เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 46 มุ่งสู่ตึกไม้สี่ชั้น

    บทที่46มุ่งสู่ตึกไม้สี่ชั้น


            ประตูไม้ถูกผลักเปิดแลปิดลง ร่างคนล้มกลิ้งไปตามพื้นไม้ที่เย็นเฉียบมิทันจะให้อวิ๋นเซ่อได้ลุกยืน เจตจำนงแห่งวีถีเพลิงปราณสีแดงหลากหลายสายก็พวยพุ่งจู่โจมเข้าใส่ห้วงแห่งดวงจิตของอวิ๋นเซ่อจนแทบลุกไหม้สูญสลาย

             

            ใบหน้าของอวิ๋นเซ่อขาวซีด โลหิตเริ่มไหลซึมออกมาจากมุมปากแลจมูกชายหนุ่มกัดฟันฝืนทน ก่อนโคจรพลังลมปราณย้อนทวนผสานเข้ากับพลังญาณในกายก่อเกิดเป็นมหาวิถีสองสายที่แตกต่างต่อต้านเจตจำนงเพลิงปราณสีแดงอย่างสุดชีวิต

             

            ที่ด้านนอกผู้คนยังห้อมล้อมบริเวณตึกไม้สี่ชั้นพวกมันเฝ้ารอเวลาว่าอวิ๋นเซ่อจะทานทนมิไหวแล้วออกมาเองหรือไม่ แต่เวลาผ่านไปกว่าชั่วยามแล้วอวิ๋นเซ่อยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับออกมาเลย

             

            “หรือว่ามันจะตายแล้ว"

             

            “เจตจำนงแห่งเพลิงปราณรุนแรงเพียงนั้นแค่ชั่วอึดใจยังทำให้คนสาหัสได้ นี่เจ้ายังคิดว่ามันจะรอดอยู่หรือ”

             

            ต้าจงหมิงย่อมเคยสัมผัสถึงความอันตรายของตึกไม้สี่ชั้นมาแล้วเพียงแค่มันย่างกรายสู่ชั้นที่หนึ่งเพียงพริบตา ยังเล่นเอามันย่ำแย่พักฟื้นไปหลายวันแต่เจ้าขยะที่มันเกลียดชังผู้นั้นเข้าไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว มันยังจะหลงเหลือชีวิตอยู่อีกหรือ

            “นับว่าเจ้าโชคร้ายที่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับคนอย่างข้า"

            ต้าจงหมิงครุ่นคิดอย่างสาสมใจแลเจ็บแค้นใจไปในคราวเดียวอวิ๋นเซ่อแม้ตาย แต่มันก็ยังฝากร่องรอยความอัปยศไว้ให้ตนอีกครั้ง ทั้งยังต่อหน้าผู้คนมากมายความอัปยศนี้มันจะไม่มีทางได้ถอนคืนตลอดชีวิต มันผู้ที่มิชอบความพ่ายแพ้ แต่มันกลับถูกขยะตนหนึ่งหักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงแม้แผนของมันและการใส่ร้ายป้ายสีคนจะทำให้ขยะตนนั้นไปสู่จุดจบ แต่นั่นก็มิได้ทำให้จิตใจมันผ่อนคลายความคับแค้นแลอับอายได้เลยซักนิด

             

            ทุกผู้ที่เคยคิดเข้าหาอวิ๋นเซ่อหลังจากมันแสดงความเหี้ยมหาญที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวบัดนี้ต่างเปลี่ยนท่าทีต่อชายหนุ่มไปเสียฉิบจิตใจของมนุษย์ช่างแปรเปลี่ยนง่ายดายราวกับต้นหญ้าที่เอนลู่ลมไปทางนั้นทีทางนี้ทีไม่มีผิดจะมีแตกต่างก็เพียงฟ่านเหลียนที่นางมิเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น มิเชื่อว่าคนอย่างอวิ๋นเซ่อจะเป็นเช่นนั้นที่แห่งนี้จึงมีเพียงนางที่ดูเป็นเดือดเป็นร้อนห่วงอวิ๋นเซ่อมากกว่าใครๆ

