ตอนที่ 178
พลังที่แท้จริงของวิหคอมตะ
ทันทีที่โลหิตในกายของเสวี่ยหมิงเหือดแห้งลูกกลมที่สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดธาตุพลังศักดิ์สิทธิ์ก็แตกสลายไปตามกัน ผนึกเพลิงระเบิดร่างของฮัวเหวินเยี่ยนที่สะกดพลังลมปราณของเสวี่ยหมิงก็พลันแตกสลายออกเช่นกัน แม้หัวใจของเสวี่ยหมิงจะหยุดเต้นไปหลายวินาที แต่เมื่อผนึกคลายออก พลังของหัวใจวิหคเที่ยงแท้ที่หยุดนิ่งก็กลับฟื้นคืนขึ้น
ตึก...ตัก...!!!
เพียงการเต้นแรงหนึ่งครั้งของหัวใจวิหคอัคคีเที่ยงแท้ พลังชีวิตก็กลับคืนสู่ร่างของเสวี่ยหมิงอีกครั้ง โลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่เหลวข้นสายใหม่ก่อเกิดจากไขสันหลังเปี่ยมแน่นไปด้วยพลังของมังกรเหมันต์ผสานรวมกับปราณอัคคีร้อนที่ชุบชีวิตอย่างลงตัว ธาตุพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สั่งสมจากการดูดกลืนโลหิตของตนเองก่อนหน้า ทำให้พลังของเพลิงวิหคอมตะและมังกรเหมันต์เข้มข้นขึ้นทั้งยังไม่เกิดการต่อต้านกันเช่นเดิม พลังทั้งสองกลับหมุนวนร้อยรัดกันเป็นเกลียว ทะลุทะลวงผ่านเส้นชีพจรที่เสียหาย ก่อกำเนิดเส้นชีพจรใหม่ที่ผสานรวมทั้งพลังของสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และผลของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขอบขั้นที่สาม ที่แม้จะยังไม่บรรลุสมบูรณ์แต่ก็ทะยานล้ำขึ้นไปหลายส่วน
คำ...ก่อเกิดสมดุล อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ยากเย็นที่สุดของเต๋าสุดขั้ว กลับก่อตัวกันขึ้นภายในร่างของเสวี่ยหมิงด้วยโชควาสนานำพา แม้ตอนนี้เจ้าตัวจะยังไม่เข้าใจพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ แต่ก็เพียงพอจะทำให้ระดับพลังลมปราณในร่างที่ดับสูญพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จากระดับพื้นฐานลมปราณ แตกระเบิดสู่ลมปราณแรกธรรมชาติ จนทะลวงเข้าสู่ระดับเชื่อมฟ้าดินขั้นต้น พลังที่ไหลบ่าจึงได้หมดลง
เมื่อเสวี่ยหมิงก่อเกิดพลังแห่งสมดุลได้ในร่าง ความรู้แจ้งแห่งเต๋าพลันปรากฏให้รับรู้ สองตาที่อ่อนล้าพลันเกิดประกายเจิดจ้า พลังลมปราณที่อันแน่นพลันลดต่ำวูบลงจนแทบจะเข้าสู่สภาวะไร้ลมปราณอีกครั้ง
แต่การไร้พลังในครานี้ไม่ได้เป็นเพราะถูกสะกดข่ม หรืออาการบาดเจ็บ แต่เป็นเพราะเสวี่ยหมิงเข้าใจหลักการของพลังแห่งสมดุลอย่างปรุโปร่งแล้วนั่นเอง เมื่อทดลองทำให้พลังลมปราณเพลิงและน้ำแข็งอยู่ในจุดที่เรียกว่าดับสูญตามธรรมชาติ ระดับพลังลมปราณก็จะถูกปิดซ่อนเอาไว้อย่างสมบูรณ์
ซึ่งแท้จริงแล้วผลที่เสวี่ยหมิงตั้งใจจะใช้เพื่อปกปิดตัวตนนั้นหาใช่ผลลัพธ์ที่แท้จริงของการลดระดับพลังลง แต่แท้จริงแล้วสิ่งนี้เรียกว่าเป็น...ภาวะดับสูญ เปรียบดั่งการปรับสภาวะร่างให้กลายเป็นคืนเดือนมืด(หยิน) เพื่อที่จะสะสมพลังงานรอเวลาสำแดงพลังของคืนเดือนหงายได้อย่างเต็มเปี่ยม(หยาง) ซึ่งถือเป็นสภาวะโจมตีขั้นต้นของเต๋าสุดขั้ว แต่กลายเป็นว่าสภาวะนี้บังเอิญก่อเกิดเป็น...การปกปิดซ่อนเร้นอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เสวี่ยหมิงจดจ่อเพียงแต่สิ่งที่ปรากฏขึ้น
แม้ได้รับสิ่งหนึ่ง แต่กลับต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่งไป เพราะหลังจากที่เส้นชีพจรลมปราณกลับฟื้นคืน เสวี่ยหมิงก็ไม่อาจเรียกลูกพลังสีดำที่สามารถดูดกลืนโลหิตศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าที่แท้จริงในขอบขั้นที่สามได้อีก พลังทางกายของเสวี่ยหมิงจึงหยุดยั้งลงเพียงแค่...สามแสนห้าหมื่นจินเท่านั้น
.
.
เวลาผ่านไปเกินกว่าครึ่งทาง หนิงเซียนที่ถูกกักตัวอยู่ในผาสำนึกตน แม้พลังฝีมือไม่ก้าวหน้า แต่หลังจากที่จิตใจผ่อนคลายจากการได้พบปะพูดคุยกับเสวี่ยหมิง ความคิดพลันกระจ่างใสกว่าเก่า ทักษะวิหคเก้าตะวันที่ฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเยาว์พลันทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบขั้นที่ห้า ซึ่งเป็นระดับทักษะที่เทียบเท่ากับผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะแล้ว
ฮัวเหวินเยี่ยนที่ได้รับข่าวดีว่าหนิงเซียนสามารถทะลวงระดับทักษะฝีมือสูงล้ำขึ้นไปอีกขั้นยิ่งมายิ่งเริงร่า แต่เพราะความสัมพันธ์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ในยุคของนางล้วนเสื่อมโทรมลง นางจึงสั่งผู้คนทั้งหลายที่รับรู้เรื่องราวให้ปิดปากเงียบ ด้วยเกรงว่าหากหนิงเซียนเกิดได้รับพลังเพลิงของเฟิ่งหวงขึ้นมาจริง ๆ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ต้องมีความเคลื่อนไหวตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้นจนกว่าที่หนิงเซียนจะเติบใหญ่กล้าแข็ง เพื่อป้องกันความผิดพลาด นับแต่นี้เรื่องราวใด ๆ ที่เกี่ยวกับความก้าวหน้าของหนิงเซียนจำเป็นต้องเก็บเป็นความลับทั้งสิ้น
ความยินดีที่เกิดขึ้นจนล้นพ้นในครั้งนี้ ทำให้ฮัวเหวินเยี่ยนลืมเลือนเรื่องราวของเสวี่ยหมิงไปเสียสนิทใจ จึงเดินทางไปรับตัวหนิงเซียนออกมาจากผาสำนึกตนก่อนกำหนดเวลาร่วมสิบวัน
.
.
เสวี่ยหมิงใช้เวลาอีกหลายวันนั่งทำสมาธิปรับชีพจรลมปราณที่ได้รับมาใหม่ให้เข้าสู่สภาวะปกติ อาการบาดเจ็บบอบช้ำทั้งหลายล้วนไม่หลงเหลือติดตัวแม้แต่น้อย เพราะยามที่ร่างกายแห้งเหี่ยวและฟื้นคืนกลับ ทำให้ร่างกายหลุดรอดออกจากโซ่ตรวนสะกดปราณที่พันธนาการตนเองเอาไว้ ทำให้ยามนี้เสวี่ยหมิงที่เป็นอิสระเดินสำรวจไปทั่วคุกคุมขังแห่งนี้
...สถานที่นี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก สภาพแม้คล้ายกับคุกอัคคีผลาญของสำนักหงส์อัคคี แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเพลิงลาวาที่ร้อนแรงด้านล่างกลับให้ความรู้สึกของพลังชีวิต
เสวี่ยหมิงที่ฟื้นคืนพลังเพลิงของวิหคอมตะสายใหม่ซึ่งเข้มข้นกว่าเก่าหลายเท่าตัว พลันทดสอบใช้มือข้างหนึ่งแช่ลงไปในลาวาร้อนลวก
แปลบ...!!! ความรู้สึกแปลกประหลาดพลันแล่นตรงสู่สมองของเสวี่ยหมิง หัวใจวิหคเพลิงเที่ยงแท้ที่เต้นสม่ำเสมอถูกความรู้สึกที่แทรกซึมเข้ามากระตุ้น จนเต้นถี่รัวอย่างมิอาจควบคุม ร่างของเสวี่ยหมิงที่อยู่ในสภาวะสมดุลของพลังหนึ่งร้อนหนึ่งเย็นพลันแปรเปลี่ยนไปสู่ขั้วของเพลิงไฟร้อนแรง เมื่อพลังมังกรเหมันต์ในร่างถูกสะกดจนหมดสิ้น วิหคอัคคีขนาดมหึมาพลันก่อร่างจำแลงขึ้นซ้อนทับกับร่างของเสวี่ยหมิง
กว๊ากกกกก !!!
