ในงานเลี้ยงสายตาหลายคู่เริ่มมองมายังสำนักอวี้ฮวามากขึ้นเรื่อยๆเพราะเรื่องที่หนานเว่ยกล่าวกับคนของสำนักซือหม่าทำให้พวกเขารู้ถึงสถานการณ์บางอย่างที่ร้ายแรงมากขึ้นในอดีตแม้จะมีการแข่งขันของร้อยสำนักแต่ก็ไม่เคยถึงขั้นลอบสังหารก่อนการแข่งขันมาก่อนถึงอย่างไรการกระทำเช่นนี้ก็ถือว่าละเมิดกฎที่สามแดนศักดิ์สิทธิ์ตั้งเอาไว้หากแดนศักดิ์สิทธิ์รู้จะต้องถูกลงโทษอย่างหนักผู้ลงมืออานจะถูกส่งไปตายในสนามรบได้
“ดูนั่นสำนักกุ่ยหลิงมาแล้ว” ขณะนั้นเองเสียงตกใจก็ดังขึ้น
หลายคนมองไปยังคนกลุ่มหนึ่งที่มาถึงกลิ่นอายบนร่างของคนเหล่านี้แข็งแกร่งมากแข็งแกร่งกว่าคนของสำนักชิงหยุนโดยฝ่ายหลังเทียบไม่ติด
“สำนักที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสองสำนักกุ่ยหลิง เหนือกว่าสำนักกระบี่อวี้เจี้ยนที่เป็นอันดับสาม” หนานเว่ยกล่าว
“แข็งแกร่งหรือไม่”หลิงหยวนกล่าว
“อ่อนแอกว่าเจ้า”หนานเว่ยยิ้ม
“ซือถูหลานไม่คิดว่าเจ้าเองก็มา”ชายหนุ่มของสำนักกุ่ยหลิงกล่าว
“ทำไมข้ามาไม่ได้หรือยังไง” ซือถูหลานกล่าว
“ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้นแต่ว่าเจ้ามาก็ดีในการประชันครั้งนี้ศิษย์น้องของเจ้าอย่าทำให้ศิษย์น้องของข้าผิดหวังก็แล้วกัน”จ้านเฉิง ศิษย์ของสำนักกุ่ยหลิงกล่าว
“ไม่ต้องกังวลครั้งนี้ไม่แน่สำนักกุ่ยหลิงอาจจะต้องกลายเป็นที่สามก็ได้” ซือถูหลานกล่าว
“ดีเช่นนั้นข้าก็จะรอดู อย่าให้การต่อสู้จืดชืดเกินไปละให้มันดุเดือดเหมือนกับพวกเราถึงจะดี”จ้าวเฉิงกล่าว
“แน่นอน”ซือถูหลานยกยิ้ม
ทั้งสองเคยเข้าร่วมการประชันร้อยสำนักมาก่อนและต่อสู้กันอย่างดุเดือนจนหาผู้แพ้ไม่ได้น่าเสียดายที่คนของสำนักกระบี่อวี้เจี้ยนด้อยกว่าสำนักกุ่ยหลิงเล็กน้อยทำให้ทั้งสำนักแพ้และกลายเป็นที่สามแต่ฝีมือของซือถูหลานและจ้านเฉิงยังไม่ตัดสินแพ้ชนะ
“สำนักทงเทียนมาแล้ว”และตอนนั้นเองกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็มาถึงชายหนุ่มที่นำมานั้นมีใบหน้าหล่อเหลาดวงตาคมกริบตรงหน้าผากมีสัญลักษณ์รูปดวงตาปรากฏอยู่นี่คือวิชาที่อีกฝ่ายฝึกฝน
“เทียนกง”ทั้งจ้านเฉิงและซือถูหลานต่างหรี่ตาลงสำหรับทั้งสองคนผู้นี้ต่างหากที่เป็นคนที่รับมือยากที่สุด
