ภายในกลุ่มควัน มันปิดกลั้นลมหายใจไม่ให้เผลอสูดควันพิษเหล่านี้เข้าไป หากกลับพบว่า สหายที่เปิดกั้นลมหายใจเช่นกันกลับพากันทะยอยล้มลง
พวกมันมิได้สิ้นสติ หากเป็นสองมือกุมท้องด้วยความเจ็บปวด หานเฟิงกวาดไล่สายตามอง พบว่า ที่ยืนอยู่ได้กลับมีเพียงแค่ตน กระทั่งหลิวอี้ชิวที่อยู่ขอบเขตปราณนภาก็ร่วงลงมาจากฟ้า ตนเห็นเช่นนั้นจึงสูดลมหายใจเข้า คิดหวังว่าจะถูกพิษไปด้วยกัน แต่แล้ว มันกลับพบว่า พิษไม่เป็นผล หานเฟิงงุนงงยิ่ง แต่ก่อนที่กลุ่มควันจะจางหาย จึงแสร้งเป็นล้มลง กระทั่งที่เสียงกล่าวจากกรรมการผู้คุมประกาศกลุ่มผู้ชนะ
“ ผู้ชนะ เมืองหมอกมายา”
จากนั้น กลุ่มผู้ชนะก็ตรงเข้าหากลุ่มผู้พ่าย มอบเม็ดยาขับสลายพิษ รักษาอาการ เมืองหมอกมายากระทำเช่นนี้ในทุกครั้งที่ขึ้นประลอง พิษของเมืองหมอกมายาค่อนข้างขึ้นชื่อ คิดหวังยาถอนพิษ มีเพียงพวกมันจึงมี
กระทั่งที่คนผู้หนึ่งเอายาถอนพิษมามอบให้กับหานเฟิง มันก็พบเห็นหานเฟิงที่แสดงสีหน้าเจ็บปวด หากพลันต้องเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ
“ จ เจ้าไม่…”
หากคนผู้นั้นกล่าวได้เพียงแค่ครึ่งความ ก็เป็นต้องถูกหานเฟิงคว้าจับข้อมือ จากนั้น มันก็กล่าวพูดอันใดออกมาไม่ได้อีก เป็นมันถูกหานเฟิงใช้ลมปราณที่กร้าวแกร่งหยุดยั้งถ้อยคำ
“ อย่าได้กล่าวแล้ว” หานเฟิงย่อมทราบ ว่าคนผู้นี้คิดกล่าวสิ่งใด เพราะตนที่ไม่ถูกพิษ ย่อมมิอาจตบตาผู้ใช้พิษได้
คนผู้นั้นจับจ้องมองหานเฟิงที่นอนอยู่ตรงหน้าอย่างหวาดผวา เป็นมันเห็นชัดว่าความสำเร็จของคนผู้นี้มิได้ต่างกันกับตนเอง แต่ตนกลับถูกคนผู้นี้สะกดหยุดยั้งจนไม่แม้แต่จะกล่าวคำ สมควรเป็นความสำเร็จที่ต่างกันจนมันได้แต่พยักหน้ายินยอม เมื่อสัมผัสว่า ข้อมือที่ถูกจับได้คลายออกแล้ว ตนจึงได้รีบสาวเท้าเดินจากไป
หลังเสร็จสิ้นการประลอง คนทั้งกลุ่มที่อาการดีขึ้นหลังจากได้รับยาถอนพิษ ก็กลับเข้าที่พัก นั่งชมกลุ่มการประลองคู่ถัดไป หากจะมีก็แต่หานเฟิงที่ขมวดคิ้วครุ่นคิด ไฉนตนจึงมิถูกพิษเล่นงาน
กระทั่งยามบ่ายที่การประลองจบลง หานเฟิงก็ร้องของโอสถพิษต่อซ่งจางหมิง
“ โอสถพิษ?... เจ้าจะเอาไปทำอันใด?”
