คัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ

    [TDSS] ตอน 049 : เลือกศาสตรา

    เสื้อผ้าเฉินรุ่ยฟางหล่นลงสู่พื้น ร่างของเธอเปลือยเปล่า


    เธอจ้องมองมันอย่างละเอียด


    จากนั้นเธอก็อดแก้มแดงไม่ได้ เพราะพบว่าอกเต้าของเธอปรากฏรอยแดงจากฝีปากบุรุษทั่วไปหมด


    ก่อนเธอจะรีบส่ายหน้าว่าตัวเธอไม่ได้คิดอะไรที่ไม่ดี เธอต้องกลับสู่โลกความเป็นจริง


    เฉินรุ่ยฟางไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปที่หอราตรีรื่นเริงอีก


    ก่อนเธอกลับมาเธอถามคุณลุงอรุณเกี่ยวกับคุณ 'สหชาติไร้กังวล' เธออยากรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร


    ส่วนคำตอบที่เธอได้ในตอนนั้นคือ


    ...


    "ผู้สูงส่ง 'สหชาติไร้กังวล' นะเหรอขอรับ อืมมมมม..., เปรียบดังตัวตนในความฝัน คล้ายไม่มีอยู่จริงๆ ในโลก น่าหวาดกลัวและยากจะเข้าถึง กระผมคงพูดได้เพียงเท่านี้ ไม่ใช่กระผมไม่ต้องการบอกสิ่งที่ผมรู้แก่คุณหนูโบตั๋นพร่างจันทราของกระผม แต่เรื่องดีๆ เช่นวันนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยเลยจริงๆ ณ หอราตรีรื่นรมย์แห่งนี้ กระผมขอพูดตรงๆ ว่าคุณโชคดีมากที่ท่านเมตตาคุณ และผมก็รู้สึกได้ว่าคุณชอบท่านสหชาติไร้กังวลมาก เช่นนั้นเอาแบบนี้ดีไหม หากผมพบท่านอีกและท่านต้องการคุณ ผมจะติดต่อคุณไป กระผมรู้สึกได้ว่าคุณไม่คิดรับแขกเช่นเทพธิดาคนอื่นๆ ณ สวนสวรรค์แห่งนี้เพราะเป้าหมายของคุณที่มาที่นี่ดูจะสำเร็จแล้ว"


    ผู้เฒ่าชรายิ้มอย่างอารมณ์ดีผ่านหน้ากากสีทอง ไม่ใช่หญิงสาวทุกคนที่ผู้เฒ่าชราคนนี้จะเมตตา


    ...


    เฉินรุ่ยฟางมองมือถือของตัวเอง ชื่อ 'คุณลุงหน้ากากอรุณแสนใจดี' เธอจ้องอยู่นาน


    ...


    7 วันผ่านไป 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' ยังเป็นเช่นเดิม


    หลี่เค่อได้ปรับพื้นฐานการบ่มเพาะของตัวเองอย่างมั่นคง และสองพ่อลูกตระกูลจั๋วก็เริ่มมีพัฒนาการ 'โอสถปราณมังกรแกร่ง' ที่หลี่เค่อยกระดับมันให้เป็นระดับหนึ่งสามลายเส้น ทำให้สองพ่อลูกมีพัฒนาการในการบ่มเพาะอย่างมาก


    น้าจั่วเข้าสู่ระดับ [1] หลอมกายขั้นกลาง [2] โดยที่กายเนื้อแข็งแกร่งกว่าระดับเดียวกันเกือบเท่าตัว หลี่เค่อเตือนน้าจั่วไม่ให้เย่อหยิง เพราะฐานการบ่มเพาะระดับหนึ่งของโลกใบนี้ไม่นับว่ามีอะไร สำหรับผู้บ่มเพาะระดับสูงเกินระดับสามขึ้นไปพวกเราไม่ต่างจากแมลงที่ฆ่าได้ง่ายๆ


    หลี่เค่อเตือนน้าจั่วว่าหากมีโอกาสให้หาเวลาออกไปต่อสู้บ้าง ซึ่งแน่นอนว่าหลี่เค่อหมายถึงการต่อสู้ที่ปล่อยภัย


    ลูกจี๋ไม่อาจจะบรรลุถึงขั้นกลาง แต่ด้วย 'โอสถปราณมังกรแกร่ง' ร่างกายเขาเริ่มมีหมัดกล้ามที่ใหญ่ขึ้น


