ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง เสียงลมหายใจของเหล่าโจรทั้งสาม แผ่วเบาและค่อยๆขาดช่วง คล้ายจะดับลงได้ทุกเมื่อ แต่ในทั้งหมดนั้นยังมีลมหายใจของผู้หนึ่งที่ยังหนักแน่นด้วยความพิโรธ เป็นซูหมิง
ลมปราณเพลิงนิลยังคงเวียนว่ายเผาผลาญอยู่ภายใน ทุกครั้งที่ความร้อนระอุพุ่งพล่านจนสติเกือบหลุดลอย ลมปราณฟ้า ที่เร้นลับกลับชอนไชเข้าบดขยี้ผู้บุกรุกอย่างไม่ลดละ เกิดเป็นกระแสความเย็นเยียบสายหนึ่งเข้าฉีกกระชากมวลความร้อนนั้นทิ้ง
สภาวะร้อนสุดขั้วและเย็นสุดขีดกระแทกสลับกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในกาย ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบตีลงบนทั่งอย่างทารุณ มอบความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เหนือกว่าคำบรรยายใดๆให้ผู้เป็นเจ้าของร่าง
ทว่า จิตใจของซูหมิงกลับหนักแน่นและนิ่งสงบดุจภูเขาเหล็กหมื่นปี
ดวงตาที่บัดนี้กลายเป็นสีแดงฉานราวกับอสูรร้าย ยังคงจ้องมองไปที่ประตูทางออก ในใจพลันบังเกิดความคิดว่า
“หากข้าต้องดับสิ้นลงที่นี่ก็ให้มันแล้วไป…แต่หากข้ารอดไปได้ แผ่นดินฉินนี้หากยังมีตระกูลเฟิง ย่อมไม่มีซูหมิง…แต่หากแผ่นดินนี้มีซูหมิง ย่อมต้องไม่มีตระกูลเฟิง”
ชายหนุ่มผู้ถูกเพลิงแค้นเผาผลาญและถูกทอดทิ้งให้จมกองเลือดอยู่เพียงลำพัง การเป็นตายของมันนั้น นอกจากผู้คนเพียงหยิบมือ หามีผู้ใดในใต้หล้าได้ล่วงรู้ไม่ สำหรับโลกภายนอก ราตรีกาลยังคงดำเนินไปอย่างปกติสุข ชาวบ้านยังคงหลับใหล พ่อค้ายังคงฝันถึงกำไร และเหล่าจอมยุทธ์ยังคงร่ำสุราเสเพล ราวกับการดับสูญของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งในซอกหลืบของขุนเขานั้น มิได้สลักสำคัญหรือเกี่ยวพันอันใดกับชะตากรรมของแผ่นดินใหญ่แม้แต่นิดเดียว
ในเวลาเดียวกัน ห่างออกจากถ้ำศิลา นับได้หลายร้อยลี้ ทางกำแพงเมืองทิศเหนือของเมืองฉินตั้ว ยังมีหอคอยรับรองอาคันตุกะ ที่ประดับประดาด้วยหยกขาวและทองคำอันวิจิตร บรรยากาศกลับหนักอึ้งด้วยอำนาจที่ไร้รูป
บุรุษผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีงาช้าง ยืนสงบนิ่งทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ของเขากระพือไหวตามลมหนาวเพียงแผ่วเบา ร่างกายที่ดูบอบบางดั่งบัณฑิตนั้น กลับแผ่รังสีแห่งการปกครองที่ทำให้แม้แต่อากาศรอบกายยังดูเหมือนจะหยุดนิ่ง เป็นไป๋หลิง..เขามองดูแสงไฟจากตะเกียงนับหมื่นดวงในเมืองหลวงด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
เสียงฝีเท้าหนึ่ง หนักอึ้งราวกับจงใจให้ได้ยิน มันเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านนอกประตู ก่อนเอ่ยปากขออนุญาตเข้าไป
ไป๋หลิงรั้งสายตากลับมาอย่างยากเย็นก่อนเอ่ยเสียงราบเรียบ
“เข้ามา”
บุคคลที่รออยู่เบื้องนอกเป็น“อสูรขวา กวางโจว”
มันเปิดประตูเข้ามาอย่างเงียบงันไม่โผงผาง ผิดกับสารรูปอันกำยำของมันนัก กวางโจวรายงานว่า “เฟิงเหยียนถอดถอนตัว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยุทธภพตามที่ได้กล่าวไว้ แต่เฟิงอวี้เฉินบุตรชายของมัน ขึ้นมาปกครองตระกูลแทนตามคาดหมาย เฟิงอวี้เฉินผู้นั้นยังไร้ความเคลื่อนไหวใด เอาแต่หมกตัวอยู่ในเขตตระกูลมัน”
ไป๋หลิงพยักหน้าตอบรับ
“พวกตระกูลเฟิงยังคงติดต่อกับนิกายเทวะหรือไม่?”