ซ่งจางหมิงมองหานเฟิงอย่างงุนงง มันย่อมทราบรู้ ว่าสหายร่วมประลองผู้นี้ หาได้ฝึกปรือมาในแนวทางของผู้กลั่นสกัดเม็ดยา
“ มีหรือไม่ ข้าเพียงต้องการขอซื้อต่อจากเจ้า”
“ ใช่เป็นเจ้าคิดเอาไปใช้ในการประลองวันพรุ่งนี้? แต่ขอเตือนเจ้า คิดนำไปใช้ในการประลองยังคงไม่เกิดประโยชน์ โอสถพิษนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ปรุงได้ แต่จะให้ส่งผลรวดเร็วรุนแรงเช่นที่พวกเราโดนกันมา ยังคงมีแต่เมืองหมอกมายาที่สามารถกระทำ”
“ เช่นนั้นเป็นเจ้ามีโอสถพิษ”
“ เพ่ย ย่อมมี หากมีเพียงแค่สี่เม็ด เอาไปเถอะ มิต้องจ่ายให้ข้าหรอก”
กล่าวพร้อมกับเรียกเอาเม็ดยาสีสันฉูดฉาดออกมาสี่เม็ด ก่อนจะยื่นส่งให้กับหานเฟิง
“ นี่เป็นพิษกรัดกร่อน ระวังด้วยอย่าให้แตก โอสถพิษเหล่านี้เป็นแบบแพ่กระจายในอากาศ ควันของมันมีฤทธิ์กรัดกร่อน หากมิได้ส่งผลรุนแรงมาก แต่อย่าได้เผลอกลืนกินเข้าไปเชียว เพราะถ้ากินเข้าไปแล้ว ก็มีแต่ตายสถานเดียว ต่อให้ยาถอนพิษก็ช่วยเหลือไม่ทัน”
กล่าวจบก็เดินจากไป มิได้สนใจว่าหานเฟิงนำโอสถพิษไปใช้ทำอันใด ส่วนหานเฟิงที่ได้โอสถพิษสี่เม็ดนี้มา ก็มิได้สนใจซ่งจางหมิงเช่นกัน มันเพียงมองเม็ดยาทั้งสี่ในมือ ก่อนจะร่ายใช้ดาราวาบวับไปอยู่ในจุดที่ไม่มีผู้คน
หานเฟิงทดลองบี้บีบโอสถพิษเม็ดหนึ่งจนแตก มองเห็นควันสีเหลืองที่ลอยล่อง มันสูดดมได้กลิ่นเหม็นที่แปลกปลอม ลองสัมผัสดู ก็มิได้รู้สึกแสบร้อนอันใด
“ ไม่เป็นผล?”
หานเฟิงชั่งใจ ก่อนนำโอสถพิษอีกเม็ดมาบีบให้แตก หากครานี้มันทดลองสูดรับเอาควันเหม็นเข้าไปเป็นจำนวนมาก ที่นอกจากกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนจนทำให้มันรู้สึกอยากจะอาเจียนแล้ว ก็ยังคงมิได้บังเกิดซึ่งความเปลี่ยนแปลงอื่นใด
“ นี่เป็นข้าได้รับคุณสมบัติต้านพิษมาจริงๆ?”
นับตั้งแต่ที่มันได้สูดเอาควันพิษจากการประลองเข้าไป แล้วไม่เกิดอันใดขึ้น มันก็มีข้อสันนิษฐานหนึ่งมาตลอด ว่าเป็นมันได้รับคุณสมบัติในการต้านพิษมาจากหัวใจพฤกษา แต่ก็เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานที่ไร้การยืนยัน
“ หลิงซีมิได้บอก ว่าหัวใจพฤกษาของนางที่นอกจากอุดมไปด้วยพลังชีวิตแล้ว จะยังมีคุณสมบัติอันใดซ่อนเร้นอยู่อีก แต่ก็เป็นไปได้ว่าจะมีคุณสมบัติในการต้านพิษมาแฝงมาด้วย”
หานเฟิงมองเม็ดยาสีสดใสอีกสองเม็ดที่เหลือ ขบคิดว่า ลองกลืนดูเลยดีหรือไม่ แต่เพราะยังคงไม่มั่นใจ จึงได้แต่เก็บเม็ดยาเอาไว้ในแหวนมิติของตน
วันเวลาล่วงผ่าน วันแล้ววันเล่า การแข่งขันเริ่มขึ้นในตอนเช้า และจบลงในช่วงบ่าย กระทั่งเข้าสู่เช้าวันสุดท้ายของการประลอง ข่ายเวทย์กลางอากาศ ประกาศให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ถึงสามกลุ่มการประลองที่จะผ่านเข้าสู่รอบถัดไป
แข่งขันกันมาแล้วสิบสี่รอบ อันดับที่หนึ่ง คือกลุ่มราชวงศ์ร่มพฤกษา ที่นำอยู่ด้วยจำนวนแต้ม สิบสี่แต้ม ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด
ส่วนอันดับที่สอง เมืองสนอัคคี ทั้งสิบสี่รอบพ่ายแพ้เพียงราชวงศ์ร่มพฤกษา โดยการเลือกลงจากเวที จึงมีจำนวนแต้มอยู่ที่ สิบสามแต้ม ตามหลังผู้นำเพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น
และอันดับที่สาม เมืองหมอกมายา เช่นกันคือพ่ายแพ้ให้แก่ราชวงศ์ร่มพฤกษา และอีกหนึ่งคือเมืองสนอัคคี จึงมีจำนวนแต้มอยู่ที่ สิบสองแต้ม เป็นอันดับที่สาม ที่จะผ่านเข้ารอบต่อไป
