ท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ

    บทที่ 39 หลบหนีจากเมืองหลวง

    บทที่ 39 หลบหนีจากเมืองหลวง


    เวลายามจื่อมาถึงในไม่ช้า ค่ำคืนนี้มืดมิดและลมแรง ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกราวกับน้ำ


    เงาต้นไม้ไหวเอนไปมา ทิ้งเงาพร่ามัวบนใบหน้าของลู่จือฉิง คืนแบบนี้เหมาะที่สุดสำหรับการหลบหนี


    แต่สิ่งที่หลานเฉิงเตรียมไว้ให้พวกนางกลับเป็นโลงศพ! เมื่อลู่จือฉิงเห็น ก็ตกใจจนร้องลั่นออกมา “ต้องขนาดนี้เลยหรือ?…”


    คนที่อยู่ข้าง ๆ ไม่ใช่หลานเฉิง ไม่ทราบว่าเป็นลูกน้องคนใดของหลานเฉิง หน้าตาดูเย็นชาเหมือนชิวหลินรุ่ย ไม่ว่าลู่จือฉิงจะดูน่าสงสารเพียงใด เขาก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย


    สุดท้ายลู่จือฉิงก็ยอมแพ้ เพราะอย่างไรนางก็ยอมถูกขังในโลงศพ ดีกว่าถูกขังอยู่ในจวนอ๋องรุ่ย ถึงอย่างไรการเผชิญหน้ากับชิวหลินรุ่ยหรือการเผชิญหน้ากับคนตายก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน เป็นใบหน้านิ่งเฉยไร้ความรู้สึกเช่นเดียวกัน


    โลงศพถูกออกแบบมาอย่างประณีตให้ภายในมีช่องลับ หลังจากที่ศพถูกเคลื่อนย้าย ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ก็นอนลงไปแต่โลงศพก็ไม่ได้ดูหนาขึ้นแต่อย่างใด ไม่อาจทราบได้ว่าช่างฝีมือคนไหนที่สามารถสร้างช่องลับที่สามารถซ่อนพื้นที่ได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้ได้


    ลู่จือฉิงรู้สึกว่ารอบข้างมืดสนิท นางกอดเซี่ยมู่ไว้ข้างกายพวกนางอยู่ห่างจากศพเพียงแผ่นไม้กั้น


    แม้ลู่จือฉิงจะกล้าหาญแต่ในยามนี้ก็รู้สึกขนลุกซู่อยู่ดี ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย ในพื้นที่ปิดตายเช่นนี้ยิ่งคิดลู่จือฉิงก็ยิ่งหวาดกลัว


    บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใด ๆ นางได้ยินเพียงเสียงแส้กระทบม้า และเสียงฝีเท้าของลูกน้องของหลานเฉิงดังมาจากนอกโลง ทุกย่างก้าวราวกับเครื่องจักรที่กำลังเคลื่อนไหว


    ลู่จือฉิงรู้สึกราวกับตนเองตกอยู่ในขบวนแห่ศพ ทุกวินาทีในโลงศพนี้ช่างยาวนานราวกับหนึ่งปี เซี่ยมู่กลับยังมีท่าทีสงบนิ่งยังกล้าหลับตาพักผ่อนในโลงศพได้ช่างใจเย็นเสียจริง


    ไม่นานนักรถม้าก็หยุดลงหัวใจของลู่จือฉิงเต้นจนแทบจะทะลุออกมา นี่แสดงว่าพวกนางมาถึงประตูเมืองแล้ว พวกนางกำลังจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากทหารยามประตูเมือง


    โลงศพนั้นหนาอยู่พอสมควร ทั้งยังป้องกันเสียงได้ดี ลู่จือฉิงแนบหูกับแผ่นไม้ก็ไม่อาจได้ยินว่าคนภายนอกพูดคุยอะไรกัน แต่ลู่จือฉิงรู้ดีว่าทหารกำลังสนทนากับคนเหล่านั้นอยู่


    แม้ลู่จือฉิงจะไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นภายนอก แต่ก็เคยเห็นในละครอยู่บ่อย ๆ ตัวเอกนอนซ่อนตัวอยู่ในกองฟาง ถูกทหารใช้ดาบแทงเฉียดสีข้างก็ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย


    ความฉลาดของหลานเฉิงคือการใช้โลงศพ คนโบราณนั้นงมงาย เชื่อเรื่องผีสางจึงไม่กล้าลบหลู่ศพไม่กล้าใช้ดาบแทงไปมาซี้ซั้ว


    ในยามนี้ลู่จือฉิงไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมา หากเผลอไอออกมาในตอนนี้คงไม่รู้ว่าจะตายอย่างไร


    ลู่จือฉิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีคนกำลังเปิดโลงศพ นี่คือการเปิดโลงตรวจศพ เป็นขั้นตอนที่ต้องทำเมื่อเข้าออกประตูเมือง ขณะที่โลงศพกำลังจะถูกปิดลง ลู่จือฉิงก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังชัดเจนว่า “ช้าก่อน!”