“ดูเหมือนพวกเจ้าสองคนเองก็เป็นตัวแทนสำนักเช่นกันสินะ”เทียนกงเข้ามาทักทายซือถูหลานและจ้านเฉิง
“แน่นอนว่าแต่ครั้งนี้ศิษย์ของสำนักทงเทียนแข็งแกร่งเท่ากับครั้งก่อนหรือไม่” จ้านเฉิงกล่าว
“เอาไว้เจ้าก็จะรู้เองแม่นางหนานเว่ยไม่เจอกันนานไม่คิดว่าหลังจากกลับจากแนวหน้าพลังของแม่นางจะบรรลุถึงขั้นนี้แล้ว”เทียนกงมองหนานเว่ยก็สัมผัสได้ถึงพลังแฝงบนร่างของหนานเว่ยตอนนี้หนานเว่ยยังซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้เพราะนางคือเทพสมุทธกลับชาติมาเกิดและตอนนี้พลังของนางเริ่มตื่นขึ้นมาเล็กน้อยแล้วทำให้นางมีความแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป
“โอ้ดูเหมือนเจ้าจะซ่อนพลังไว้สินะแม้แต่ข้าก็มองไม่ออก” ซือถูหลานกล่าว
“แบบนี้ก็น่าสนใจขึ้นแล้วไม่สู้พวกเรามาประลองกันสักครั้ง”จ้านเฉิงกล่าว
“ไม่สนใจ”หนานเว่ยกล่าว
“หืม”ขณะที่เทียนกงกำลังตรวจสอบคนอื่นๆแววตาก็หันไปเห็นหลิงหยวนพริบตาสีหน้าของเทียนกงก็เปลี่ยนไปเขาเป็นคนที่มีจิตสัมผัสแข็งแกร่งมากสามารถมองเห็นพลังที่ซ่อนเอาไว้ของผู้คนได้แต่กับหลิงหยวนเขากลับไม่เห็นอะไรเลยเหมือนกับมองไปยังความว่างเปล่า
“เป็นไปได้ยังไง”เทียนกงขมวดคิ้วก่อนจะกระตุ้นวิชาเนตรบนหน้าผากพริบตาเนตรก็เปิดและมองมาที่หลิงหยวน
“เทียนกงนี่เจ้า”หนานเว่ยตกใจคิดจะห้ามอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ทัน
“หืม”หลิงหยวนหันมามองอีกฝ่ายพริบตาดวงตาของหลิงหยวนก็กลายเป็นสีทองเล็กน้อยเพียงแค่พริบตาเดียวก็หายไปแต่เทียนกงหน้าซีดรีบคลายวิชาออกร่างถอยหลังไปอย่างต่อเนื่อง
“เทียนกงเกิดอะไรขึ้น”จ้านเฉิงตกใจ
“ไม่เป็นอะไรศิษย์น้องคนนี้ข้าเสียมารยาทแล้ว” เทียนกงรีบสะกดอาการบาดเจ็บของตนและฝืนยิ้มให้หลิงหยวน
“เอ่อ....ไม่เป็นไร”หลิงหยวนไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายมาขอโทษตนทำไมตนแค่หันไปมองเล็กน้อยด้วยความสงสัยอีกฝ่ายก็ถอยหลังไปหลายก้าวแล้ว
“เด็กคนนี้เหตุใดถึงไม่มีพลังบ่มเพาะ” จ้านเฉินพึ่งสังเกตุเห็นหลิงหยวนจึงอดที่จะแปลกใจไม่ได้
“ใครบอกว่าศิษย์น้องของข้าไม่มีพลังบ่มเพาะแค่เจ้ามองไม่ออกเท่านั้นเอง”หนานเว่ยกล่าว
“ปิดซ่อนการบ่มเพาะเอาไว้งั้นเหรอนี่คงไม่ใช่ขอบเขตหลอมแก่นปราณหรอกนะ” จ้านเฉิงกล่าว
“จะเป็นไปได้ยังไงอายุของศิษย์น้องข้ายังพึ่ง 16 17 ปีเท่านั้นเองนะ” หนานเว่ยกล่าว
“หืมอายุแค่นี้ก็ฝึกฝนถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้วถือว่าพอใช้ได้” จ้านเฉิงกล่าว
“แค่ศิษย์น้องข้าพึ่งฝึกฝนได้แค่2 ปี” หนานเว่ยยิ้ม
“สองปีสหายหนานเจ้าล้อเล่นแล้วขนาดข้าและเจ้าฝึกฝนหลายปีกว่าจะมาถึงสร้างรากฐานจะเป็นไปได้อย่างไรที่ฝึกแค่สองปี”จ้านเฉิงหัวเราะเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
“นี่เจ้าจริงจังงั้นเหรอ”ซือถูหลานรู้ว่าหนานเว่ยไม่ใช่พวกชอบล้อเล่นจึงเริ่มเชื่อขึ้นมาแล้ว
“หากเป็นจริงเช่นนั้นเกรงว่าสำนักอวี้ฮวาก็มีโอกาสมากที่จะติดหนึ่งใน 10” เทียนกงกล่าว
“นี่พวกเจ้าเชื่อจริงๆเหรอ”จ้านเฉิงกล่าว
“ศิษย์พี่มันแปลกงั้นเหรอ” หลิงหยวนเอียงคอด้วยความสงสัย
“ไม่แปลกหรอกเรื่องธรรมดา” หนานเว่ยกล่าว
“เรื่องธรรมดาข้าว่าคำพูดของเจ้าเวลาสอนเด็กคนนี้ชักจะแปลกๆละ” ซือถูหลานกล่าว
“เอาละเรื่องนี้ช่างมันก่อนว่าแต่สำนัก เพลิงโชตช่วง ยังไม่มาอีกเหรอ” หนานเว่ยแปลกใจ
“นั่นสิพวกอันดับสี่มาทีพลังอันดับหนึ่งได้อย่างไร นี่มันเสียมารยาทแล้ว” จ้านเฉิงกล่าว
“มาก่อนมาหลังมันเกี่ยวอะไรกับอันดับด้วย”เทียนกงยิ้มและส่ายหน้า
“พวกนั้นคงไม่มาแล้วเห็นว่ากำลังเตรียมการสำหรับประลองและไม่ต้องการเปิดเผยความลับของตนออกมา”ซ่งซวี ศิษย์จากสำนักชิงหยุนกล่าว
“เมื่อการแข่งขันครั้งก่อนเจ้าพวกนั้นนำสมบัติจำนวนมากออกมาเล่นงานสำนักอื่นๆจนสำนักอื่นๆแทบไม่อาจตอบโต้ได้หากไม่ใช่เพราะมีพลังปราณจำกัดเกรงว่าแม้แต่พวกเราก็คงแพ้” จ้านเฉิงกล่าว
“สำนักเพลิงโชตช่วงคือสำนักที่เชี่ยวชาญการหลอมสมบัติพวกนั้นฝึกฝนการหลอมสมบัติเป็นส่วนใหญ่ไพ่ตายไม่ใช่วิชาต่อสู้เหมือนพวกเราแต่เป็นสมบัติที่หลอมศิษย์คนหนึ่งถึงกับมีสมบัติติดตัวไม่น้อยกว่าสิบชิ้นแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเกรงว่าปีนี้อาจจะมีสมบัติระดับหลอมแก่นปราณปรากฏขึ้น” เทียนกงกล่าว
“เช่นนั้นคงต้องระวังเอาไว้บ้างแล้ว”ซือถูหลานกล่าว
“นี่พวกเจ้าลืมพวกเราแล้วงั้นเหรอ”ศิษย์ของสำนักถานไถกล่าวขึ้น
“แน่นอนว่าไม่ลืมปีนี้ได้ยินว่าทางพวกเจ้าเองก็มีคนโดดเด่นไม่น้อย” จ้านเฉิงกล่าว
เหยาซูอยู่ในกลุ่มศิษย์มองมายังเหยาอวิ้นส่วนเหยาอวิ้นก็มองไปยังเหยาซูทั้งสองต่างมองตากันเผยจิตต่อสู้ออกมา ตั้งแต่เด็กทั้งสองมักจะถูกเปรียบเทียบกันบ่อยๆจนกระทั่งพลังของเหยาอวิ้นหยุดนิ่งเหยาซูถึงกลายเป็นธิดาอันสูงส่งของตระกูลเหยาส่วนเหยาอวิ้นกลายเป็นขยะไร้ค่า
“ไม่พบกันนานเหยาอวิ้น”เหยาซูกล่าว
“นั่นสิไม่พบกันนานได้ยินว่าเจ้าตัดขาดกับตระกูลแล้วบิดาของเจ้าเสียใจมาก” เหยาอวิ้นกล่าว
“ตั้งแต่ที่เขาส่งข้ามาฝึกฝนที่สำนักถานไถก็ควรจะเตรียมใจเอาไว้แล้วเขาคงไม่คิดจริงๆหรอกนะว่าสำนักถานไถจะปล่อยให้เขาใช้ประโยชน์จากตัวข้า” เหยาซูกล่าว
“ก็จริงตอนนี้อดีตผู้นำตระกูลก็หมดสิ้นอำนาจแล้วได้ยินว่าตอนนี้เขาถอยออกจากทุกตำแหน่งปิดตัวเงียบไม่ปรากฏตัวอีกเลย”เหยาอวิ้นกล่าว
“เรื่องนั้นไม่สำคัญข้าไม่คิดว่าพลังของเจ้าที่หยุดนิ่งมานานหลายปีตอนนี้ถึงขนาดเกือบตามข้าทันแล้ว”เหยาซูกล่าว
“ข้าเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีวันที่ข้าเกือบตามเจ้าทัน”เหยาอวิ้นกล่าว
“เช่นนั้นในการแข่งขันหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกัน”เหยาซูกล่าว
“ข้าพร้อมเสมอ”เหยาอวิ้นกล่าว
“สหายเต๋าผู้นี้เจ้ามีนามว่าอะไรงั้นเหรอ”ขณะที่เหยาอวิ้นและเหยาซูเผยจิตต่อสู้ศิษย์หญิงกลุ่มหนึ่งของสำนักถานไถ่อดไม่ได้ที่จะเข้าไปทักทายหลิงหยวน
“ข้ามีว่าหลิงหยวน”หลิงหยวนที่กำลังกัดผลไม้กล่าวขึ้น
“เช่นนี้นี่เองตอนนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วพวกเราเห็นว่าเจ้าหน้าตาเด็กมากเหมือนคนที่ไม่เคยฝึกฝนร่างกายมาก่อน”พวกนางมองดูผิวที่ขาวเนียนของหลิงหยวนแถมยังเปล่งประกายราวไข่มุกนี่ใช่ผิวของบุรุษที่ไหน ที่มันผิวของสตรีที่ดูแลตัวเองชัดๆ
“ข้าอายุ16 ใกล้ 17 แล้ว มั้งนะ” หลิงหยวนกล่าว
“ศิษย์น้องหลิงเจ้าอายุแค่นี้ก็เป็นตัวแทนสำนักแล้วยอดเยี่ยมจริงๆ ดูเหมือนเจ้าจะชอบผลไม้เหล่านี้สินะผลไมวิญญาณเหล่านี้มีแต่ในแดนศักดิ์สิทธิ์หาซื้อข้างนอกไม่ได้รสชาติเองก็อร่อยมากๆ”
หลิงหยวนถูกล้อมและถามคำถามอย่างต่อเนื่องแต่ที่จริงหลิงหยวนไม่ได้อยากกินผลไม้พวกนี้ขนาดนั้นแค่ต้องการเมล็ดของผลไม้เหล่านี้ต่างหากหลิงหยวนต้องการนำกลับไปปลูกบนยอดเขาเมฆาต่างหาก
“ผู้หญิงพวกนี้เห็นข้าเป็นตอไม้หรือยังไง”ไป๋ซวีถูกดันออกมาจึงอดไม่ได้ที่จะไม่พอใจ
ขณะที่เหล่าอัจฉริยะกำลังพูดคุยกันทั้งพวกพี่เลี้ยงอย่างหนานเว่ยและศิษย์หน้าใหม่ก็เริ่มทำความรู้จักกันหานอีก็ปรากฏขึ้นนางในตอนนี้สวมชุดสีชมพูอ่อนเผยใบหน้าอันงดงาม
เสื้อผ้าของนางในตอนนี้เผยเสน่ห์อันเย้ายวนจากสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบออกมาทำให้เหล่าชายหนุ่มเลือดลมสูบฉีดทันทีหานอีมองไปยังหลิงหยวนเพื่ออยากจะเห็นปฏิกิริยาแต่หลิงหยวนกลับยังคงกัดผลไม้หน้าตาเฉยไม่แสดงอาหารของความตกตะลึงออกมาเลยแม้แต่น้อย
“อะแฮ่ม ก่อนอื่นข้าต้องขอแนะนำตัวก่อนข้ามีนามว่าหานอีเป็นผู้อาวุโสของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อี และที่ข้ามาในครั้งนี้เพราะต้องการชี้แจงกฎของการแข่งขันให้กับทุกคนรู้ก่อนอื่น การแข่งขันครั้งนี้จะมีความพิเศษกว่าครั้งก่อนๆเพราะหนึ่งในบรรดาเผ่ามารและปีศาจครั้งนี้ มีพวกสายเลือดเทพปีศาจและเทพมารอยู่ด้วยพวกเราบังเอิญจับตัวพวกมันได้และนำมาขังอยู่ในมิติลับ
ดังนั้นทุกคนจะต้องระวังตัวเพราะเผ่ามารและปีศาจที่มีสายเลือดของเทพปีศาจไม่ธรรมดาสายเลือดของพวกมันแข็งแกร่งอย่างมากหากพวกมันกระตุ้นพลังสายเลือดเต็มที่เกรงว่าจะมีพลังเทียบได้กับหลอมแก่นปราณ” หานอีกล่าว
สีหน้าของเหล่าอัจฉริยะพากันเปลี่ยนไปพวกเขาเคยได้ยินมาบ้างสายเลือดของเทพมารและเทพปีศาจพวกนี้คือทายาทสายตรงที่มีความแข็งแกร่งอย่างมากในขอบเขตเดียวกันพวกเขาแทบไม่อาจสู้กับอีกฝ่ายได้เลย
“นี่มัน”พวกทงเทียนหันมองหน้ากันเผยให้เห็นความกังวล
“ตอนนั้นเพื่อสังหารสายเลือดเทพปีศาจตนหนึ่งพวกเราสี่คนร่วมมือกันถึงจะสังหารลงได้แต่นี่ถึงกับมีสายเลือดเทพมารอยู่ด้วย มันจะไม่อันตรายไปหน่อยเหรอ” ซือถูหลานกล่าว
“แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อีคิดจะทำอะไรกันแน่”จ้านเฉิงเองก็เผยความกังวลออกมาเช่นกัน
หนานเว่ยหรี่ตาลงนางเริ่มขบคิดว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่เพราะนางเชื่อว่าพวกแดนศักดิ์สิทธิ์จะต้องเล่นงานสำนักอวี้ฮวาแน่และด้วยสายเลือดเทพปีศาจและเทพมารพวกเหยาอวิ้นย่อมตกอยู่ในอันตราย