กวางโจวพอรับฟัง น้ำเสียงกลับเริ่มแฝงไปด้วยโทสะ
“ตั้งแต่จับตาดู นับว่ายังไม่เคยเห็นนิกายเทวะเข้าออกตระกูล.. เหอะ! แต่ทั้งมารขาวมารดำ แทบไม่เคยอยู่ประจำราชวัง บัดเดี๋ยวเทียวเข้าเทียวออก อย่างไรตระกูลมันยังมีลับลมคมในเป็นแน่!”
กวางโจวเหลือบมอง เห็นว่าไป๋หลิงยังคงฟังมัน จึงกล่าวต่อ “ข้าขอเรียนถามตามตรง ในเมื่อเราต่างก็รู้ว่าตระกูลเฟิงติดต่อกับนิกายเทวะเป็นแน่ เหตุใดท่านไม่ใช้ข้ออ้างนี้กำจัดตระกูลหงส์แดงให้สิ้นไป?”
เมื่อสิ้นคำของกวางโจว ไป๋หลิงยังไม่ตอบคำ เขาหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ปล่อยให้ลมเย็นพัดมาหอบหนึ่ง ผ่านตัวไป จึงเอ่ยปาก
“เฟิงเหยียนเดิมทีหาใช่คนยอมจำนนต่อเราง่ายดายเพียงนี้ ที่มันเลือกยอมถอยมากกว่าสู้
นั่นเพราะเรายังเหลือทางถอยให้มัน สิ่งที่นิกายเทวะต้องการที่สุด หาใช่การร่วมมือกับตระกูลเฟิงเข้ายึดอำนาจแผ่นดินใหญ่ ”
ไป๋หลิงเว้นช่วงเล็กน้อย ให้กวางโจวลองครุ่นคิดตาม แต่มันส่ายหน้าเป็นนัยว่าไม่เข้าใจ ไป๋หลิงจึงกล่าวต่อ
“หากเราใช้กำลังบีบคั้นเฟิงเหยียนมากเกินไป หมาที่จนตรอกย่อมต้องต่อสู้แลกชีวิต ไม่ว่าตระกูลเสือขาวเราจะแพ้หรือชนะศึกนี้ อย่างไรย่อมต้องเกิดความเสียหายใหญ่หลวง ยิ่งตระกูลเต่าดำที่จ้องชิงบัลลังก์ไม่วางตายิ่งต้องเข้าร่วมศึก….กวางโจวทีนี้ท่านลองคิดว่าท่านเป็นประมุขของนิกายเทวะ ท่านว่าจะเป็นอย่างไร?”
“อา..”
กวางโจวอุทานเสียงหลง พลางรีบตอบคำ
“นั่นเป็นสถานการณ์ที่ประมุขนิกายเทวะต้องการที่สุด ในเมื่อท่านหลงเทียนห่าวไม่อยู่ เท่ากับการลงมืออันใดย่อมง่ายดายขึ้น ประมุขมันจึงติดต่อกับเฟิงเหยียน หารือวางแผนร่วมมือกันยึดแผ่นดิน หากเฟิงเหยียนทำสำเร็จ ประมุขนิกายก็ได้ประโยชน์ แต่หากเฟิงเหยียนพลาดพลั้ง สงครามกลางเมืองก็ต้องเกิดขึ้น เมื่อสี่ตระกูลฟาดฟันกันจนอ่อนแอ พวกนิกายเทวะ จึงจะนำกองกำลังเข้ามา!”
“อื้ม!” ไป๋หลิงตอบคำ เขายังคงมองไปที่นอกหน้าต่าง ปล่อยให้กวางโจวมองเงาหลังประมุขหนุ่มด้วยดวงตาตื่นตระหนก
ความเงียบเข้ามาปกคลุมอยู่เพียงชั่วครู่ ไป๋หลิงจมอยู่ในความคิดของตนเอง เขานึกถึงตอนที่กำชับกวางโจวให้หาทางหนีให้ฉีซิ่น ซึ่งมันทำได้ดี ส่วนตนเองอุส่าเดินทางไปกวาดล้างกองโจรที่ด้านนอกกับเสวียนเจิน ป้องกันไม่ให้เต่าดำวกกลับเข้าเมือง …ไม่น่าเชื่อ สุดท้ายแล้วฉีซิ่นยังคงตายไป
ไป๋หลิงจึงเสียตัวหมากที่จะเป็นชนักติดหลังตระกูลเต่าดำไว้ ไป๋หลิงประเมินไว้ว่าอย่างไรฉีซิ่นต้องไม่ตายอย่างแน่นอน แม้วิชาฝีมือโจรผู้นั้นจะยังไม่สามารถต่อกรกับสี่ผู้นำตระกูลใหญ่ได้ตรงๆ แต่วิชาตัวเบาของมันเล่า หากคิดหนี ผู้ใดจะตามทัน ไป๋หลิงหาได้รู้ว่า ณ ตอนนั้น จิตใจฉีซิ่นยับเยินเพียงใด
ไป๋หลิงเมื่อจมอยู่ในความคิดของตนเองจนสาแก่ใจ จึงเอ่ยปากถาม “ได้ข่าวคราวชายหนุ่มที่อยู่กับฉีซิ่นแล้วหรือยัง?”
กวางโจวตอบเสียงเข้ม
“ข้อมูลต่างๆที่รวบรวมมาในหลายวัน ทราบว่ามันมีนามว่าซูหมิง เป็นเพียงพ่อค้าพเนจร อายุอยู่ในช่วงไม่เกิน20ปี จากการสอบถามพยานหลายปากจึงพอได้เค้าโครงหน้ามัน วังเทียนอี้ส่งไปประกาศจับ ติดไว้ตามเมืองต่างๆ เพียงแต่ผ่านไปหลายวันยังไร้ข่าวคราว ข้าคาดว่ามันคงตายไปแล้ว”
ไป๋หลิงละสายตากลับมามองหน้ากวางโจวตรงๆ
“คนเป็นย่อมเห็นตัว คนตายย่อมเห็นศพ”
หลังกล่าวจบ ไป๋หลิงเดินมานั่งลงอย่างผ่อนคลาย บนเก้าอี้หรูกลางห้อง กล่าวต่อว่า
“เรื่องนี้เราอยากให้ดำเนินการโดยเร็ว คาดว่าพวกตระกูลเต่าดำก็กำลังเร่งหาตัวคนแซ่หมิงเช่นกัน พวกมันคงไม่อยากเหลือเสี้ยนหนามไว้ให้รำคาญใจ หากซูหมิงผู้นั้นยังรอด เพียงมันคอยเอ่ยปากว่าฉีซิ่นและเต่าดำร่วมมือกันบุกเมืองฉินตั้ว ก็นับว่าลำบากตระกูลเต่าดำแล้ว”
ไป๋หลิงผายมือให้กวางโจวนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง เมื่อรอจนมันนั่งลงเสร็จสรรพ ประมุขหนุ่มจึงเอ่ยต่อ
“ตอนนี้เรื่องตระกูลเฟิงกับนิกายเทวะ ท่านเพียงจับตาดูห่างๆ ข้าอยากให้เร่งหาตัวคนแซ่หมิง หากเจอมัน จงนำมันมาหาเรา ดูแลมันไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อตระกูลเต่าดำต่อไป”
กวางโจวนิ่งฟังคำสั่ง แม้ในใจจะยังมีข้อสงสัยว่าเหตุใดประมุขหนุ่มถึงให้ความสำคัญกับพ่อค้าไร้นามผู้นั้นนัก แต่มันก็ไม่บังอาจเอ่ยถามซ้ำ ร่างกำยำลุกขึ้นประสานมือคำนับอย่างหนักแน่น
