สำนักพรรคมารเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของพรรคมาร ความลึกลับ ทรัพยากร ความพิศวง ล้วนแล้วแต่ถูกปิดกั้นด้วยพลังอันมหาศาล ย้อนกลับไปเมื่อยามที่ผู้เป็ประมุขเข้ายึดคืนสำนัก กองกำลังอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้นท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้อย่างไร้ที่ไปที่มา อย่างที่ทราบกันดีว่าหุบเขาที่ได้ชื่อว่าพรรคมารแห่งนี้ มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว การบุกตีคืนหากเป็จากภายนอกคงมิใช่เื่ง่าย ฉะนั้นความลึกลับที่ว่าคงหนีไม่พ้นสิ่งที่อยู่ในสำนักศึกษาแห่งนี้ที่ถูกควบคุมโดยตรงจากผู้เป็ประมุขอย่างแน่นอน
การสอบเข้าสำนักศึกษารอบสุดท้ายที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีเพียงสิบสี่คนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบ ซึ่งเป็ปกติของทุกปีที่มีผู้ที่ผ่านไปได้ราวสิบถึงยี่สิบคนเพียงเท่านั้น หนึ่งในนั้นแน่นอนว่ามีชื่อของหลิวอ้ายผิงอยู่ด้วย นางกลายเป็ศิษย์หญิงคนแรกในสำนักศึกษาที่มีจำนวนศิษย์ น้อยที่สุดในแคว้นเลยก็ว่าได้
ในปัจจุบันหากนับดูทั้งหมดแล้วมีเพียงสี่สิบกว่าคน ต่างจากสำนักอื่นๆ ในแคว้นโจวที่มีศิษย์ในสำนักมากกว่าหนึ่งพันคนเป็ต้นไป
ทว่าคุณภาพที่ได้ ก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว ผู้ที่สามารถจบการศึกษาภายในห้าปีที่สำนักแห่งนี้ได้ ย่อมกลายเป็บุคคลที่มีศักยภาพสูงสุด กลายเป็แถวหน้าแห่งวงการยุทธจักรโดยปราศจากข้อสงสัย ตัวอย่างคือสามขุมอำนาจแห่งพรรคมารที่กลายเป็แขนขาของผู้เป็ประมุข ทั้งยังมีผู้ที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนแทรกอยู่ในที่ต่างๆ ของแคว้น โดยกลายเป็ผู้ทรงอำนาจจัดการเื่ต่างๆ คล้ายสาขาย่อยของพรรคมารอย่างไม่ได้เปิดเผย จะว่าเป็การแทรกแซงก็ย่อมได้
เจียงจวิ้นเหยียนคือผู้ดูแลสูงสุดในสำนัก วันแรกของการปฐมนิเทศ เ้าตัวยิ่งจำเป็ต้องมาด้วยความจำเป็บางอย่าง ทว่าปีนี้กลับแตกต่างออกไป ผู้เป็ประมุขตื่นนอนแต่เช้าตรู่อย่างกระปรี้กระเปร่า เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อยก็ออกมารอหลิวอ้ายผิงพร้อมรถม้าคันใหญ่ที่ให้คนจัดเตรียมรอเป็พิเศษ แต่หลิวอ้ายผิงไม่ยินยอมเพราะไม่อยากตกเป็เป้าสายตาของชาวบ้านที่คาดว่าคงมาชุมนุมบริเวณด้านหน้าสำนัก นางจึงเดินทางมายังสำนักศึกษาด้วยตนเอง
สำนักศึกษายังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่อยู่ด้านหน้าประตูเหล็กขนาดใหญ่ แบ่งเป็ครอบครัวของผู้ที่ผ่านทดสอบเพียงเล็กน้อย ที่เหลือคือกลุ่มพลเมืองที่อยากรู้อยากเห็นเป็ส่วนมาก โดยเฉพาะเมื่อหลิวอ้ายผิงปรากฏตัว ทุกคนต่างจับจ้องมองมาเป็ตาเดียว กระนั้นแล้วก็ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดออกไป
“นายน้อยเกา ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าท่านต้องทำได้อย่างแน่นอน” เมื่อหลิวอ้ายผิงพบเกาเจียหาว จึงทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทีเป็มิตรเช่นเคย ยิ่งได้รู้ว่าเขาคือคนที่พยายามช่วยเหลือนางในวันนั้นโดยการแจ้งข่าวกับผู้เป็ศิษย์พี่ให้มาช่วยเหลือ นางยิ่งวางอีกฝ่ายเอาไว้ในฐานะสหายสูงกว่าเช่นเคย
“อ้ายผิง เ้าหายแล้วแน่หรือ” เกาเจียหาวรู้สึกเป็ห่วงอีกฝ่าย ทว่าก่อนหน้านี้ ตัวเขาเองไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะทุกสิ่งอยู่ในการควบคุมของประมุขเจียงจวิ้นเหยียนทั้งหมด
“ข้าหายดีแล้ว ขอบคุณท่านมากจริงๆ” หญิงสาวเอ่ยคำขอบคุณจากใจ เมื่อยามนมองเลยเกาเจียหาวไปทางด้านหลัง จึงรับรู้ว่าพวกเขาคือบิดามารดาของอีกฝ่าย หลิวอ้ายผิงจึงโค้งคำนับทั้งคู่เป็การทักทายอย่างสุภาพ
ทั้งสองคนยิ้มแย้มยินดีให้กับหลิวอ้ายผิง นับั้แ่วันนั้นประมุขเจียงจวิ้นเหยียนได้ส่งสิ่งของรางวัลมากมายมาที่จวนสกุลเกา เพื่อเป็การตอบแทนที่เกาเจียหาวให้ความช่วยเหลือนางผู้นี้ แม้พวกเขาไม่ได้ขัดสนอันใดทว่าการได้สานสัมพันธ์อันดีกับประมุขเจียงจวิ้นเหยียน ถือเป็เื่ที่ดีที่สุดเื่หนึ่งแล้ว
“เ้ารู้หรือไม่ หลังจากวันนั้นประมุขเจียงถึงขั้นสั่งปลดตำแหน่งผู้าุโแห่งสำนักพรรคมาร ยังสั่งขังผู้าุโเหอชวนที่คุกใต้ดินทั้งที่าเ็เจียนตาย ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย” ฟังจบนางจึงชะงักเล็กน้อย แม้จะรู้มาว่าผู้เป็ศิษย์พี่ลงโทษเหอชวนไปแล้วที่ลานประลองในวันนั้น ทว่าเื่นี้ไม่ได้มีใครบอกกล่าวแก่นาง เมื่อเกาเจียหาวเห็นว่าหญิงสาวชะงักไปจึงได้คำตอบว่านางอาจยังไม่รู้เื่นี้
“เขามักเด็ดขาดอยู่เสมอ” หลิวอ้ายผิงตอบอ้อมแอ้ม ครู่หนึ่งจึงชวนอีกฝ่ายเปลี่ยนเื่คุย จนกระทั่งได้เวลาเข้าไปด้านใน
คนเฝ้าประตูทั้งสองคน ใช้เพียงสองมือในการผลักประตูเหล็กหนักหลายร้อยจิน[1]คนละด้าน หากเป็ประตูวังหลวงที่ขนาดเท่ากัน ยังต้องใช้แรงงานทหารมากถึงสิบคน หลิวอ้ายผิงรับรู้ว่ากระทั่งคนเฝ้าประตูสำนักศึกษายังต้องแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
ผู้ที่สามารถผ่านประตูนี้ไปได้มีเพียงผู้ที่เป็ศิษย์ของสำนักแล้วเท่านั้น ครอบครัวเ่าั้จึงยืนส่งพวกเขาได้เพียงบริเวณด้านหน้า ทั้งสิบสี่คนถูกนำทางด้วยอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อยามก้าวเข้าไป ทัศนียภาพยังคงเป็เช่นเดิม เขาเดินนำทางศิษย์ใหม่ไปเรื่อยๆ จนถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีศิษย์คนอื่นอยู่ ทุกคนล้วนสวมชุดเครื่องแบบประจำสำนัก ยามมองดูแล้วให้ความรู้สึกสูงส่งอย่างน่าฉงน กลุ่มศิษย์ใหม่รวมกันอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยศิษย์คนอื่นๆ เบื้องหน้ามีลานยกสูงเล็กน้อยคล้ายเป็ลานพิธีบางอย่าง
รอเพียงครู่หนึ่งประมุขเจียงจวิ้นเหยียนก็ได้เดินทางมาถึงพร้อมคณะผู้าุโอีกสี่คนที่ตามหลังมาติดๆ ฝีเท้าหนักแน่นก้าวขึ้นไปยังลานพิธีเบื้องหน้า รัศมีอันน่าเกรงขามแผ่กระจาย หางตาคมชี้ขึ้นส่อความเฉียบคมและเฉยชากวาดมองเหล่าศิษย์ที่เป็บุรุษทั้งหมดในสำนักศึกษา จนผู้ที่ถูกกวาดมองหลุบตาลงกันถ้วนหน้า เมื่อผู้เป็ประมุขเจอเป้าหมายที่ตนกำลังมองหาในครั้งนี้แล้ว แววตาจึงฉายแวววูบไหวอยู่เพียงครู่หนึ่ง
หลิวอ้ายผิงที่สบตาเข้ากับศิษย์พี่ของตนพอดี จึงยกยิ้มเพียงเล็กน้อยให้อีกฝ่าย ทว่าเพียงเท่านี้ก็ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวได้แล้ว
เจียงจวิ้นเหยียนรีบเก็บสายตาของตนกลับมาอย่างไร้พิรุธโดยรวดเร็ว จึงแจกแจงกฎข้อห้ามต่างๆ ในการเป็ศิษย์ของสำนักแห่งนี้