เสียงร้องของวิหคเพลิงดังก้องสะท้อนจนทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ
..."ทำไมเจ้าจึงเป็นผู้ถือครองพลังของข้า ในเมื่อพลังของข้าจะเกิดมาพร้อมกับสตรีเพศเท่านั้น"
เสียงแห่งจิตของวิหคเพลิงอมตะดังสื่อสารกับเสวี่ยหมิง
..."พลังของท่าน แล้วท่านคือใครกัน"
..."เด็กน้อย เจ้าไม่รู้แม้กระทั่งว่าข้าคือใคร เช่นนั้นเจ้าก็คงไม่ใช่ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะสินะ"
เสียงเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนที่จะก้องดังในสมองของเสวี่ยหมิงอีกครั้ง
..." แต่ในเมื่อเจ้าได้รับพลังของข้ามา ข้าก็จะบอกให้ว่าข้าคือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้นำทางแห่งวิหคเพลิงอมตะ เดี๋ยวก่อนทำไมข้าถึงสัมผัสได้ถึงพลังของมังกรเหมันต์ในร่างของเจ้า ที่แท้เจ้าเป็นใครกันแน่"
..."ผู้เยาว์แซ่หลง ชื่อว่าเสวี่ยหมิง" เสวี่ยหมิงรับรู้จากการสนทนากับต้าหลงมาก่อน ว่าสิ่งมีชีวิตอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนชื่นชอบผู้อ่อนน้อม
..."แซ่หลง แม้ข้าจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าที่ทั้งแซ่หลง และเป็นบุรุษจึงได้ครอบครองวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะ แต่ในเมื่อเจ้าครอบครองแล้ว นั่นก็ล้วนแต่เป็นวาสนาของเจ้า"
..."ผู้เยาว์ขอเรียนถามท่านจิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่สักนิดนะขอรับ ผู้เยาว์อยากรู้ว่าเรื่องราวที่ท่านผู้อาวุโสวิหคเพลิงอมตะกล่าวว่าพลังนี้จะสถิตอยู่เฉพาะแต่ในร่างของสตรีนั้นคือเรื่องราวอันใดกัน"
..."พลังของวิหคเพลิงนั้นคือพลังเที่ยงแท้ของธาตุหยินร้อนแรงที่ซ่อนแฝงเปลวเพลิงแห่งหยางไว้ภายใน ดังนั้นพลังหลักเมื่อเป็นหยินจึงจำจะเกิดมาพร้อมกับร่างของสตรีเพศเท่านั้น"
... พลังของสตรีเพศ หนิงเซียนหรือว่าสิ่งที่นางถ่ายทอดให้กับเราคือพลังวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะ
..."ท่านผู้อาวุโสผู้เยาว์ขอเรียนถามท่านอีกข้อหนึ่ง ผู้เยาว์อยากรู้ว่าหากอิสตรีที่ถือครองพลังวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะสูญเสียมันไปจะเกิดสิ่งใดขึ้น" เสวี่ยหมิงเร่งเอ่ยถามด้วยความร้อนรน
..."แน่นอนผลของมันย่อมเสียหายมากกว่าดี เพราะพลังของอิสตรีที่ได้รับวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะตั้งแต่กำเนิด จะสูงล้ำด้วยพรสวรรค์เชิงยุทธ์ แต่พลังนั้นจะถูกสะกดข่มเอาไว้จนกว่าที่วิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะจะกลับคืนสู่วิหารแห่งเฟิ่งหวง แต่หากผู้ถือครองสูญเสียพลังเฉพาะส่วนของวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะ พรสวรรค์ที่กดทับเอาไว้ก็จะแสดงออกในทันที แต่ก็แลกมาด้วยการสูญเสียพลังชีวิตที่ผสานรวมกับวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะ ซึ่งผลที่ตามมานั้นยากจะคาดเดา อาจจะตกตาย สมองกระทบกระเทือนจนวิกลจริต หรืออายุขัยถูกบั่นทอน..."
เสวี่ยหมิงไม่รอให้วิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะเอ่ยจบก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
..."แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะทำให้ผู้ที่สูญเสียพลังวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะ ใบหน้าซีกหนึ่งแก่อีกข้างกลับสาวสะพรั่ง"
..."อืม แม้จะฟังดูแปลกพิกลแต่ก็อาจเป็นไปได้"
..."หากเป็นเช่นนั้นแล้ว พอจะมีวิธีการรักษาได้ไหม"
..."หากผู้ที่ถือครองพลังของผู้นำทาง และหญิงสาวผู้กำเนิดพลังของวิหคเพลิงอมตะ เข้าไปที่วิหารแห่งเฟิ่งหวงพร้อมกันด้วยอำนาจแห่งเฟิ่งหวงที่ฟื้นคืนได้แม้กระทั่งความตาย ย่อมต้องรักษาได้อย่างแน่นอน"
รอยยิ้มด้วยความตื่นเต้นอย่างสุดระงับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสวี่ยหมิง แต่ไม่ทันที่เสวี่ยหมิงจะเอ่ยถามสิ่งใดต่อ เสียงหินใหญ่ที่ผนึกทางเข้าสถานที่คุมขังก็เคลื่อนเปิดออก ทำให้เพลิงไฟที่ห่อหุ้มพลันมอดดับลงการสื่อสารของเสวี่ยหมิงกับวิญญาณของผู้นำทางวิหคอมตะจึงเป็นอันสิ้นสุดลงในจังหวะเดียวกัน