    ลู่จือฉิงไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงได้รู้สึกกลัวหัวใจเต้นระส่ำระสาย มือข้างหนึ่งรีบปิดปากของเซี่ยมู่เอาไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามส่งเสียงออกมาเด็ดขาด!


    มือข้างหนึ่งยื่นมาที่แผ่นไม้เหนือหัวของพวกนาง เจ้าของมืองอนิ้วแล้วลองเคาะดู เป็นที่ทราบกันดีว่าเสียงเคาะของไม้เนื้อแข็งและไม้กลวงนั้นต่างกัน คนที่มีประสบการณ์ย่อมแยกออก


    ลู่จือฉิงคิดในใจ ‘แย่แล้ว แย่แล้ว หากถูกพบเข้าก็ไม่รู้ว่าชิวหลินรุ่ยจะจับพวกนางไปทำอะไรบ้าง จะนึ่งหรือต้ม นางไม่อยากจะคิดภาพเลยจริง ๆ’

    ทว่าเมื่อลู่จือฉิงได้ยินเสียงเคาะนั้นนางก็ต้องตกใจ นี่เป็นไปได้อย่างไร นั่นเป็นท่อนไม้กลวงชัด ๆ พวกนางยังซ่อนอยู่ข้างใน แต่เสียงที่ทหารเคาะออกมานั้น กลับเป็นเสียงของท่อนไม้เนื้อแข็ง!


    นี่มันเป็นไปได้อย่างไร? ไม้แบบนี้มันขัดกับหลักฟิสิกส์ชัด ๆ ลู่จือฉิงรู้สึกทั้งตกตะลึงและดีใจในคราวเดียวกัน หลานเฉิงนี่เป็นหนุ่มรูปงามที่มีความสามารถเสียจริง


    หลังจากรอดพ้นจากการตรวจสอบของทหาร รถม้าก็เคลื่อนตัวอีกครั้ง ลู่จือฉิงรู้สึกตัวอีกครั้งว่ารถม้ากำลังเคลื่อนที่ และรู้สึกได้ว่าถนนขรุขระมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่นี่น่าจะเป็นเขตชานเมืองแล้ว


    ไม่รู้ว่าเดินทางมาไกลเท่าไร ลู่จือฉิงรู้สึกว่าร่างกายของนางเริ่มชาไปหมด ในที่สุดรถม้าก็หยุดลงมีเสียงสิ่งของเคลื่อนไหวอยู่ด้านบนเหมือนมีคนกำลังรื้อแผ่นไม้ ลู่จือฉิงจึงได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง


    เซี่ยมู่ก็เห็นแสงสว่างเช่นกัน แสงสว่างทำให้เขาต้องขยี้ตาที่งัวเงีย เซี่ยมู่นี่หลับได้ทุกที่จริง ๆ ใจของเขาทำด้วยอะไรกันแน่


    หลังจากที่ทั้งสองแม่ลูกออกมาจากโลงศพ ลู่จือฉิงก็ขยับร่างกายเล็กน้อย ขาของนางชาไปหมด เซี่ยมู่กระโดดไปมาบนพื้นอยู่หลายครั้ง จึงพบว่าคนรอบข้างต่างจ้องมองมาที่เขา


    ลู่จือฉิงยิ้มแห้ง ๆ อย่างเขินอาย “เอ่อ คุณชายหลานว่าอย่างไรบ้าง?”


    “มอบหยกของแม่นางให้กับพวกข้า ส่วนสิ่งของเหล่านี้ ขอเชิญแม่นางรับไป” ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย


    ลู่จือฉิงรีบปลดหยกที่อยู่ตรงหน้าอก นี่น่าจะเป็นสัญลักษณ์เดียวในตัวนางแล้วนับตั้งแต่ที่นางทะลุมิติมาก็สวมติดตัวมาตลอด ไม่รู้ว่าได้มาอย่างไร


    ตอนที่อยู่ในจวนอ๋องรุ่ยนางก็สวมมันทุกวัน ชิวหลินรุ่ยต้องจำได้แน่ว่านี่เป็นสิ่งของที่นักโทษที่หลบหนีจากจวนของเขาเคยใช้ การใช้สิ่งนี้เป็นหลักฐานย่อมเหมาะสมที่สุด