ข้อสำคัญคือ ต้องทำสัญญาเืห้ามมิให้ผู้ที่ทำสัญญาแพร่งพรายความลับสำคัญของสำนักพรรคมารต่อบุคคลภายนอกเป็อันขาด หากผิดสัญญา ผลที่รออยู่มีแค่ความตายเพียงเท่านั้น
พิธีกรรมบางอย่างยังห่างไกลกับความรู้ของมนุษย์มากนัก และนี่คือสิ่งที่น่าตื่นตะลึงสำหรับบุคคลทั่วไปโดยแท้จริง พวกเขามองเห็นผู้าุโทั้งสี่คนนำบางสิ่งที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีดำทึบ ขึ้นมาวางบนลานที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อยามเปิดผ้าผืนนั้นออก จึงเห็นเป็ลูกแก้วขนาดใหญ่สีแดงเืสะท้อนภายในแวววับดุจอัญมณีชวนพิศวง
ในเวลาเดียวกัน ประมุขเจียงจวิ้นเหยียนได้ถ่ายพลังบางอย่างจากร่างกายตนเองลงไปยังฝ่ามือทั้งสองข้าง ลูกแก้วพิศวงเบื้องหน้าจึงดูดพลังนั้นอย่างบ้าคลั่งจนเกิดเป็แสงวูบวาบสีแดงสะท้อนทั่วทั้งห้องโถงครู่หนึ่งจึงหยุดลง เขาจึงถอนมือออกไป
หลิวอ้ายผิงใจเต้นโครมครามอย่างที่ไม่เคยเป็ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นความฝันที่นางรอคอย หญิงสาวได้อ่านบันทึกการเดินทางของท่านอาจารย์กู่เฟิงมาั้แ่วัยเยาว์ หนึ่งในบันทึกหลายสิบเล่ม เล่าถึงดินแดนมหัศจรรย์แห่งหนึ่งเอาไว้ หลังจากรวบรวมข้อมูลมาตลอดจึงคาดเดาได้ว่าดินแดนลึกลับที่ว่าต้องมีความเกี่ยวข้องกับสำนักพรรคมารเป็แน่
หญิงสาวจ้องมองลูกแก้วพิศวง ที่ยามนี้ได้มีศิษย์ผู้หนึ่งถูกเรียกชื่อเป็คนแรก กำลังนำกริดสลักลวดลายและภาษาแปลกประหลาด กรีดฝ่ามือตนเองจนเืสีแดงฉานหยดลงบนลูกแก้วจำนวนสามหยด อักษรประหลาดจึงประทับลงบนข้อมือข้างนั้นเป็สัญลักษณ์ว่าการทำสัญญาเืได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ทุกคนยอมรับการทำสัญญานี้แม้ผลของการทรยศรุนแรงถึงขั้นความเป็ความตาย ทว่าในหมู่พวกเขาไม่มีใครคิดผิดสัญญาอย่างแน่นอน
เมื่อยามถึงลำดับของศิษย์หญิงคนเดียวของสำนัก หลิวอ้ายผิงจึงกลายเป็จุดรวมสายตาไปโดยปริยาย นางไม่เพียงเก่งกาจจนน่ายกย่อง ทั้งยังมีความสัมพันธ์บางอย่างกับผู้ที่อยู่เหนือสุดแห่งแคว้นนี้อย่างประมุขพรรคมารนามเจียงจวิ้นเหยียน พวกเขาไม่กล้าคิดว่าผู้เป็ประมุขที่มีความโเี้และไร้ความรู้สึกมาโดยตลอด จะมีความรู้สึกดีๆ ให้หญิงสาวบรรณาการที่มิได้มีความงามจนโดดเด่นผู้นี้ บางทีอาจมีเหตุผลบางอย่างที่นางสมควรได้รับความช่วยเหลือก็เป็ได้ ทว่ายามเห็นแววตายามที่ประมุขเจียงทอดมองหลิวอ้ายผิง ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองต้องคิดใหม่อีกครั้ง
“อ้ายผิง เจ็บหรือไม่” เจียงจวิ้นเหยียนเอ่ยถามนางเสียงเบาพร้อมกับเหลือบสายตาไปที่ฝ่ามืออีกฝ่าย ก่อนผู้ถูกถามจะส่ายหัวน้อยๆ จนดูน่าเอ็นดูในสายตาของเขา
“ความเจ็บแค่นี้นับเป็อะไรได้ ท่านก็รู้ข้าถึกทนจะตายไป” หลิวอ้ายผิงกล่าวติดตลกเล็กน้อย แต่ความจริงย่อมเป็เช่นนั้น นางฝึกยุทธ์มาั้แ่ยังเล็ก ผ่านอะไรมาตั้งมากมาย ความอดทนจึงมีมากว่าคนทั่วไปหลายขุมนัก
ศิษย์คนอื่นยามเห็นท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ ในใจพลันหมายมาดอย่างแน่วแน่ว่าต้องผูกมิตรกับแม่นางผู้นี้ให้จงได้ แต่พวกเขาย่อมไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ตนกำลังคิดช่างผิดถนัด หากตีสนิทกับนางมากเกินไปไม่เพียงแต่จะไม่สร้างความพึงพอใจ แต่กลับกลายเป็สร้างความไม่พอใจแก่ผู้เป็ประมุขเสียมากกว่า