    ส่วนหลี่เค่อตอนนี้... ในห้องเขาจมอยู่กับความเงียบงัน


    'โอสถปราณมังกรแกร่งมีผลกับเราอยู่บ้าง แต่เราก็พบความจริงที่น่าหวาดกลัวอะไรบางอย่าง รากฐานที่ใหญ่โตของเราทำให้ทรัพยากรที่ใช้บ่มเพาะของเราไม่ใช่แค่ต้องมากกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย แต่มันอยู่ในระดับมหาศาล แม้ในร่างของเรายังไม่ปรากฏแก่นพลัง แต่จุดรวมลมปราณที่ตอนนี้คล้ายเป็นก้อนเลือดในร่างกายเรานั้นตัวเรามีถึงสี่ก้อน และนี่คือปัญหา'


    'เพื่อที่จะหล่อเลี้ยงกายเนื้อและรากฐานแบบนี้ การบ่มเพาะของเราต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่นนับร้อยเท่า โชคดีที่เรามีกระถางเก้าวิญญาณ ทำให้สร้างโอสถสามลายเส้นได้ หากเราไม่สามารถกินโอสถชนิดเดิมซ้ำๆ ได้ เหมือนคนส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ เกรงว่าตลอดชีวิตระดับบ่มเพาะของเราจะไม่เกินไปกว่าระดับสองแม้ว่าจะพยายามสักแค่ไหน'


    พูดกับตัวเองจบหลี่เค่อโยนโอสถปราณมังกรแกร่งเข้าปาก จากนั้นเคี้ยวมันอย่างกับของว่าง ด้านหน้าโอสถชนิดนี้ถูกจัดจาน วางราวของไม่มีค่า หากใครมาเห็นภาพนี้คงตกใจ นี่มันดูจะหรูหราเกินไป


    ...


    กรุ้งกริ๊ง กรุ้งกริ๊ง


    ร้านค้าอาวุธที่ดูลึกลับแห่งหนึ่ง


    หลี่เค่อเดินเข้ามา ภายในมีสายตาของคนหลายสิบจับตาทันที เพราะหลี่เค่อนับว่าเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่


    แต่หลี่เค่อกับเดินดูสิ่งของที่นี่อย่างคุ้นเคย เพราะเขามีความทรงจำของป่าดำ ทำให้รู้ว่าอยากได้อาวุธที่ดีและประณีตที่สุดต้องมาที่นี่


    นั่นเพราะอาวุธในโลกใบนี้ก็มีแบ่งระดับและชนิด


    โดยชนิดพื้นฐานที่สุดเลยคือ 'สามัญ' ต่อมาคืออาวุธ 'แกร่ง'


    ส่วน 'อาวุธเวทย์' คือของชั้นดีที่เริ่มหายาก มันถูกสร้างอย่างจำกัดด้วยช่างหลอมศาสตราที่มีฝีมือ ซึ่งมันมีคุณสมบัติที่ช่วยนายของมันให้บรรลุเป้าหมายในการสังหารได้อย่างดีที่สุด ผสมผสานพลังลึกลับของตัวเอง


    เหนือกว่าอาวุธเวทย์ทั่วไปคือ 'อาวุธเวทย์จิตวิญญาณ' มันมีความนึกคิด นับเป็นยอดศาสตราที่หายากในโลก


    เหนือกว่านั้นคงเป็นอาวุธของเหล่าผู้เป็น 'อมตะ' หรือ 'นิรันดร์' ที่มีอำนาจแห่ง 'กฎ' และสามารถลองรับการบรรจุพลังฟ้าดินและพลังวิญญาณขั้นสูงได้ ทุกครั้งที่มันสำแดงอำนาจมันจะมีความอัศจรรย์บางอย่างที่ทำให้สังหารศัตรูข้ามระดับได้อย่างไม่สนใจ


    หลี่เค่อรับรู้ได้ถึงการมีศาสตราวุธที่ดี ดังนั้นเขาจึงมาเลือกมันที่นี่ ก่อนจะเริ่มใช้ชีวิตในวิถีของผู้คนในโลกใบนี้


    หลี่เค่อต้องการสร้างเส้นทางนักล่า และประกอบอาชีพอย่างสามัญ


    โดยหลี่เค่อนั้นไม่ต้องการใช้ตัวตนของป่าดำตลอดไป และหากไม่จำเป็นเขาก็ไม่ต้องการใช้มันอีก


    ส่วนสาเหตุว่าทำไม...


    คำตอบคือ... 'รังเกียจ'


    ใช้แล้วหลี่เค่อรังเกียจป่าดำ เพราะยิ่งเขาได้ความทรงจำของตาเฒ่าอายุเกินห้าร้อยปีผู้นี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เห็นความต่ำทรามของคนผู้นี้ที่ดำมืดจนแทบไม่อาจจะมองเห็นจุดขาวและแสงสว่างในสำนึกใดๆ ได้


    จากความทรงจำที่ได้มาเพิ่มเติม เพื่อการฝึกบ่มเพาะเคล็ดวิชามารของตัวเองทั้ง 'กายเทพมาร' และ 'มหาเวทย์กลืนฟ้า'


    ป่าดำได้สิ่งที่เกินความเป็นมนุษย์ไปแล้ว


    เขาได้ไปจับกลุ่มคนที่มีขีดจำกัดทางสายเลือดพิเศษ ซึ่งตอนนี้หลี่เค่อก็ไม่รู้ว่าสายเลือดนั้นคืออะไร แต่มันมีผลต่อการฝึกเคล็ดวิชามารทั้งสองไม่ว่าจะ 'กายเทพมาร' หรือ 'มหาเวทยกลืนฟ้า'


    เพื่อความมั่นใจว่าตัวเขาจะได้ครอบครองร่างที่มีสายเลือดบริสุทธิ์


    ป่าดำได้ทำการสมสู่สร้างสายโลหิตตกทอดเชื้อสายของตัวเองจากรุ่นสู่รุ่นจากการเสพสังวาสกับลูกหลานซึ่งมีขีดจำกัดทางสายเลือดของตัวเองมาร่วม 500 ปี ทำให้เขาเป็นบรรพชนลับของตระกูลตระกูลแห่งหนึ่งที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่มาก เป็นถึงตระกูลชั้นสาม 'ตระกูลเจ้าดินแดน'


    ทุกๆ 50 ปีบ้าง 100 ปีบ้าง หรือบางครั้งเพียง 10 ปี เขาจะกลับไปหามองร่างที่ดีที่สุดเพื่อถือกำเนิดใหม่


    แต่ด้วยการเสพสังวาสเช่นนี้ในตระกูลทำให้เกิดสองสิ่งในลูกหลานตระกูลนี้หนึ่งสายเลือดบริสุทธิ์สุดขีดที่ทำให้ตั้งแต่เกิดมาก็แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป สองสายโลหิตบกพร่อง ทุกๆ ปีเด็กที่เกิดในตระกูลนี้จะถูกฆ่าเพราะเกิดมาสติปัญญาไม่สมประกอบ บ้างก็ร่างกายพิการ


    แต่หลังจากตายแล้วแทนที่พวกเขาจะรู้สึกกับโลกใบนี้เพียงแค่ความฝันหนึ่ง เพราะตายตั้งแต่เยาว์วัยไร้เดียงสา


    ป่าดำกับถือโอสถนี้ชำแหละกายหลอมวิญญาณสร้างศาสตรามารขึ้น โดยหล่อเลี้ยงด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของลูกหลานตระกูลนี้ จนกลายเป็นศาสตราเวทย์จิตวิญญาณระดับสูงสุดขีด


    เขาหวังว่ามันจะสามารถใช้สังหารระดับแปดได้...


    และเพราะแบบนี้ยิ่งหลี่เค่อรู้จักป่าดำ เขาก็ยิ่งรังเกียจป่าดำ เหตุใดคนคนหนึ่งเพาะความปรารถนาของตัวเองจึงทำกรรมชั่วได้มากมายเช่นนี้ หลี่เค่อพบว่าตัวเองไม่มีวันเข้าใจคำตอบ


    "ไม่ทราบว่าคุณชายสนใจศาสตราประเภทไหนขอรับ" ชายคนหนึ่งใบหน้าคล้ายชายวัยกลางคนก้าวมาด้านข้างหลี่เค่อ ซึ่งตอนนี้หลี่เค่อยืนจ้องมองมีดสั้น ณ ตู้กระจก โดยเขาจ้องอย่างนั้นอยู่นานไม่ไปไหน


    นั่นเพราะหลี่เค่อกำลังขบคิดว่าเขาควรใช้ศาสตราแบบไหนดี


    เพราะต่อจากนี้มันจะกลายเป็นอาวุธคู่กาย รากฐานของตัวเขาในระยะยาว


    และหลายวันมานี้หลี่เค่อก็คิดเช่นนี้มาโดยตลอด เขามองผู้คนที่ถือศาสตราบ้างก็ดาบยาว กระบี่ หอก ขวาน ซึ่งดูเหมือนว่าอาวุธเหล่านี้เป็นที่นิยมของคนในโลกใบนี้


    ในโลกเดิมของหลี่เค่อมีคำพูดว่า ยอดฝีมือไม่พึ่งพาอาวุธ แต่คงไม่ใช่สำหรับโลกใบนี้ที่ทุกคนต่างถืออาวุธเดินกันเป็นปกติ...

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ ที่คุณอ่าน