“ข้าจะรีบดำเนินการตามบัญชา หากมันยังมีลมหายใจ ข้าจะลากตัวมันมาพบท่านให้ได้... และหากมันเป็นศพ ข้าจะนำหัวมันมายืนยัน พวกเราจะได้กลับท่าเรือกันเสียที”
ไป๋หลิงยกยิ้มบาง ค่อยๆหลับตาลง แทนคำอนุญาต กวางโจวจึงถอยหลังออกไปจากห้องโถงหยกอย่างเงียบเชียบ ประตูปิดลงพร้อมกับความกดดันที่จางหายไป ทิ้งให้ประมุขแห่งตระกูลเสือขาวจมอยู่กับแสงตะเกียงเพียงลำพัง
กวางโจวเดินลงจากหอคอยรับรองอย่างรวดเร็ว ฝีเท้าที่เคยหนักอึ้งกลับแผ่วเบาพลิ้วไหวตามความรีบเร่ง เขาไม่เรียกหาม้าศึกคู่ใจ แต่เลือกที่จะใช้วิชาตัวเบาทะยานผ่านหลังคาเรือนที่มืดมิด มุ่งหน้าสู่จุดที่เขาชอบใช้พำนักยามต้องการใช้ความคิด... ยอดกำแพงเมืองฉินตั้ว เพียงครู่เดียว ร่างมหึมาดุจขุนเขาก็มายืนตระหง่านอยู่บนเชิงเทินอิฐที่เย็นเยียบ ลมราตรีหวีดหวิวปะทะใบหน้ากร้านศึก กวางโจวทอดสายตามองข้ามคูเมืองออกไปสู่ความมืดมิดของผืนป่าที่โอบล้อมเมืองฉินตั้วไว้
เขายืนอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ดุจรูปปั้นหินที่คอยเฝ้าประตู ขณะปล่อยใจไปเรื่อยเปื่อย ดวงตาคมกล้าดุจพยัคฆ์กลับหรี่ลง จับจ้องไปยังชายป่าเบื้องล่างที่ห่างออกไป แสงจันทร์สาดจับเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังควบตะบึงฝ่าดงไม้มาอย่างเร่งรีบ
เสียงฝีเท้าม้าที่ควบกระแทกพื้นดินดังสะท้อนก้องในความเงียบสงัด กวางโจวนิ่งค้างอยู่บนเชิงเทิน เมื่อม้านั้นเข้ามาใกล้เขตแสงโคมไฟหน้าประตูเมือง จึงได้เห็นหน้าตาผู้มาเยือน บนหลังม้าฝีเท้าดีตัวนั้น... คือ เฟิงลี่หยิน บุตรสาวแห่งตระกูลเฟิง นางควบม้าด้วยสีหน้าเยือกเย็นไร้อารมณ์ ทว่าเบื้องหลังของนางกลับมีร่างหนึ่งซ้อนอยู่ เป็น“มารดำ” ยอดนักฆ่าผู้ไร้ร่องรอยของตระกูลเฟิง บัดนี้มีสภาพผิดแผกไปจากเดิม หมวกปีกกว้างที่เคยบดบังใบหน้าหลุดหาย ร่างกายโอนเอนไปตามจังหวะม้าราวกับไร้กระดูก ที่สำคัญคือบริเวณทรวงอกของชุดสีดำสนิทนั้นกลับเปียกชุ่มไปด้วยของเหลวสีเข้มที่มองดูก็รู้ว่าเป็นโลหิต
กวางโจวขมวดคิ้วแน่น มันแฝงกายเข้าสู่เงามืดบนกำแพงเมือง เฝ้ามองคุณหนูตระกูลเฟิงชูป้ายหยกสีนิลเพื่อผ่านประตูเมืองไปอย่างเงียบเชียบ โดยมีมารดำที่อาการร่อแร่ตามติดเป็นเงาตามตัว
“น่าสนใจ” กวางโจวพึมพำในลำคอ จ้องมองคนทั้งสอง ข้ามผ่านประตูเมืองไป