Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 132 พลังจิตแทรกแซงความจริง เส้นแสงสีเงิน

            “ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งแล้วหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองหญิงสาวที่ดูไม่ต่างจากคนทั่วไปคนนี้เขาก็รู้สึกยินดีด้วยขึ้นมา

            แม้จะไม่รู้ว่าพลังของชิงเอ๋อร์เป็นอย่างไรแต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ชิงเอ๋อร์น่าจะแข็งแกร่งพอที่จะเป็นแขนซ้ายแขนขวาของเขาได้แล้ว

            ในตอนนั้นเองราวกับรับรู้ความคิดของอวี๋จื่ออวี๋ได้ ชิงเอ๋อร์ก็ยิ้มอย่างขี้เล่น

            “นายท่าน ฉันจะแสดงพลังให้ท่านดูค่ะ”

            พูดจบ ชิงเอ๋อร์ก็ค่อยๆหันหลังให้อวี๋จื่ออวี๋ เธอยกมือขึ้น สายตาจับจ้องไปยังยอดเขาที่อยู่ไม่ไกล

            ทันใดนั้น อวี๋จื่ออวี๋ก็ต้องประหลาดใจชุดสีแดงของชิงเอ๋อร์ก็พลิ้วไหวทั้งที่ไม่มีลม

            “ครืน!”

            ลมกระโชกแรงพัดขึ้นพลังอันน่าสะพรึงกลัวได้ปะทุออกมา

            “เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ...”

            ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวนั้นมีประกายสายฟ้าสีขาวแลบแปลบปลาบในอากาศ

            ยอดเขาที่อยู่ไม่ไกลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

            พังทลายทีละน้อย

            ทีละน้อย

            จนกระทั่ง...

            เสียงหินใหญ่ร่วงกราวดังขึ้น ยอดเขาแตกหักแล้วก้อนหินนับไม่ถ้วนพร้อมกับหินขนาดยักษ์ห้าหกเมตรค่อยๆ ลอยขึ้นมา

            แม้จะยังสั่นไหวอยู่แต่ภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้ก็ทำให้สัตว์ป่ากลายพันธุ์หลายตัวต้องเบิกตากว้าง

            “โฮก...”

            เสือขาวคำราม ขนทั่วร่างของมันลุกชัน

            “มอออ...”

            ปีศาจกระทิงที่อยู่ไม่ไกลจากชิงเอ๋อร์หรี่ตาลงแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น มองไปยังชิงเอ๋อร์ด้วยแววตาประหลาดใจที่หาได้ยาก

            “พี่ใหญ่...”

            “ฮิฮิ...”

            เสียงหัวเราะใสกระจ่างดุจกระดิ่งเงินดังสะท้อนในอากาศมือขวาของชิงเอ๋อร์กำแน่นอย่างรวดเร็ว

            เสียง ‘ครึ่ก’ดังขึ้น ก้อนหินยักษ์ที่ลอยขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับหินนับไม่ถ้วนราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบจนระเบิด

            “ตูม!”

            พร้อมกับเสียงคำรามที่น่ากลัวฝุ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วในอากาศ

            .......

            “มีดีเหมือนกันนะ”

            อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยชมเบาๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย

            วิธีการเช่นนี้ไม่เลวเลยจริงๆ

            ประเด็นสำคัญไม่ใช่พละกำลังแต่เป็นความลึกลับของพลังจิตที่ป้องกันได้ยาก

            ในเวลานั้นเองผมยาวที่ปลิวไสวของชิงเอ๋อร์ก็ค่อยๆ กลับมาทิ้งตัวนิ่งเธอหันกลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

            “นายท่าน ฉันเก่งใช่ไหมคะ?”

            “อืม”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางนึกถึงพลังอันน่าเกรงขามของชิงเอ๋อร์เมื่อครู่ แล้วพูดตามตรงไปว่า

            “เมื่อครู่เจ้าใช้พลังเต็มที่หรือยัง?”

            “ยังเลยค่ะ”

            พูดจบชิงเอ๋อร์ก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “เมื่อกี้น่าจะใช้ไปประมาณสองส่วนค่ะ”

            “แค่สองส่วนอย่างนั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกตกใจอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา

            เมื่อครู่นี้หญิงสาวคนนี้ยกหินยักษ์หนักหลายสิบตันขึ้นมาได้อย่างง่ายดายนี่ยังไม่รวมถึงว่าเธอสามารถควบคุมวัตถุจากระยะไกลเกือบสามร้อยเมตรได้

            ในตอนนั้นเองราวกับเห็นความตกใจของอวี๋จื่ออวี๋ ชิงเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะอธิบายเพิ่มเติมว่า

            “นายท่านฉันได้กลืนกินวิญญาณของตะขาบเงินไปแล้วพลังจึงห่างไกลจากระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งทั่วไปมากค่ะ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ใบหน้าของชิงเอ๋อร์ก็เผยแววภาคภูมิใจและความสุข จากนั้นพูดเสริมว่า

            “และเพราะกลืนกินวิญญาณของตะขาบเงินวิธีการโจมตีของฉันจึงไม่ใช่แค่พลังจิตธรรมดาๆ ...”

            พูดจบ ชิงเอ๋อร์ก็ตบมือขวาลงบนพื้นอย่างแรง

            ทันใดนั้นภายใต้สายตาที่ประหลาดใจของอวี๋จื่ออวี๋เส้นแสงสีเงินสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากร่างของเธอ

            มันพุ่งตรงไปยังที่ไกลออกไปดุจสายฟ้าแลบ

            “นี่คือ?”

            ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอวี๋จื่ออวี๋จับภาพเส้นแสงสีเงินนั้นได้ทัน

            เกล็ดหนาแน่นราวกับหล่อขึ้นจากเงินแท้

            “ตะขาบเงินหรือ?”

            เขาจ้องมองเส้นแสงสีเงินที่พุ่งผ่านท้องฟ้าไปไกลแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา

            “ค่ะ”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้าและยิ้มตอบ

            “ตะขาบเงินได้กลายเป็นวิธีการโจมตีอย่างหนึ่งของฉันไปแล้วค่ะ”

            พูดจบ ชิงเอ๋อร์ก็ยกมือเรียกเส้นแสงสีเงินบนท้องฟ้าหยุดชะงักกะทันหัน จากนั้นราวกับได้รับการเรียกขานมันก็หันกลับมาในพริบตา

            ไม่นานนักตะขาบยาวยี่สิบเซนติเมตรตัวหนึ่งก็ตกลงบนหลังมือของชิงเอ๋อร์

            แต่เมื่อมองดูตอนนี้ ตะขาบตัวเล็กๆตัวนี้ไม่ได้ดูดุร้ายเหมือนเมื่อก่อน

            กลับกันเพราะร่างกายที่เหมือนหล่อจากเงินบริสุทธิ์ มันจึงดูประณีตอย่างยิ่ง

            โดยเฉพาะในตอนนี้ที่มันนอนนิ่งอยู่บนหลังมือของชิงเอ๋อร์ยิ่งดูน่ารักไปอีกแบบ

            “ฉันตั้งชื่อให้มันว่า ‘เสี่ยวอิ๋น’ นายท่านคิดว่ายังไงคะ?”

            “ดีมาก”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเมื่อมองดูชิงเอ๋อร์ที่กำลังมีความสุข ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน

            เป็นเรื่องดีที่ชิงเอ๋อร์สามารถทะลวงผ่านระดับได้สำเร็จ

            และด้วยพลังของเธอในตอนนี้แม้ว่าจะถูกมนุษย์ค้นพบเบื้องหลัง เธอก็ไม่น่าจะเจอปัญหาใหญ่โตอะไร

            อย่างน้อยที่สุดก็พอเอาตัวรอดได้

            ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ชิงเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้ว

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            อวี๋จื่ออวี๋ที่สังเกตเห็นความผิดปกติของชิงเอ๋อร์รีบถามทันที

            “ร่างของฉันที่อยู่ทางฝั่งมนุษย์ดูเหมือนจะเจอเรื่องบางอย่างขึ้นค่ะ”