    ลู่จือฉิงมอบหยกให้กับเขาจากนั้นก็รับห่อผ้าจากมือของชายคนนั้นมา เมื่อรับมาก็รู้สึกถึงน้ำหนักของห่อผ้า ลู่จือฉิงพอจะเดาได้ว่าข้างในคืออะไร แต่พอเปิดออกก็ยังอดตกใจไม่ได้


    ภายในนั้นล้วนเป็นก้อนเงินจำนวนมาก มีก้อนเงินมากมายขนาดนี้ ไม่ว่าลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่จะหลบหนีไปที่ใดก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปชั่วชีวิตได้


    สำหรับบุญคุณของหลานเฉิงนั้น ลู่จือฉิงรู้สึกว่าชาตินี้คงไม่มีทางตอบแทนได้แล้ว ช่างเถอะ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องตอบแทนแล้ว


    ลู่จือฉิงกวาดก้อนเงินใส่ห่อผ้าก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที


    หลังจากกล่าวลาพวกเขาแล้ว นางกับเซี่ยมู่ก็วิ่งไปในทิศทางที่พวกเขาชี้ให้ไป ตรงนั้นมีพยานรอลู่จือฉิงอยู่พอดี


    มีพยานเห็นลู่จือฉิงปรากฏตัวที่ชานเมือง มีหลักฐานยืนยันว่าคนของหอหลานซีอยู่ที่นั่น ชื่อเสียงของหอหลานซีจึงถูกรักษาไว้ได้


    สมกับเป็นหน่วยข่าวกรองอันดับหนึ่งของใต้หล้า องค์รัชทายาทกับอ๋องรุ่ยตามหาในเมืองเกือบเดือน คนของสำนักหลานซีกลับพบตัวที่นอกเมืองในวันเดียวกันกับที่รับปาก


    ไม่ว่าเรื่องใดหากไปหาทางการหรือฮ่องเต้ก็ไร้ประโยชน์ ต้องไปที่สำนักหลานซีเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์


    นี่เป็นสิ่งที่ชิวหลินรุ่ยได้ยินข้ารับใช้รายงานเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างร่ำลือกันถึงความสามารถของสำนักหลานซี แววตาของชิวหลินรุ่ยเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม ความสามารถอะไรกันก็เขานั่นแหละที่ซ่อนตัวนางไว้


    ข้ารับใช้ก็มอบหยกชิ้นหนึ่งให้เขา แล้วก็รายงานว่าคนของสำนักหลานซีเป็นคนนำมาส่งให้ตั้งแต่เช้า บอกว่าเก็บได้ตอนที่พบลู่จือฉิงที่นอกเมือง อีกทั้งยังมีคนเห็นสตรีคนหนึ่งกับเด็กอายุราว ๆ สี่ห้าขวบปรากฏตัวที่นอกเมืองกว่าสิบคน


    ดังนั้นสำนักหลานซีจึงไม่ผิดสัญญา พวกเขาหาตัวลู่จือฉิงพบแล้ว ข้ารับใช้รายงานเรื่องนี้ในขณะที่ชิวหลินรุ่ยกำลังยกถ้วยชาอยู่ ความเย็นชาในแววตาของเขาราวกับจะแช่แข็งน้ำชา คนข้างกายต่างก็ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าไปแหย่อ๋องรุ่ยในเวลานี้


    สำนักหลานซี! หลานเฉิง! พวกเขากล้าดีอย่างไรถึงมาเล่นตลกกับข้า! ตอนนี้ยังปล่อยคนออกไปจากเมืองหลวงแล้วอีก หากสำนักหลานซีจงใจปกปิดเรื่องนี้ ต่อให้จวนอ๋องรุ่ยจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่มีทางหาตัวแมลงสองตัวนั่นเจอ!


    แม้ว่าชิวหลินรุ่ยจะโกรธมากเพียงใด แต่เขาก็ยังคงควบคุมสีหน้าเอาไว้ ถึงใบหน้าของเขาจะเย็นชาราวกับน้ำแข็ง แต่เรื่องเช่นนี้ยังไม่อาจทำให้เขาเสียกิริยา เขายังคงควบคุมสติได้


    แต่เหตุใดหลานเฉิงถึงปกป้องลู่จือฉิงถึงเพียงนี้ คำถามนี้ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในใจของชิวหลินรุ่ย ทำให้เกิดระลอกคลื่นเป็นวงกว้าง

    คล้ายกับเรื่องท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ ที่คุณอ่าน