ที่พักมู่เฉินเป็กระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กที่อยู่ห่างจากที่พักของคนอื่นๆ มันตั้งลึกเข้าไปในสวนหลังของตระกูลมู่ ั้แ่เขาอายุได้ 9 ปี พ่อของเขาได้หายไปจากตระกูล โดยมีจดหมายทิ้งไว้เพียงคำสั้นๆ
‘พ่อขอโทษที่ไม่ได้บอกลาลูก พ่อต้องเข้าหุบเขาหมื่นอสูรเพื่อไปทำเื่ราวบางประการ ไม่นานพ่อจะกลับมา มู่ฝาน.’
ด้วยความเศร้าเสียใจและเพื่อเป็การรอคอยบิดา มู่เสียนตัดสินใจมาสร้างที่พัก ณ สวนแห่งนี้ ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้าหุบเขาหมื่นอสูรมากที่สุด
วันเวลาผ่านไป 5 ปี มู่ฝาน บิดาของเขาก็ยังไม่กลับมา แม้ว่าจะเป็การรอคอยที่ไร้จุดหมาย แต่มู่เฉินยังนั่งที่โขดหินด้านหลังกระท่อมและจ้องมองไปยังหุบเขาหมื่นอสูรทุกวัน
วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากกลับจากลานพิธี เขายังคงนั่งที่โขดหินและมองไปยังหุบเขาอสูรอย่างเหม่อลอย
“พี่มู่เฉิน ท่านเป็อย่างไรบ้าง? ข้ากับพี่หานเป็ห่วงท่านนะ” เสียงเศร้าสร้อยและหดหู่ดังขึ้นจากหลิงเอ๋อที่ไม่ทราบยืนอยู่ด้านหลังเขาั้แ่เมื่อใด
“ข้าไม่เป็ไร เพียงแค่เสียใจเล็กน้อยเท่านั้น อย่างห่วงเลย แม้ข้าจะไม่มีิญญายุทธ์ ข้าก็จะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ ไม่งั้นข้าจะดูแลเ้าในอนาคตได้อย่างไร อีกทั้งข้ายังต้องออกตามหาท่านพ่ออีก ข้าไม่ยอมแพ้เพราะแค่ไม่มีิญญายุทธ์หรอก”
เสียงตอบกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นปนความอบอุ่น นั่นทำให้สีหน้าเศร้าหมองของหลิงเอ๋อดีขึ้นทันที นางเป็ห่วงเขาอย่างมาก จึงตามเขามาที่ที่พักทันทีที่จบพิธี
“ข้านำของบางสิ่งมาให้ท่านด้วย ท่านต้องชอบมันแน่” หลิงเอ๋อนำมือที่ไพล่หลังออกมาอย่างช้าๆด้วยท่าทีน่ารัก ในมือของนางถือขวดสุราสีเขียวสดใสอยู่ขวดหนึ่ง
“นั่นมันสุราไผ่เขียวมรกต เ้าได้มันมาอย่างไร? หรือว่าเ้า...” มู่เฉินยิ้มร่าอย่างมีความสุข แต่รอยยิ้มนั้นกลับหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อนึกบางอย่างได้
ทุกคนในสำนักต่างรู้ดีถึงราคาของสุราไผ่เขียวมรกต มันต้องใช้หินปราณถึงห้าร้อยก้อนซึ่งเทียบเท่ากับยาิญญาห้าเม็ด
“ไม่เป็ไรหรอกน่า ท่านอย่าคิดมาก เดือนหน้าข้าก็ได้ยาิญญาอีกห้าเม็ด แค่นี้เล็กน้อย”
เป็ไปตามที่มู่เฉินคาดเดา นางเอารางวัลทั้งหมดของนางไปแลกกับสุราไผ่เขียวมรกตมาให้กับเขา
“อย่ามัวแต่ลังเลอยู่เลย ท่านดื่มเถอะ ข้าตั้งใจเอามามอบให้ท่าน หากท่านไม่ดื่มข้าจะโยนมันทิ้งเดี๋ยวนี้” หลิงเอ๋อยังคงยัดเยียดสุราให้กับเขาอย่างไม่ลดละ
“ก็ได้ แต่เ้าต้องสัญญากับข้าว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก ยาิญญาจำเป็ต่อการฝึกยุทธ์ของเ้า อย่าทำให้มันเสียเปล่า”
“เ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว” นางตอบด้วยท่าทีทะเล้น
เวลาผ่านไปเกือบชั่วยาม ทั้งสองต่างพูดคุยกันด้วยความสุข สุราทั้งขวดถูกมู่เฉินกระดกจนหมดสิ้น ฤทธิ์สุราทำให้ใบหน้าเขาแดงก่ำ
แม้ว่ามู่เฉินจะชมชอบสุราอย่างยิ่งแต่เขายังไม่ได้ฝึกยุทธ์ ร่างกายยังคงเป็เหมือนคนทั่วไป อีกทั้งด้วยวัยเพียง 14 ปีจึงไม่อาจต้านทานฤทธิ์ของมันได้
“พี่มู่เฉิน มีอีกเื่ที่ข้ายังไม่ได้บอกกับท่าน คืนนี้ตระกูลจะจัดงานเลี้ยงสำหรับรุ่นเยาว์ที่หอชมจันทร์ ผู้าุโสูงสุดยังบอกอีกว่า…รุ่นเยาว์ทุกคนที่ปลุกิญญายุทธ์ในวันนี้ต้องเข้าร่วมงานทั้งหมด”
“มันจงใจที่จะเรียกข้าไปเย้ยหยันอย่างนั้นรึ? น่าสนใจดีหนิ” มู่เฉินพูดด้วยแววตาเคียดแค้น
“ข้าว่าท่านไม่จำเป็ต้องไป ข้าจะบอกว่าท่านดื่มสุราจนเมามายจึงเข้าร่วมงานไม่ได้”
“ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้น ข้าจะไป ข้าอยากจะรู้นักว่ามันจะเย้ยหยันข้าเช่นไร?” มู่เฉินพูดอย่างหนักแน่น แม้รู้ว่าเป็หลุมพลางแต่คนอย่างเขาไม่เคยกลัวเกรงสิ่งใด
“การหลบหนีไม่ใช่ทางออก มีแต่ต้องประชันหน้าเท่านั้นจึงจะก้าวผ่านมันไปได้ ไปกันเถอะนี่คงได้เวลางานเลี้ยงแล้ว” มู่เฉินลุกขึ้นเดินนำหน้าหลิงเอ๋ออย่างเด็ดเดี่ยว
แผ่นหลังที่อยู่เบื้องหน้าหลิงเอ๋อนั้นบอบบางอย่างยิ่งแต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยสำหรับนางเสมอมา แววตาของนางเป็ประกายขณะเดินตามหลังมู่เฉินไปยังหอชมจันทร์
หอชมจันทร์
หอชมจันทร์เป็สถานที่หรูหราที่สุดของตระกูลมู่ ปกติแล้วที่นี่จะจัดเลี้ยงเฉพาะงานสำคัญเท่านั้น แต่ครั้งนี้ถือเป็ข้อยกเว้น เนื่องจากปรากฏอัจฉริยะของตระกูลผู้นำตระกูลจึงอนุโลมให้จัดงานเลี้ยงเป็กรณีพิเศษ
ภายในหอชมจันทร์มีคนราว 50 คน ประกอบด้วยผู้นำตระกูลและผู้าุโทั้งสี่ที่นั่งอยู่โต๊ะริมระเบียงชั้นสองซึ่งเป็โต๊ะที่จะมองเห็นดวงจันทร์ได้งดงามที่สุด ถัดจากจุดนั้นจะเป็โต๊ะของสมาชิกคนสำคัญของตระกูล 10 คน ส่วนเหล่ารุ่นเยาว์ล้วนนั่งประจำโต๊ะที่กระจายตัวอยู่รอบๆ
มู่เฉินกับหลิงเอ๋อเดินมาถึงหอชมจันทร์ ชั้นล่างไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว ทั้งสองจึงเดินขึ้นบันใดไปยังชั้นสอง
เสียงพูดคุยกับเสียงหัวเราะอันสนุกสนานของทุกคนเงียบลงทันทีเมื่อเห็นมู่เฉินเดินขึ้นมายังชั้นสอง ทุกคนต่างไม่คาดคิดว่ามู่เฉินจะเข้าร่วมงานในคืนนี้ นี่มันเท่ากับการขุดหลุมฝังตัวเองเป็แน่แท้
“โอ้ ในที่สุดแขกคนสำคัญในคืนนี้มาถึงแล้ว ผู้ไร้พร์ในตำนาน” มู่เสียนเป็คนแรกที่พูดทำลายความเงียบในงาน
แม้ว่าเหล่ารุ่นเยาว์จะไม่ได้ชมชอบมู่เฉิน แต่ตอนนี้ทุกคนต่างแสดงสีหน้าเห็นใจอย่างชัดเจน
“เ้าหุบปากสุนัขของเ้าลงเดี๋ยวนี้” หลิงเอ๋อที่เดินตามหลังเขามาะโอย่างโมโห นางเองรู้ว่ามู่เสียนต้องเย้ยหยันมู่เฉินแต่ไม่คิดว่าจะทำโจ่งแจ้งเช่นนี้
“หลิงเอ๋อ ข้าไม่เป็ไร” มู่เฉินหันมาพูดกับนางเบาๆ ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองมู่เสียนด้วยท่าทีเฉยเมย
“ขอบคุณสำหรับถ้อยคำต้อนรับที่จริงใจของเ้า ถึงจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้างแต่อย่างน้อยข้าก็ได้เห็นถึงความโสมมของมนุษย์” มู่ฉินประกบมือคำนับพร้อมกับพูดเน้นทุกถ้อย คำโดยเฉพาะค่ำว่า ‘โสมม’
“เ้า...เ้าว่าผู้ใดโสมม?” คำพูดของมู่เฉินแทบทำให้มู่เสียนกระอักเืออกมา ดวงตาเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ
มู่หยางนั่งนิ่งมองดูเหตุการณ์แทบจะะเิอารมณ์ออกมา แต่ผู้นำตระกูลโบกมือห้ามไว้ก่อน
‘เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างกล้าบ้าบิ่นยิ่งนัก เสียดายที่เขาไม่มี...’ ผู้นำตระกูลอดไม่ได้ที่จะเสียดายในบุคลิกที่หนักแน่นมั่นคงของมู่เฉิน เขาจึงได้แต่ส่ายหัวเท่านั้น
“มู่เฉิน หลิงเอ๋อ มานั่งที่โต๊ะเถอะ” มู่หานพูดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะคารมของทั้งคู่ พร้อมกับกวักมือเรียกให้มายังโต๊ะที่เขานั่งอยู่
มู่เฉินกับหลิงเอ๋อเดินมาที่โต๊ะโดยไม่กล่าวอะไรอีก เมื่อมาถึงโต๊ะสายตามู่เฉินก็พบกับความผิดปกติ มีเก้าอี้ว่างเพียงที่เดียวเท่านั้น เขากวาดสายตามองไปยังโต๊ะอื่นๆ ทุกโต๊ะไม่มีเก้าอี้ว่างแม้แต่ตัวเดียว แล้วสายตาเขาก็หยุดที่มู่เสียน
บนใบหน้ามู่เสียนมีรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างชัดเจน ทั้งหมดเป็แผนที่มู่เสียนได้วางไว้แต่แรก
“มู่เฉิน เ้านั่งก่อน ข้าจะไปหาเก้าอี้มาเพิ่มเอง” มู่หานเองก็จับสังเกตได้ จึงอาสาจะไปหาเก้าอี้มาเพิ่ม
“สำหรับเื่นี้ คงต้องบอกว่าน่าเสียดายยิ่งนัก เก้าอี้ที่หอชมจันทร์มีแค่เพียงเท่านี้ หากมู่เฉิน้าหาที่นั่งคงต้องลงไปนั่งที่ชั้นล่างแล้วล่ะ” มู่เสียนพูดขัดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่ามู่หานขยับตัว
“เ้าก่อกวนชัดๆ” หลิงเอ๋อพูดพร้อมกับกำหมัดแน่น
“ช่างมันเถอะ ข้างล่างก็ดีเหมือนกัน เงียบสงบ ขืนให้ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าคงกระเดือกอาหารไม่ลงเพราะกลิ่นความโสมมมันรุนแรงนัก” มู่เฉินพูดอย่างไม่ยี่หระ
“พี่หาน สุรากับไก่ตัวนี้ข้าขอได้หรือไม่?” มู่เฉินหันหน้าไปถามมู่หานพร้อมกับชี้ไปยังขวดสุรากับไก่ตัวหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ
“มู่เฉิน เ้า...ช่างเถอะ หากเ้า้าก็เอามันไปตามใจเ้า” มู่หานได้แต่ส่ายหน้าอย่างเห็นใจ
“ข้าจะลงไปกินด้านล่างพร้อมกับท่าน” หลิงเอ๋อพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง
“ตามใจเ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เฉินหยิบสุรากับไก่และเดินลงไปชั้นล่างพร้อมกับเสียงหัวเราะ
“มู่เฉินคนนี้มีนิสัยน่าประทับใจนัก กล้าที่จะปะทะกับปัญหาโดยไม่ยี่หระแม้แต่น้อย”
“นี่แหละลูกผู้ชายที่แท้จริง” กลุ่มศิษย์พี่ที่เป็คนสำคัญของตระกูลต่างชื่นชมในนิสัยแน่วแน่และเปิดเผยของมู่เฉิน
เมื่อได้ยินคำพูดเ่าั้ มู่เสียนทำหน้าเหมือนกับโดนยาพิษ เขาเป็คนสำคัญในคืนนี้ เหล่าศิษย์พี่กลับชื่นชมมู่เฉินแทนที่จะเป็เขา
งานเลี้ยงที่ชั้นสองดำเนินไปอย่างคึกครื้น ฤทธิ์สุราทำให้การพูดคุยเป็ไปอย่างออกรส เสียงกล่าวชื่นชมและการประจบประแจงต่อมู่เสียนดังแว่วมาอย่างต่อเนื่อง มันช่างต่างจากบรรยากาศชั้นล่างยิ่งนัก
ที่ชั้นล่าง หลิงเอ๋อยังคงนั่งอย่างเศร้าสร้อย ส่วนมู่เฉินเองกลับมองดวงจันทร์ด้วยรอยยิ้ม เขายกสุราพร้อมกับชมไม่ขาดปาก ราวกับเื่ราวในคืนนี้ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
“เรากลับกันดีหรือไม่? ตอนนี้ท่านเมามากแล้ว” หลิงเอ๋อพูดอย่างเป็ห่วง นางรู้ว่าแม้ภายนอกมู่เฉินจะดูสุขสบายดี แต่ภายในของเขาคงจะเต็มไปด้วยความคับแค้นแน่นอกเป็แน่
“ก็ดีเหมือนกัน งั้นเราไปเอาสุราอีกขวดแล้วกลับกันเถอะ”
มู่เฉินเดินขึ้นไปยังชั้นสองด้วยรอยยิ้ม เป็อีกครั้งที่การปรากฏตัวของเขาทำให้บรรยากาศที่ครึกครื้นเงียบลงทันใด
“โอ้ ทุกท่านไม่ต้องให้เกียรติข้าเช่นนี้ เชิญดื่มกินกันตามสบาย ข้าเพียงจะหาสุราสักขวดเท่านั้น” มู่เฉินพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน
“นี่เ้าไม่ได้สำเนียกตัวเองแม้แต่น้อยเลยสินะ ต่ำต้อยแล้วยังจะมาเรียกร้องความสนใจ ดีที่บิดาเ้าหายตัวไปก่อน ไม่งั้นคงอับอายกับลูกที่ไม่ได้เื่เช่นเ้า”
ด้วยฤทธิ์สุราหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อได้ยินคำพูดหยามเหยียดถึงบิดา เส้นความอดทนของมู่เฉินก็ขาดสะบั้นลงทันที
“เ้าสารเลวมู่เสียน เ้าดูถูกข้าได้ข้าไม่ว่า แต่สำหรับบิดาข้าไม่ใช่สิ่งที่เ้าจะมาล่วงเกินได้” พูดจบมู่เฉินก็พุ่งเข้าหามู่เสียนทันที
“เฮอะ เ้าไม่มีแม้แต่ิญญายุทธ์คิดว่าจะทำร้ายข้าที่มีิญญายุทธ์นภาได้รึ?” มู่เสียนกำหมัดแน่นพร้อมกับดึงพลังปราณมารวมไว้ที่หมัดทันที
ทุกคนที่อยู่รอบด้านต่างส่ายหน้า สุดท้ายมู่เฉินก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
ปัง!!! หมัดของมู่เสียนกระแทกที่อกมู่เฉินจนร่างเขากระเด็นกลับมากระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง
มู่เฉินกระอักเืออกมากองโต เขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
“พี่มู่เฉิน ท่านเป็อย่างไรบ้าง เ้ามู่เสียนคนชั่วช้าเขาไม่มีิญญายุทธ์เหตุใดเ้าต้องลงมือหนักเช่นนี้” หลิงเอ๋อวิ่งเข้ามาประคองมู่เฉินพร้อมกับจ้องไปยังมู่เสียนอย่างเคียดแค้น
“หลิงเอ๋อ เ้าหลบไปอย่าเข้ามายุ่ง นี่มันเื่ของข้ากับเขา” มู่เฉินผลักให้หลิงเอ๋อออกห่าง
ความโกรธของมู่เฉินปะทุออกมาอย่างรุนแรง ขณะนั้นเองพลังงานบางอย่างพุ่งออกมาจากจุดตันเถียนอย่างกระทันหัน เขาพุ่งทะยานเข้าหามู่เสียนด้วยความรวดเร็วพร้อมกับปล่อยหมัดออก
“ถ้าเ้าอยากตายนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้” มู่เสียนรวมปราณที่หมัดอย่างเต็มกำลัง หมัดนี้เขาตั้งใจจะกำจัดมู่เฉินอย่างแท้จริง
“พี่มู่เฉิน....” หลิงเอ๋อะโพร้อมกับร่างที่ทรุดลงกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
ระหว่างที่มู่เฉินพุ่งตัวออกไป พลังงานสีดำเบาบางพลันประทุออกมาคลุมทั่วหมัดของเขา หากไม่สังเกตไม่อาจตรวจจับได้ แต่สำหรับผู้นำตระกูลและเหล่าผู้าุโต่างมองเห็นอย่างชัดเจน พลังงานสีดำเบาบางมันแฝงด้วยพลังทำลายล้างอย่างรุนแรง
ผู้น้ำตระกูลและผู้าุโตื่นตระหนกทันที แต่เวลามันรวดเร็วยิ่งนัก ผู้าุโไม่สามารถทำสิ่งไดได้ มีเพียงผู้นำตระกูลที่ปล่อยกระแสปราณเข้าป้องกันมู่เสียนได้อย่างหวุดหวิด
ตูม!!! หมัดมู่เฉินปะทะกำแพงปราณอย่างรุนแรง กำแพงปราณที่สร้างอย่างกระทันหันจึงไม่อาจทนแรงของหมัด มันแตกร้าวอย่างรวดเร็ว
หมัดของมู่เฉินทะลุผ่านกกำแพงปราณเข้ากระแทกกับหมัดมู่เสียน แรงกระแทกรุนแรงจนทำให้ผู้คนต่างลุกจากเก้าอี้ด้วยความใ
แกร็ก...อ๊ากกกกก เสียงร้องโหยหวนของมู่เสียนเมื่อกระดูกมือของเขาแตกละเอียด
มู่เฉินเองกลับมีสภาพอนาถยิ่งกว่า เขากระอักเลือกออกมาอีกกอง แต่ใบหน้าที่ซีดเซียวกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถึงจะาเ็สาหัสแต่ได้สั่งสอนมู่เสียนจึงไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจ
“แก ไอ้สวะมู่เฉิน แกบังอาจทำร้ายลูกชายข้า วันนี้แกต้องตาย” มู่หยางที่นั่งชมเหตุการณ์สะดุ้งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“หยุด พอแค่นั้นแหละมู่หยาง วันนี้จบแค่นี้พาบุตรชายเ้าไปรักษามือซะ ส่วนหลิงเอ๋อเ้าพามู่เฉินไปรักษา” ก่อนที่มู่หยางจะลงมือ ผู้นำตระกูลก็เข้ามาห้ามไว้ก่อน มู่หยางจึงทำได้เพียงพาบุตรชายจากไปด้วยความเคียดแค้น
หลังจากมู่เสียนและมู่เฉินถูกพากลับไปรักษา ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ ผู้คนต่างใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มู่เฉินที่ไร้ิญญายุทธ์สามารถทำร้ายมู่เสียนที่มีิญญายุทธ์นภาได้ นั่นยังไม่รวมถึงว่าหมัดนั้นได้ทำลายกำแพงปราณของผู้นำตระกูลอีกด้วย
“ท่านผู้นำ พลังปราณสำดำนั่น....” ผู้าุโสามมู่เทียน ส่งเสียงผ่านปราณไปยังผู้นำตระกูลเพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้ยิน
“พักเื่นี้ไว้ก่อน หลังจากเขาดีขึ้นค่อยไปถาม” ผู้นำตระกูลตอบกลับเพื่อตัดบทไว้ก่อน จากนั้นเขาหันไปมองเหล่ารุ่นเยาว์ที่ยื่นเหม่อลอยอยู่รอบด้าน
“เอาล่ะ งานวันนี้จบลงแล้ว แยกย้ายไปพักผ่อน”