             

            “อาจารย์ใหญ่ โปรดช่วยมันด้วย”

             

            หานตงสือแม้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถานฝึกมือปราบแต่มันก็เพียงบรรลุถึงยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงบริสุทธิ์ เช่นนั้นตึกไม้เพียงชั้นหนึ่งก็ยังสามารถสร้างความยากลำบากและอันตรายแก่มันได้มันเคยสัมผัสมากับตนแล้วจึงมิต้องการเข้าไปเสี่ยงอีก ทว่าครั้งนี้มันกลับไม่ลังเลที่จะพุ่งร่างเข้าไปเพราะอวิ๋นเซ่อก็นับเป็นบุคคลที่มันจับตาเฝ้าดูและชี้แนะการฝึกมากับมือ มันก็ยังมิอยากเห็นชีวิตของเด็กหนุ่มต้องมาจบสิ้นในที่แห่งนี้เพราะอย่างน้อยหากยังมีชีวิตก็ยังมีโอกาสเดินในเส้นทางที่เหลืออยู่บ้าง

             

            บุรุษชราพุ่งเข้าสู่ตึกไม้ชั้นที่หนึ่งเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีแดงหลากหลายสายก็จู่โจมเข้าใส่ดวงจิตของมันเช่นเดียวกัน แต่ด้วยการที่มันเป็นยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงอันบริสุทธิ์อยู่แล้วตึกไม้ชั้นที่หนึ่งนี้จึงสร้างความอันตรายแก่มันได้ไม่มากนัก ทว่าคนพอยืนหยัดต้านทานมาได้บ้างแล้วกวาดสายตามองไปทั่วห้องโล่งที่มีทางเข้าออกเพียงช่องเดียว กลับต้องปรากฏความตื่นตระหนกแลแปลกใจเพราะในห้องแห่งนี้ไม่มีร่างของอวิ๋นเซ่อดำรงอยู่!

            “เป็นไปไม่ได้”

             

            หานตงสือพึมพำแผ่วเบา คนจ้องมองบันไดที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสองอย่างลังเลชั้นที่สองคือชั้นที่มีเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีส้มดำรงอยู่ เป็นชั้นที่มีระดับความร้ายกาจและอันตรายเพิ่มพูนขึ้นไปอีกแต่หานตงสือก็อยากที่จะไขข้อข้องใจให้กับตนเอง มันจึงก้าวขาเดินไปตามบันไดขึ้นสู่ชั้นสองอย่างยากลำบากเพียงขาสัมผัสสู่ชั้นสอง เจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีส้มก็ทะลวงเข้าใส่ดวงจิตพร้อมแผดเผาอย่างคลุ้มคลั่งจนหานตงสือแทบสิ้นสติและดวงจิตแตกดับตกตายตรงนี้บุรุษชราฝืนกัดฟันส่งพลังลมปราณเข้าต่อต้าน เพื่อให้มีเวลาเหลือบมองไปทั่วห้อง แต่แล้วนัยน์ตาของมันก็ถึงคราวต้องตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมและสุดท้ายคนต้องรีบทะยานร่างลงจากชั้นสอง แล้วรีบพุ่งออกจากประตูตึกไม้สี่ชั้นไป

             

            ร่างอันแก่ชราล้มกลิ้งไปตามพื้นหลายตลบโลหิตแดงฉานไหลซึมออกมาจากมุมปากและจมูกไม่หยุดยั้ง

             

            “อาจารย์ใหญ่!”