ทั้งนี้ จึงเหลืออีกเพียงแค่หนึ่งกลุ่ม ที่จะมีสิทธิผ่านเข้ารอบ ซึ่งหนึ่งที่นั่งนี้ ถูกชิงชัยระหว่างเมืองใบไม้ร่วง และเมืองปราการพฤก ที่ต่างก็มีจำนวนแต้มอยู่ที่สิบเอ็ดแต้มเท่ากัน และทั้งสองกลุ่ม ก็ยังเป็นคู่แข่งขันกันในวันนี้ จึงกล่าวได้ว่า การประลองของคู่นี้ จึงนับเป็นการตัดสิน ว่ากลุ่มใด จะคว้าเอาที่นั่งสุดท้ายไปครอง
ข่ายเวทย์กลางอากาศ บอกชัดถึงรอบการแข่งขันระหว่างเมืองใบไม้ร่วง และเมืองปราการพฤก ว่าเป็นรอบการแข่งขันสุดท้าย ดั้งนั้น ผู้ชมจึงจำต้องนั่งชมการประลองเจ็ดรอบแรกอย่างที่ไม่มีอะไรให้ลุ้น ทั้งการแข่งขันเองก็มิได้ดุเดือดมากนัก จึงผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย
กระทั่งเข้าสู่ยามบ่าย ช่วงเวลาที่ทุกผู้คนรอคอยก็มาถึง การแข่งขันรอบสุดท้าย การประลองระหว่างเมืองใบไม้ร่วงและเมืองปราการพฤก เพื่อชิงตำแหน่งที่นั่งสุดท้าย ในความคิดของฝูงชนแล้ว การแข่งขันในรอบนี้ จะต้องดุเดือดอย่างแน่นอน
แล้วก็มิทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง เมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีชนชั้นปราณนภา เม็ดยาจึงลอยคว้างระเบิดใส่กัน จนเรียกเป็นเสียงเฮจากฝูงชน
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
ดุเดือดยิ่ง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีใครยอม เม็ดยามีเท่าไรก็งัดออกมาใช้กันให้หมด หานเฟิงที่ยามนี้ก็ทำตัวเป็นผู้ช่วยที่ดี ร่ายใช้กำแพงปฐพีขึ้นบดบัง หากบางครั้งก็ลอบเร้นปล่อยกระแสปราณหนุนเสริมเข้าไปในเม็ดยา จึงยิ่งมา ฝ่ายของเมืองใบไม้ร่วงจึงยิ่งคล้ายว่าจะมีชัย
กระทั่งที่เสียงระเบิด “ ตูมมม...” อย่างรุนแรงที่บนฟากฟ้าดังขึ้น ก็ได้เป็นการประกาศซึ่งชัยชนะของกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง เป็นเม็ดยาของหลิวอี้ชิว ที่หานเฟิงลอบแฝงกระแสปราณเข้าไป สร้างเป็นระเบิดอัคคีร้อนแรงพวยพุ่ง เปลวอัคคีแผดเผาผู้ฝึกตนปราณนภาของฝ่ายตรงข้ามจนพ่ายไป
“ ผู้ชนะ เมืองใบไม้ร่วง”
เสียงประกาศของกรรมผู้ควบคุม เรียกเป็นเสียงเฮด้วยความยินดีจากกลุ่มของเมืองใบไม้ร่วง พวกมันต่างยกชูสองมือประกาศชัยชนะ กล่าวคำ ผู้แบกความหวัง ที่มอบให้ต่อหลิวอี้ชิวจนดังกังวาน
เสียงปรบมือจากผู้ชมดังกึกก้อง การแข่งขันในวันนี้จบลงแล้ว สี่กลุ่มที่ผ่านเข้ารอบต่อไปเป็นที่ประจักษ์ พรุ่งนี้จึงเป็นการแข่งขันในรอบถัดไป
ดึกสงัด ในตำหนักทรงงานที่ยังคงจุดโคมตะเกียงสว่างไสว ริมหน้าต่างมองเห็นองค์จักพรรดิในฉลององค์สีเขียวลายเถาไม้ที่แลดูสง่างาม ที่กำลังทอดตามองขึ้นไปบนฟากฟ้า แลมองพุ่มไม้ใบหนาของต้นไม้เทวโลก กระทั่งที่ครู่หนึ่ง ก็ปรากฏเห็นบุรุษหนุ่มในชุดสีครามก้าวเดินเข้ามา
“ เสด็จพ่อเรียกหาหม่อมฉัน?...” เป็นรัชทายาท มู่หวังจื่อ
“ ต้นไม้เทวโลกผลัดใบ ทั้งที่ยังมิถึงฤดูกาล เจ้าพอจะทราบรู้สาเหตุหรือไม่?” องค์จักพรรดิละสายตาจากเบื้องนอก กล่าวคำต่อบุตรชายอย่างสงบ
“ หม่อมฉันให้คนสืบข่าวมาอยู่บ้าง หากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่า พักนี้ น้องสี่กับ… หนิงเอ๋อร์ เข้าไปในเขตหวงห้ามอยู่บ่อยครั้ง”
“ เจ้าสี่... กับนังลูกชู้นั่น? พวกมันเข้าไปในเขตหวงห้ามทำไม?”
“ น้องสี่นั้นหม่อมฉันไม่ทราบ แต่หนิงเอ๋อร์เป็นเข้าไปเพื่อสวดมนต์ภาวนาให้กับมารดาของนาง…”
“ เหอะ... สตรีที่ร่านราคะ ลอบคบหากับชายชู้ กว่าที่ข้าจะรู้ บุตรสาวของนางกับมันก็เติบใหญ่ มันน่าฆ่าให้ตายยิ่งนัก...” แววตาขององค์จักรพรรดิพลันปรากฏประกายสังหารเย็นเยียบ
“ ย ยังคงร้องขอต่อเสด็จพ่อ อย่าได้สังหารนาง มิเช่นนั้น จะยิ่งเป็นการตอกย้ำต่อข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไป”
“ ข่าวลือ? เหอะ ก็เพียงแค่ลมปากชาวบ้าน ข้าหาได้ใส่ใจ หากที่ข้ายังมิสังหารนาง ล้วนเป็นเพราะเจ้าร้องขอไว้ มิเช่นนั้น นางคงได้ตกตายตามมารดาของนางไปนานแล้ว”
“ ขอบพระคุณเสด็จพ่อทรงเมตตา”
องค์จักพรรดิพ่นลมหายใจออกอย่างหนักหน่วง “ เจ้าลองไปสืบดู ที่แท้เจ้าสี่ล่วงเข้าเขตุหวงห้ามไปทำไม ใช่มีส่วนข้องเกี่ยวกับเรื่องราวอันแปลกประหลาดของต้นไม้เทวโลกหรือไม่”
“ ขอรับ”
รัชทายาทที่รับคำเสร็จก็จากมา ทอดเดินอยู่เป็นนาน กว่าที่จะถึงตำหนักของตน กระทั่งที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องบรรทม สายตาที่ทอดมองไปบนเตียงกว้าง ก็บังเกิดเป็นประกายความปราถนาขึ้นมา
ที่นอนอยู่ เป็นร่างที่เปล่าเปลือยของหญิงสาววัยสิบแปดสิบเก้า เรือนกายขาวกระจ่าง ดวงหน้าพิสุทธิ์งดงาม ทันทีที่รัชทายาทเปิดประตูเข้ามา นางก็บิดกายอย่างเย้ายวน กล่าวคำที่ออดอ้อนจนชวนให้ผู้คนได้ฟังต้องรู้สึกวาบหวามใจ
“ ท่านปล่อยทิ้งข้าไว้คนเดียว ช่างเปรี่ยวเหงานัก มิรู้ว่าท่านจะชดเชยให้แก่ข้าด้วยสิ่งใด”
สตรีผู้นี้กลับเป็นมู่หนิงเอ๋อร์ รัชทายาทที่ได้ยินคำก็ยกยิ้ม แววตาปรากฏเต็มไปด้วยความลุ่มหลง กล่าวว่า
“ ย่อมต้องชดเชยเจ้าอย่างสุดความสามารถ”
กล่าวจบก็เปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่าก่อนจะกระโจนขึ้นเตียง
“ อื่มมม อย่าใจร้อนนัก บอกต่อข้า เป็นท่านพ่อเรียกหาท่านด้วยเรื่องอันใด?”
“ เป็นสอบถามเรื่องต้นไม้เทวโลก จริงสิ เจ้าล่วงเข้าไปในเขตุหวงห้ามอยู่บ่อยครั้ง พอจะพบเห็นเจ้าสี่บ้างหรือไม่”
“ พี่สี่? หม่อมฉันมักเห็นพี่สี่เข้าฌานบำเพ็ญ บ่มเพาะระดับพลัง”
“ งั้นเหรอ?...”
“ อย่าได้กล่าวถึงผู้อื่นแล้ว เรามาต่อเรื่องของเราให้จบกันเถอะ...”