ชายาองค์รัชทายาทโจวอี้เฟย

    สถานที่หลบเร้น

            “การจากไปขององค์ชายาซูลี่แห่งแคว้นจ้านหลิว ข้ารู้สึกเสียใจยิ่งนัก นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ข้าในนามพระมหาจักรพรรดิขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง หากมีสิ่งใดที่ข้าจักพอช่วยเหลือได้ ขอให้องค์ราชาซูเฟยเถาแจ้งจุดประสงค์มา แล้วข้าจะสนองกลับเพื่อเป็นการปลอบขวัญและส่งกำลังใจด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุด” พระราชาอ่านจบ ค่อย ๆ วางสารในมือลงช้า ๆ ในเวลานี้แม้เป็นสารจากองค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่ ปกครองเหล่าแคว้นต่าง ๆ มากมาย กลับไม่สามารถทำให้เขาคลายทุกข์ลงได้

            “ข้าขอบใจพวกเจ้า ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแล เวลานี้ข้ายอมรับว่ายากทำใจได้ แต่ข้าขอเวลาไม่นาน ทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติ” เหล่าขุนนางและทหารก้มรับคำ อย่างน้อยพวกเขาก็รู้สึกโล่งใจที่องค์ราชามิได้ฟูมฟายมากเกินไปนัก ยังพอมีสติรู้หน้าที่ของตนอยู่บ้าง

            “ลูกสาวข้าเป็นอย่างไรบ้าง” องค์ราชาตรัสถามเสนาบดี ก่อนที่สายตาเลิ่กลั่กของเหล่าขุนนางจะส่อไปมาอย่างใช้ความคิด แล้วหันไปสะกิดคนด้านข้างให้ทูลถวาย

            “ว่าอย่างไร”

            “ราชธิดาอยู่ที่ตำหนักทองเช่นเดิม มิได้ออกไปไหนพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีพูดตะกุกตะกัก

            “นางคงเสียใจอย่างมาก” พระราชานึกแล้วรู้สึกสงสารซูเจียวอย่างจับใจ ก่อนเหล่าเสนาบดีจะหันมองหน้ากัน แล้วทำหน้าถอดสีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            “ท่านเสนาบดี หากนางอยากได้อะไร ข้ามอบหมายให้เจ้าจัดการแทนข้าทุกอย่าง ตอนนี้นางเหลือตัวคนเดียวความรู้สึกย่ำแย่เช่นนี้คงไม่ต่างจากข้าเท่าใดนัก”

            “พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีรับคำ ก่อนเหลือบมองไปยังสหายสนิท ที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างรู้ความหมายกัน ในทุกค่ำคืนเสียงร้องรำทำเพลงของเหล่านางกำนัล มักดังลอดออกมาจากตำหนักทองเสมอ คล้ายกับว่ากำลังเฉลิมฉลอง ท่ามกลางความเงียบเหงาของวังหลวง

    หลังจากถวายงานให้องค์ราชาเสร็จสิ้นเหล่าเสนาบดี จึงแยกย้ายเดินทางกลับจวน หากแต่หนึ่งในนั้นจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องของราชธิดาซูเจียว

            “เหตุใดท่านจึงไม่ทูลองค์ราชาไปตามความเป็นจริง ว่าราชธิดามิได้ฟูมฟายอย่างที่องค์ราชาคิด”

            “การจะทูลเช่นนั้นได้ ต้องให้พระองค์เห็นด้วยองค์เองก่อน หากเกิดความผิดพลาดตำแหน่งข้าหลุดจากเสนาบดีท่านจักรับผิดชอบเช่นไร สายใยแห่งการเป็นพ่อลูก เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เช่นนั้นน้ำอย่างข้าหากทูลไปแล้วพระองค์มิเชื่อ ดีไม่ดีโทษถึงถูกเนรเทศ ท่านจะให้ข้าเสี่ยงเช่นนั้นฤา”

            “เห้อ...ข้าเองก็ขลาดเขลา มิกล้าทูลเช่นกัน เหล่าขุนนางย่อมเห็นการกระทำของราชธิดากันหมด ดูไม่เหมาะไม่ควรในเวลานี้ เช่นนั้นแล้วควรทำอย่างไร” เสนาบดีส่ายศีรษะหมดหนทาง พลางเบี่ยงตัวเดินออก ปล่อยให้เป็นชะตาของแคว้นจ้านหลิว

    องค์รัชทายาทเดินตามชิงจูขึ้นมายังยอดเขาสูงลิบและพบว่ามันคือสำนักของใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก สองเท้าของโจวอี้เฟยเดินเสมอกันพลางส่งสายตากวาดตามองรอบ ๆ เป็นสำนักที่ซ่อนเร้นจากโลกภายนอกได้ดี อีกทั้งบรรยากาศอันเงียบสงบเหมาะแก่การฝึกเวท ปริศนามากมายผุดขึ้นอยู่ภายในอย่างฉับพลัน

            “สถานที่แห่งนี้เป็นที่ใดกัน เหตุใดจึงหลบเร้นได้ลึกลับถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มนึกทบทวนอย่างเงียบ ๆ

            “แม่นางอยู่ด้านนั้น เราจะแลกของกันด้านใน” ชิงจูหันใบหน้าไร้ความสะท้านกลับมาแล้วกล่าวบอกอย่างราบเรียบ องค์รัชทายาทยังคงอยู่ในท่วงท่านิ่งเฉย ใบหน้าเรียบตึงแล้วก้าวเท้าตามหญิงปริศนาผู้นั้นเข้าไป ผ่านประตูเข้าสู่สำนักที่ทำจากไม้เนื้อดีกึ่งเก่า บ่งบอกว่าสำนักนี้ตั้งอยู่มานานหลายหมื่นปี รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ล้วนทำจากไม้เนื้อดีที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อเดินลึกเข้ามามีทางลดเลี้ยวแยกออกหลายสายบ้างขึ้นด้านบน บ้างลดหลั่นไปตามไหล่เขา ดูลึกลับเหนือความคาดหมาย ทว่าระหว่างทางเดินได้กลิ่นหอมของดอกไม้อ่อน ๆ เตะจมูกอยู่ตลอดเวลา

            ก่อนบานประตูหินขนาดใหญ่ตรงหน้าจะเลื่อนออกช้า ๆ เผยให้เห็นห้องลับด้านใน เขาเดินก้าวเท้าตามหญิงปริศนาอย่างเงียบ ๆ พลางสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ก่อนจะหันไปเห็นร่างของซูเจินนอนหลับไม่ได้สติ เพราะฤทธิ์ของบางสิ่งบางอย่าง เพียงพริบตาเดียวร่างของหญิงสาวก็หายวับกลับมายังอ้อมกอดของชายหนุ่ม ก่อนชิงเถาและชิงจูจะเบิกตากว้าง พลางตั้งท่ารับมือกับพลังเวทอันกล้าแกร่งนั้น

    คล้ายกับเรื่องชายาองค์รัชทายาทโจวอี้เฟย ที่คุณอ่าน