             

            เหล่าอาจารย์มือปราบ และเหล่ามือปราบฝึกหัดหลายนายวิ่งเข้าไปดูอาการของอาจารย์ใหญ่แต่หานตงสือได้ลุกยืนขึ้นแล้ว มันจึงยกฝ่ามือขึ้นเป็นเชิงบอกว่าข้าไม่เป็นอะไร ก่อนที่มันจะจ้องสายตาอันเหลือเชื่อมองไปที่ตึกไม้สี่ชั้นตรงหน้า

             

            หัวหน้ามือปราบผู้ทำคดีเรื่องการหายสาปสูญของบุตรีจวนขุนนางหลินได้ขยับเข้าไปใกล้อาจารย์ใหญ่แล้วกล่าวถาม

            “ผู้ต้องสงสัยเล่า"

             

            หานตงสือกล่าวขึ้น

            “ไม่พบตัวของมัน ไม่ว่าจะชั้นที่หนึ่งหรือชั้นที่สอง"

             

            ทุกผู้ที่ล่วงรู้ความตื้นลึกหนาบางของตึกไม้สี่ชั้นแห่งนี้ต่างปรากฏความแตกตื่นสงสัยก็เห็นๆ อยู่อวิ๋นเซ่อมันเข้าสู่ตึกไม้แห่งนี้ ตึกไม้ไม่มีทางเข้าออกอื่นนอกจากประตูด้านหน้านี้แล้วมันจะหายตัวไปได้อย่างไร อีกทั้งยังหายตัวไปจากชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง ความเป็นไปได้เดียวที่ทุกผู้คาดเดาในตอนนี้ก็คืออวิ๋นเซ่อมันสามารถขึ้นสู่ชั้นที่สาม!

             

            “เป็นไปไม่ได้”

             

            ใบหน้าของทุกผู้ล้วนบังเกิดความแตกตื่นมิอาจเชื่อในสิ่งที่ได้ยินแต่ผู้กล่าวเป็นถึงอาจารย์ใหญ่ มันคงไม่คิดกล่าววาจาขบขันเป็นแน่ ทุกสายตาจึงต่างจ้องมองไปยังชั้นที่สามของตึกไม้อันเก่าโทรมเป็นจุดเดียวในหัวก็บังเกิดเป็นความคิดต่างๆ นานาขึ้น

             

             

            “อ๊ากกก!!!”

            ตึง!

            บนชั้นสามของตึกไม้ อวิ๋นเซ่อล้มลุกคลุกคลานด้วยความเจ็บปวดสาหัสเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีทองที่ร้อนระอุแผดเผาราวกับแสงอาทิตย์ที่มันรู้จักในอีกโลกได้จู่โจมดวงจิตมันอย่างหนักหน่วงหนักหน่วงยิ่งกว่าชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองริบลับ

             

            อวิ๋นเซ่อเลือกที่จะฝืนขึ้นสู่ชั้นที่สามเพราะมันเกรงว่าอาจจะมีผู้ที่มีพลังเพลิงปราณแกร่งกล้าตามเข้ามาและคร่ากุมตัวมันออกไปมันจึงตัดสินใจกัดฟันดึงสติฝืนที่จะเสี่ยงขึ้นสู่ชั้นสามแห่งนี้ อีกทั้งความตั้งใจของมันมิใช่เพียงจะหยุดอยู่ที่ชั้นสามเท่านั้นแต่มันต้องการจะไปให้ถึงชั้นที่สี่ ทว่าพลังเจตจำนงแห่งเพลิงปราณในชั้นนี้ร้อนแรงแกร่งกร้าวยากฝ่าไปได้จริงๆ

             

            พลังสองสายอันแปลกแยกในร่างกายจึงมิอาจที่จะต่อต้านเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีทองได้อีกต่อไปเพลิงปราณสีทองอันหลากหลายวิถีได้พุ่งทะลวงฝ่าทำลายเข้าลึกถึงห้วงมโนจิต จนดวงจิตของอวิ๋นเซ่อปรากฏแสงเจิดจ้าร้อนลวกแลกำลังจะระเบิดออกแต่ภายใต้ห้วงเวลาแห่งความเป็นตาย ประกายแสงสีขาวอันเจิดจ้าจากประตูสู่หนทางวิถีเพลิงปราณที่เฒ่าเร่ร่อนถ่ายทอดไว้ให้แก่ชายหนุ่มก็พลันทอวาบขึ้นแสงสีขาวนี้ให้ความสุขสงบร่มเย็นชะโลมดวงจิตที่กำลังถูกแผดเผาให้ผ่อนคลายลง ทั้งประตูสีขาวที่มีรอยร้าวแตกละเอียดบานนี้บานที่เฒ่าเร่ร่อนตกทอดให้ บานที่อวิ๋นเซ่อหาทางทำลายมันมาโดยตลอดเพื่อคิดหวังเข้าสู่วิถีแห่งเพลิงปราณกลับกำลังดึงดูดเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีทองทั้งหมดให้แผ่พุ่งไปที่มัน ราวกับประตูบานนี้ต้องการรักษาชีวิตของชายหนุ่มไว้โดยใช้ตนเองเป็นเครื่องสังเวย

             

            ตูมมมม!

            เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทในห้วงมโนจิตของอวิ๋นเซ่อประตูสีขาวโพลนที่มีแต่รอยร้าวถี่ยิบก่อนหน้า บัดนี้ได้ถูกเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีทองทำลายไปสิ้นประตูบานสีขาวที่เฒ่าเร่ร่อนทิ้งไว้ให้ตอนนั้น ได้ถูกทำลายลงและดับมอดไปพร้อมกับเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีทองของตึกไม้ชั้นสามในวันนี้!

             

            วิ้งงงงง

            เมื่อประตูสีขาวโพลนพังทลาย เพลิงปราณที่อัดแน่นคลุ้มคลั่งก็แผดเผาออกมาอย่างรุนแรงมันแผดเผาเข้าใส่จุดชีพจรตันเถียนของอวิ๋นเซ่อจนลุกลามติดไฟขึ้น ก่อนเพลิงดังกล่าวจะแผดเผาลามเลียไปตามเส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างของชายหนุ่มอย่างมิช้ามิเร็วบังเกิดเป็นยอดยุทธ์เพลิงปราณโดยสมบูรณ์แบบ!

             

            ฟุบ

            เพลิงปราณสีเขียวอันบริสุทธิ์ ลุกติดขึ้นบนร่างของอวิ๋นเซ่อแววความตื่นเต้นยินดีก็ฉายชัดออกมาทางสีหน้าของชายหนุ่มอย่างปิดไม่อยู่ พลังของโลกอันมืดมิดแห่งนี้ที่มันเฝ้าฝันถึงในที่สุดก็ลุกติดขึ้นเสียที ทั้งพลังญาณที่เพิ่มพูนขึ้นก่อนหน้าจากอักขระศาสตร์ทั้งสี่ชุดก็ทำให้ความแข็งแกร่งของมันรุดหน้าแล้วหนทางการล้างแค้นของมันเริ่มจะปรากฏเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่หนทางการเป็นมือปราบของมันกลับต้องมาจบลงด้วยเรื่องที่ยากจะแก้ต่างเพราะหากว่าด้วยตามหลักฐานแล้ว ในเรื่องการตายของอวิ๋นจื่อลู่นับว่าหาหลักฐานมาโต้แย้งได้ยากยิ่งและหากแก้ต่างมิได้ตนก็จะต้องถูกดำเนินคดี มิรู้ว่าจะต้องผ่านไปกี่วันกี่ปีถึงจะออกมาทวงความแค้นหรือจนกว่าจะถึงตอนนั้นพลังมันคงไม่รุดหน้า มิอาจทำอะไรได้ การตัดสินใจหนีจึงเป็นหนทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้และมันก็ได้แต่หวังว่าที่พึ่งสุดท้ายจะมา

             