            ใบหน้าของชิงเอ๋อร์มีแววประหลาดใจ

            เธอพูดอย่างสงสัย แต่เพียงชั่วครู่เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของอวี๋จื่ออวี๋ ชิงเอ๋อร์ก็ยิ้มและพูดว่า“นายท่าน วางใจเถอะค่ะ น่าจะเป็นเรื่องดี”

            “เรื่องดีรึ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ครุ่นคิดแล้วพูดว่า“งั้นเธอกลับไปทางฝั่งมนุษย์ก่อนเถอะร่างนั้นของเธอยังค่อนข้างสำคัญ”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้าและเห็นด้วย

            “จริงค่ะการควบคุมมานานทำให้เริ่มรู้สึกว่าร่างนั้นกับฉันมีความผูกพันที่แยกจากกันไม่ได้แล้ว”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็กลายเป็นควันสีแดงอีกครั้ง และค่อยๆ จมลงสู่พื้นดิน

            “นายท่าน ไปก่อนนะคะ”

            .....

            ทางฝั่งสหพันธรัฐ

            ณ ส่วนลึกของศูนย์วิจัยพันธุกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในห้องทดลองลับสุดยอด

            ภายในห้องที่ได้รับการคุ้มกันอย่างหนาแน่น

            หินวิญญาณจำนวนมากที่กองอยู่ตามมุมห้องต่างปล่อยกระแสพลังสีแดงเข้มออกมาอย่างต่อเนื่องพุ่งตรงไปยังร่างหนึ่ง

            ในเวลาเดียวกันนั้นเปลวไฟพุ่งกระจายไปทั่วในอากาศ

            แล้วร่างที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเปลวไฟก็ขยับเปลือกตาเล็กน้อยราวกับกำลังจะตื่นขึ้น

            ครู่ต่อมา เธอลืมตาขึ้นมองดูเปลวไฟที่ลอยเต็มอากาศ และมองดูหินวิญญาณรอบๆ

            หลิงเอ๋อร์ดูเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้มุมปากกระตุกเล็กน้อย

            “ร่างนี้ก็ทะลวงผ่านระดับตามไปด้วยเหรอ?”

            ในขณะที่พึมพำใบหน้าของหลิงเอ๋อร์ก็ดูประหลาดใจ แม้ว่าเธอจะเคยคาดเดาความเป็นไปได้ไว้บ้างแต่เมื่อเจอเข้าจริงๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอัศจรรย์ใจ

            อย่างไรก็ตามเพราะร่างหลักเพิ่งทะลวงผ่านระดับไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้เธอจึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก

            เธอส่ายหน้า ปัดความคิดในหัวออกไป

            ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือต้องทำการทะลวงผ่านระดับให้เสร็จสิ้นเสียก่อนและหลิงเอ๋อร์มีความรู้สึกบางอย่างว่าหากเธอต้องการก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นในอนาคต ร่างนี้อาจเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

            และด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือที่เกิดขึ้นนี้เองที่ทำให้หลิงเอ๋อร์ให้ความสำคัญกับร่างนี้มาก

            ที่ผ่านมาฝึกฝนประจำวันก็ไม่เคยขาด

            แน่นอนอีกเหตุผลหนึ่งที่เธอให้ความสำคัญก็เพราะว่า มีเพียงร่างนี้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นเธอถึงจะมีอำนาจในการพูดคุยกับมนุษย์มากขึ้น

            มิฉะนั้นหากเป็นเพียงหญิงสาวที่มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ คงไม่มีทางถูกศูนย์วิจัยพลังวิญญาณหมายเลขหนึ่งส่งมายังห้องทดลองลับสุดยอดแห่งนี้ได้

            หลิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแผ่วเบาและหลับตาลงอีกครั้ง

            จากนั้นในวินาทีถัดมา

            “ครืน!”

            ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างเปลวไฟเต็มท้องฟ้าต่างพัวพันกันเป็นเกลียวคลื่นสุดท้ายก็กลายเป็นพายุหมุนพุ่งเข้าสู่ร่างกาย

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน