มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 38 มีค่ายอยู่ที่หุบเขาจริงๆ

    ตอนที่38 มีค่ายอยู่ที่หุบเขาจริงๆ

     

    หลังจากที่พระฤๅษีคงได้สั่งการชายวัยกลางทั้งห้าที่เกิดจากตุ๊กตาดินแล้วตัวเขาก็เริ่มทำหน้าที่ของตัวเองบ้างซึ่งหน้าที่ของเขาก็คือการหลอกล่อพวกยักษ์อังเดรต่อจากชายวัยกลางเหล่านั้น.......

     

    “ท่านตา พวกเขาเป็นใครอย่างนั้นหรือ? เป็นคนหรือว่าผี?”กล้วยรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นชายวัยกลางคนทั้งห้าที่เดินออกไปก่อนหน้านี้เพราะเขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้จากในย่ามและรู้ว่าชายวัยกลางคนทั้งห้านั้นเกิดจากตุ๊กตาดินที่มีสายสิญจน์......

     

    “พวกมันเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ตาสะกดไว้ในตุ๊กตาดินพวกมันไม่ได้มีความแข็งแกร่งด้านการต่อสู้เท่าไหร่แต่ก็เหมาะกับการเอามาใช้ทำงานทั่วๆได้อีกอย่างถ้าพวกมันตายก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไรมากนักเพราะนักอาคมส่วนใหญ่มักจะมีตุ๊กตาวิญญาณแบบนี้กันทุกคนแหละเว้นแต่พวกพระสงฆ์เท่านั้นแหละที่ไม่มีเพราะพวกเขาเคร่งครัดมากและไม่ชอบเรื่องแบบนี้!”

     

    พระฤๅษีคงตอบกลับกล้วยอย่างไม่ปิดบังเพราะยังไงในไม่ช้ากล้วยก็ต้องได้เรียนรู้ของพวกนี้อยู่แล้วอีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะจับวิญญาณเร่ร่อนมาสะกดไว้เพราะยังไงวิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้ก็ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เพราะกรรมหนา......

     

    “เป็นเช่นนี้เอง ว่าแต่ท่านตาจะช่วย........”

     

     

    “แน่นอนหลานตา! ตาจะสอนให้เอ็งในภายหลังแน่นอน แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลารอให้หลานเก่งกล้ากว่านี้ก่อนก็แล้วกัน!” พระฤๅษีคงรู้ว่ากล้วยจะพูดอะไรออกมาแต่การจะเรียนรู้ศาสตร์การสะกดวิญญาณและสร้างตุ๊กตาวิญญาณนั้นจะต้องนักอาคมระดับหัวหมู่ก่อนไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่อาจต้านทานพลังงานที่ชั่วร้ายของวิญญาณได้และถูกครอบงำเสียเอง......

     

    “หลานเจ้าในแล้วขอรับท่านตา!”

     

    ..............................

     

    ห่างออกไปจากจุดที่พระฤๅษีคงกับกล้วยอยู่ราวๆห้าสิบเมตร.............

     

    “เร็วๆ เข้าสิวะ รีบๆ ตามพวกมันไป ถ้าพวกมึงคลาดสายตากับพวกมันอีกกูจะบั่นหัวของพวกมันให้ขาดเลย!”ยักษ์อังเดรยังรู้สึกโกรธอยู่กับเรื่องก่อนหน้านี้ดังนั้นมันจึงเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นกลุ่มของพวกกบฏต่อต้านยักษ์อยู่เบื้องหน้า.......

     

    “ขอรับท่านนายพัน!”

     

    เหล่าทหารยักษ์ชั้นต่ำทั้งหมดต่างรีบตอบรับคำสั่งของอังเดรในทันทีเพราะพวกมันรู้ว่าหัวหน้าของพวกมันนั้นโหดเหี้ยมและเอาจริงแค่ไหนดังนั้นยักษ์ทุกตนจึงพยายามอย่างที่สุดเพื่อไล่ตามกลุ่มกบฏต่อต้านยักษ์ทั้งห้าที่พวกมันเห็น........

     

    ตึงตึง ตึง!

     

    ย๊า!!!

     

    เหล่าทหารยักษ์เริ่มเร่งความเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อให้สามารถตามมนุษย์ทั้งห้าได้ทันแต่พวกมันไม่ได้รู้เลยว่ามนุษย์ทั้งห้าที่พวกมันเห็นนั้นไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นตุ๊กตาวิญญาณที่พระฤๅษีคงเรียกออกมาช่วยและเมื่อพวกมันทั้งห้าหายลับเข้าไปในมุมมืดแล้ว ร่างของพวกมันก็พลันหายไปและกลับเข้ามาอยู่ภายในตุ๊กตาดินที่อยู่เบื้องหน้าของพระฤๅษีคงดังเดิม......

     

    “พวกมันมากันแล้ว หลานจับย่ามให้มั่นนะเพราะความเร็วของตานั้นยิ่งกว่ามัจฉาที่ว่ายอยู่ใต้น้ำหรือปักษาที่บินอยู่บนเวหานับสิบเท่า!”เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่พระฤๅษีคงได้คาดเอาไว้แล้วเขาก็ได้บอกให้กล้วยเกาะย่ามเอาไว้ให้แน่นๆเพราะเขาอาจจะต้องขยับตัวหลบสิ่งกีดขวางในท่ายากและอาจทำให้กล้วยหยุดออกมาจากย่ามได้......

     

    ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้แม้ว่าพระฤๅษีคงจะยืนห้อยหัวลงมาเพราะย่ามนี้ลงอาคมผลึกเอาไว้ไม่ให้ของหลุดออกมาได้นอกจากพระฤๅษีคงจะหยิบออกมาแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเตือนให้กล้วยระวังเอาไว้เพราะกล้วยไม่ใช่สิ่งของแต่เป็นสิ่งที่ชีวิต........

     

    ขอรับท่านตา!

    นั่น!

     

    “ไอ้พวกกบฏมันอยู่ตรงนั้น!”

     

    ตามมันไป!

     

    ตึงตึง ตึง!!

     

    หลังจากที่พระฤๅษีคงสลับตัวกับกลุ่มตุ๊กตาดินวิญญาณของเขาแล้วเขาก็เริ่มนำพาทหารยักษ์และยักษ์อังเดรให้ตามเขาไปยังตำแหน่งลับที่เขาคิดเอาไว้ซึ่งมันเป็นหุบเขาในป่าลึกแห่งหนึ่งส่วนเหตุผลที่พระฤๅษีคงเลือกที่นี่ก็เพราะว่ามันเป็นสถานที่ที่น่าจะเหมือนค่ายลับเพราะหากเขาเลือกพื้นที่อื่นยักษ์อังเดรอาจจะสงสัยและไม่ตามเขาไปได้เนื่องจากยักษ์อังเดรเองก็ดูจะฉลาดดังนั้นพระฤๅษีคงจึงต้องเลือกสถานที่ให้มันดูน่าเชื่อถือ......

     

    ครึ่งชั่วโมงผ่านไป.....

     

    หือ?

     

    “ทำไมมันถึงเอาแต่วิ่งหนีอย่างเดียวละ? หรือว่ามันกำลังล่อข้าให้ไปติดกับดังของมัน?”หลังจากที่ยักษ์อังเดรและพวกวิ่งตามมนุษย์ชายมาได้ครึ่งชั่วโมงแล้วมันก็เกิดความสงสัยขึ้นมันรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติแล้วและอาจจะมีกับดักรอมันอยู่เบื้องหน้าได้......

     

    หยุด!

     

    “หยุดตามก่อน!”

     

    ดังนั้นยักษ์อังเดรจึงได้สั่งให้ทหารของมันหยุดก่อนเพราะหายังตามอยู่แบบนี้และเกิดมีกับดักอยู่ข้างหน้า พวกมันจะมีแต่เสียกับเสียดังนั้นมันจึงคิดที่จะดูสถานการณ์ก่อน......

     

    “ท่านแม่ทัพขอรับ! ข้างหน้ามีหุบเขาอยู่ขอรับ!”

     

    ซึ่งในเวลานั้นเสียงตะโกนของทหารยักษ์แถวนี้ก็ได้ตะโกนขึ้นเมื่อมันเห็นหุบเขาขนาดใหญ่อยู่ห่างออกไปราวๆสองกิโลเมตร......

     

    หือ?

     

    หุบเขาอย่างนั้นหรือ?

     

    “ข้าเข้าใจแล้ว! ที่แท้พวกมันก็มาหลบซ่อนอยู่ที่นี่เองถึงว่าทำไมก่อนหน้านี้ข้าถึงหาพวกมันไม่เจอเลยสักที เพราะจริงๆแล้วค่ายของพวกมันตั้งอยู่ที่หุบเขานี้นี่เอง!”ในที่สุดอังเดรก็เข้าใจเหตุผลที่มันไม่สามารถหาค่ายของกลุ่มกบฏที่มันได้รับรายงานมาสักทีเพราะตัวมันไปผิดที่นั่นเอง......

     

    “พวกเราจะเอาอย่างไรต่อดีขอรับท่านแม่ทัพ?” ทหารยักษ์ตนหนึ่งเดินเข้ามาและถามถึงคำสั่งต่อไปว่าพวกมันควรบุกต่อหรือหยุดอยู่ที่นี่......

     

    “พวกเราจะตั้งค่ายกันที่นี่ก่อนแล้วส่งอสุรกายครึ่งหนึ่งออกไปสำรวจเส้นทางข้างหน้า!และก็ให้คนสั่งจดหมายไปบอกให้รองแม่ทัพรู้ตำแหน่งของพวกเรารวมถึงเคลื่อนทัพที่เหลือมาที่นี่ด้วย!”ยักษ์อังเดรคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะสั่งการอย่างชาญฉลาดสมกับเป็นแม่ทัพซึ่งมันจะไม่ยอมเสียไพร่พลไปเพราะความโกรธของตนเองเป็นอันขาดอีกอย่างถ้าเกิดภายในหุบเขามีค่ายของกลุ่มกบฏต่อต้านจริงๆอีกฝ่ายก็อาจจะมีหน้าไม้สังหารยักษ์อยู่ด้วย และพวกมันก็ไม่มียักษ์นักอาคมเลยถ้าบุกเข้าไปแบบนี้จะเป็นพวกมันที่ตาย.......

     

    ขอรับท่านแม่ทัพ!”

     

    “คอยก่อนเถอะไอ้พวกกบฏ! ข้าอังเดรผู้นี้จะบดขยี้พวกแกให้หมดเลย!”ยักษ์อังเดรพูดกับตัวเองพร้อมกับจ้องมองไปที่หุบเขาที่อยู่ห่างออกไปด้วยสายตาที่ดุร้ายและโกรธเกรี้ยว.......

     

    ......................................

     

    กลับมาที่พระฤๅษีคงอีกครั้ง.......

     

    ตุบ!

     

    พรึบ!พรึบ! พรึบ!

     

    “เอ็งเป็นใครวะ! แล้วมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด? ถ้ามิอยากตายจงเร่งบอกมา!”

     

    หลังจากที่พระฤๅษีคงวิ่งมาจนถึงทางเข้าหุบเขาเขาก็ได้หยุดวิ่งและไม่เดินหน้าต่อไป เพราะที่เบื้องหน้าและรอบๆตัวของเขานั้นมีชายหญิงจำนวนกว่ายี่สิบคนกำลังชี้หอกและดาบมาที่เขาพร้อมกับถามเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง.......

     

    หือ?

     

    “อย่าบอกนะว่าที่หุบเขานี้เป็นที่ตั้งของค่ายกลุ่มกบฏต่อต้านพวกยักษ์จริงๆ?”พระฤๅษีคงไม่คิดว่าสถานที่ที่เขาเลือกจะเป็นที่ตั้งของกลุ่มต่อต้านพวกยักษ์จริงๆซึ่งเขารู้สึกไม่ดีเลยเพราะเขาดันนำพาพวกยักษ์มาที่นี่ด้วย......

     

    “นั่นเอ็งพูดกับใคร? ข้าถามเอ็งไม่ได้ยินหรือไงวะ?!”ชายวัยกลางคนที่ตัดผมเกรียนและมีลายสักได้ตะโกนถามพระฤๅษีคงอีกครั้งพร้อมกับกำดาบในมือแน่นขึ้น.......

     

    หวืดดดดดดดดดด!!

     

    “ข้าจักต้องขอโทษพวกเจ้าด้วยที่มารบกวน!ข้าไม่คิดเลยว่าที่นี่จักเป็นที่ตั้งของค่ายกลุ่มต่อต้านพวกยักษ์จริงๆ!”พระฤๅษีคงได้กลับคือร่างของเขาและพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าใจ......

     

    หือ?

     

    “ท่านเป็นพระฤๅษีงั้นเหรอ?” ชายวัยกลางคนลดดาบในมือลงเล็กน้อยในขณะที่ถามแต่เขาก็ยังไม่ลดความระวังลงเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะใช้คาถาแปลงกายมา.......

     

    “ข้าพระฤๅษีคง ถ้าพวกเอ็งเป็นคนแถวนี้ พวกเอ็งคงจะต้องได้ยินชื่อข้ามาบ้างเพราะข้าเองก็ช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านเอาไว้ไม่น้อยเลยเช่นกันและที่ข้ามาที่นี่เพราะข้าได้ล่อพวกยักษ์กลุ่มมาเพื่อหวังจะจัดการพวกมันและคิดที่จะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นหลุดศพของพวกมันแต่ข้าไม่คิดว่าจักได้เจอพวกเอ็งและกลุ่มที่นี่ ข้าเสียใจจริงๆ!”พระฤๅษีคงบอกทุกอย่างให้ชายวัยกลางคนได้รู้รวมทัพยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลด้วย......

     

    แซรก!แซรก! แซรก!

     

    พี่เดช!

     

    “ห่างออกไปไม่ไกลข้าเห็นพวกยักษ์กำลังตั้งค่ายกันอยู่และพวกมันยังปล่อยไอ้พวกอสุรกายออกมาสำรวจพื้นที่ด้วย!” ซึ่งในขณะนั้นเองชายหนุ่มคนหนึ่งก็ได้พุ่งออกมาจากพุ่มไม้พร้อมกับรายงานสิ่งที่เขาได้เห็น......

     

    หือ?

     

    “เอ็งว่ากระไรนะ! ที่เอ็งพูดมาเป็นเรื่องจริงเยี่ยงนั้นรึ?” ชายวัยกลางคนที่ชื่อเดชถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเลยเมื่อได้ยินแบบนั้นเขาไม่คิดว่าสิ่งที่พระฤๅษีคงพูดจะพูดความจริง.......

     

    “ข้าได้บอกพวกเอ็งไปแล้วว่าข้าล่อพวกมันที่นี่แต่พวกเอ็งไม่ต้องกังวลหรอกนะ เพราะข้าจักเป็นคนจัดการพวกมันเองแต่พวกเอ็งจะไม่สามารถอยู่ที่นี่กันได้อีกต่อไปแล้วเพราะกองกำลังเสริมของพวกมันจักต้องแห่กันมาที่นี่เป็นแน่แท้ แล้วเมื่อถึงครานั้นค่ายนี้คงถูกแตกในไม่ช้า เว้นแต่ว่าหัวหน้าค่ายของพวกเอ็งจะเป็นนักรบระดับหมื่นชั้นสูงหรือสูงกว่านั้น!”

     

    พระฤๅษีคงอดที่จะสงสารคนเหล่านี้ไม่ได้เพราะเขารู้ว่าการที่จะหาสถานที่ดีๆ หลบซ่อนตัวนั้นมันยากแค่ไหนแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วนอกจากฆ่ายักษ์อังเดรและทหารของมันให้และบอกให้ชาวบ้านเหล่านี้หนีไปหลบซ่อนที่อื่น.......

     

    “เรื่องนี้พวกเราไม่สามารถตัดสินใจได้ดอกพระฤๅษีพวกเราจักต้องให้ท่านหัวหน้าเป็นคนตัดสินไม่รู้ว่าท่านจักรออยู่ตรงนี้ก่อนได้หรือไม่ข้าจะให้คนรีบไปตามท่านหัวหน้ามาในทันที”ชายวัยกลางที่ชื่อเดชได้ขอให้พระฤๅษีคงอยู่ตรงนี้ก่อน เพราะเขาไม่อาจตัดสินใจได้เขาจึงต้องให้คนไปเรียกหัวหน้าค่ายมาที่นี่เพื่อตัดสิน......

     

    “เรื่องนั้นข้ามิมีปัญหาดอก เอ็งไปเรียกมันมาเถิดเพราะหากชักช้าอาจจะมิทันการได้!”พระฤๅษีคงเข้าใจความหมายที่ชายวัยกลางที่ชื่อเดชต้องการสื่อดี ดังนั้นเขาจึงไม่ขัดและรออย่างเงียบๆ......

     

    “ขอบคุณที่ท่านยอมทำตาม งั้นข้าจะให้คนไปหาน้ำมาให้ท่านดับกระหายก่อนนะขอรับ”อันที่จริงแล้วถ้าพระฤๅษีคงไม่ยอมทำตาม ชายวัยกลางคนจะสั่งให้ลงมือทันทีเพราะเขาคิดว่าพระฤๅษีคงจะต้องเป็นพวกของยักษ์ที่มาหลอกพวกตนแน่แต่พอเห็นว่าพระฤๅษีคงยอมทำตามเขาก็เลยยังไม่ลงมืออะไรในตอนนี้และให้คนตามหัวหน้าค่ายมา.......

     

    “มิต้องลำบากพวกเอ็งดอก ข้ามีน้ำของข้าเองอยู่แล้ว”พระฤๅษีคงรีบยกมือขึ้นมาเพื่อปฏิเสธความหวังดีของชายวัยกลางคนทันทีก่อนที่จะหยิบกระบอกน้ำออกมาจากย่ามที่ดูบางๆ เหมือนกับย่ามเปล่าที่ไม่มีสิ่งของใดๆ.......

     

    “นั่นมันอาคมพื้นที่ใช่หรือไม่ขอรับท่านพระฤๅษีคง?” ซึ่งในตอนที่ชายหนุ่มที่เป็นคนเอาเรื่องกองทัพยักษ์มาบอกเห็นพระฤๅษีคงหยิบกระบอกน้ำที่ยาวกว่าถุงย่ามเขาก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าอาคมที่ลงไว้บนย่ามนั้นจะต้องเป็นอาคมพื้นที่แน่นอนเพราะเขาเคยได้ยินมาจากผู้เฒ่าในหมู่บ้านของเขา.....

     

    “เอ็งรู้เรื่องอาคมนี้ด้วยอย่างนั้นรึ? น้อยคนนักนะที่จะรู้จักเพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีเพียงนักอาคมระดับหมื่นขึ้นไปเท่านั้นถึงจะรู้และสามารถใช้คาถานี้ได้”พระฤๅษีคงถามกลับชายหนุ่มพร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง รวมถึงอธิบายความรู้เล็กๆน้อยๆ ให้ชายหนุ่มและทุกคนได้รู้ด้วย......

     

    ห๊ะ!

     

    “ต้องเป็นนักอาคมระดับหมื่นงั้นหรือขอรับที่จะสามารถใช้คาถานี้ได้ท่านพระฤๅษีคง?เช่นนั้นก็แสดงว่าท่านพระฤๅษีคงเป็นนักอาคมระดับหมื่น?” ชายหนุ่มรู้สึกตกใจมากเมื่อได้ยินที่พระฤๅษีคงพูดก่อนที่เขาจะตกใจยิ่งกว่าเมื่อคิดตามและเห็นว่าพระฤๅษีคงสามารถใช้คาถานี้ได้เพราะมันหมายความว่าพระฤๅษีคงเองก็เป็นนักอาคมระดับหมื่นแล้ว.......

     

    “ก็มิผิดความเอ็งดอกไอ้หนุ่ม!” พระฤๅษีคงไม่ได้พูดอะไรมากเพียงแค่พยักหน้าและยิ้มให้กับชายหนุ่มเท่านั้น แค่คำตอบที่เขาพูดออกมานั้นก็ยืนยันคำตอบของชายหนุ่มได้แล้ว......

     

    คล้ายกับเรื่องมหาศาสตรากู้แผ่นดิน ที่คุณอ่าน