            พอนึกถึงเฒ่าเร่ร่อน อวิ๋นเซ่อก็พลันบังเกิดความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งยวดหลายครั้งแล้วที่มันได้เฒ่าเร่ร่อนช่วยเหลือจนอยู่รอดปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้ และเมื่อครู่หากมิได้ประตูอันขาวโพลนที่เฒ่าเร่ร่อนถ่ายทอดให้คนก็ต้องตกตายไปพร้อมกับความคับแค้นโดยที่ทำอะไรมิได้เลยตรงนี้เป็นแน่ ทั้งประการสำคัญประตูบานนี้ยังนำพาพลังเพลิงปราณ อันเป็นพลังที่ถูกต้องตามครรลองของโลกแห่งนี้มาให้แก่มันด้วยยิ่งได้คิดยิ่งทำให้มันรู้สึกว่าอาจเป็นตนเองที่เลือกเดินในหนทางที่ผิด โดยไม่เลือกเฒ่าเร่ร่อนตั้งแต่แรก

            “ข้าควรจะเลือกติดตามท่านตั้งแต่วันนั้นใช่หรือไม่"

             

            อวิ๋นเซ่อลุกยืนขึ้นเช็ดโลหิตที่มุมปากและจมูกมันไม่มีเวลามาคิดเสียใจในเรื่องราวแต่หนหลังแล้ว สำหรับมันต้องเลือกที่จะเดินหน้าเท่านั้นตอนนี้ที่ชั้นสามไร้ซึ่งเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีทอง เนื่องจากเจตจำนงดังกล่าวถูกทำลายลงไปพร้อมกับประตูสีขาวโพลนนี่ก็เป็นข้อสังเกตให้อวิ๋นเซ่อรับรู้ได้ว่าพลังของเฒ่าเร่ร่อนร้ายกาจเพียงไหน เพราะขนาดเพลิงปราณสีทองเพียงประตูสีขาวที่แตกร้าวของท่านยังสามารถทำลายลงได้ ฉะนั้นมันจึงมั่นใจว่าหากเฒ่าเร่ร่อนมาท่านต้องพามันหลบหนีไปได้แน่นอน

            “สุดท้ายแล้วข้าก็ต้องเลือกท่าน”

             

             

            ชั้นที่สามของตึกไม้แห่งเจตจำนงเพลิงปราณหลังนี้ไร้ซึ่งเจตจำนงแห่งเพลิงปราณสีทองไปแล้วแต่คนเบื้องล่างก็มิอาจรับรู้ได้ ทั้งตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยจนแทบจะถึงยามมู่ซื่อชั่วยามที่หนึ่งผู้คนมากมายที่เฝ้ามองตึกไม้สี่ชั้นตาไม่กระพริบก็เริ่มที่จะจากไปทีละคนสองคน เหลือเพียงเหล่ามือปราบและทหารแห่งจวนขุนนางหลินที่เฝ้าอยู่ตึกไม้แห่งนี้ตลอดเวลาไม่จากไปไหนอีกทั้งหัวหน้ามือปราบยังทำหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาของตนเพื่อขอกำลังเสริมซึ่งอย่างน้อยต้องเป็นยอดยุทธ์เพลิงปราณสีส้มเพื่อจะให้ขึ้นตรวจสอบที่ตึกไม้สี่ชั้นแห่งนี้

             

            ทว่ากว่าจะหายอดยุทธ์เพลิงปราณระดับสีส้มซักคนที่ว่างงานตอนนี้นับว่ายากเย็นยิ่งวันเวลาจึงล่วงเลยผ่านไปอีกนับเดือนถึงจะมียอดยุทธ์เพลิงปราณสีส้มซักคนที่ว่างลงได้และเวลาหนึ่งเดือนนี้อวิ๋นเซ่อก็ได้ขึ้นสู่ชั้นที่สี่ของตึกไม้เจตจำนงแห่งเพลิงปราณไปแล้ว!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน