ตอนที่ 42
คนดูแลสวน
“วันนี้อากาศดีเสียจริง พวกเจ้าก็คิดเหมือนกันใช่หรือไม่”ภายใต้เขตเมืองฝั่งตะวันตกเฉียงใต้อันเป็นเขตปกครองของผู้ฝึกฝนวิชามารนามว่าเต่าทองคำนั้นจะเรียกได้ว่าเป็นเขตที่งดงามที่สุดก็คงไม่ผิดเพราะเต่าทองคำนิยมความสวยงามอลังการเป็นที่สุดและสวนพฤกษชาติของหนึ่งในลูกน้องระดับสูงของเต่าทองคำนามว่า จางเหว่ยนั้นก็ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่งดงามที่สุดของเขตปกครองเต่าทองคำนี้
“คิกๆ ถึงมวลบุปผาจะงดงามเพียงไรก็ไม่น่ามองเท่าตัวท่านหรอกเจ้าค่ะ”หนึ่งในหญิงสาวที่เดินตามจางเหว่ยมานั้นกล่าวชมชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงกลางด้วยท่าทีชื่นชมคำพูดของนางอาจจะดูยกยอไปบ้างแต่เหล่าหญิงสาวรอบๆกลับพากันเห็นด้วยกันทั้งหมดแถมยังพากันชมชายหนุ่มตรงกลางเสียอีก
“ดีมาก วันนี้ข้าจะสนุกกับพวกเจ้าให้เต็มที่เลยก็แล้วกัน”จางเหว่ยได้รับคำชมพลันยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะโอบร่างของหญิงสาวสองคนที่กำลังยืนอยู่รอบๆตัวพร้อมจับไปตามร่างกายของพวกนางโดยไม่สนสายตาของผู้อื่นเลยแม้แต่คนเดียวเพราะในสวนพฤกษชาติแห่งนี้เป็นสวนที่ท่านเต่าทองคำมอบให้กับจางเหว่ยเพื่อเป็นรางวัลที่ช่วยเหลืองานสำคัญให้
กึก...
ระหว่างจางเหว่ยและบรรดาเหล่าบริวารผู้ตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ของมารราคะกำลังเดินชมสวนด้วยท่าทีรื่นเริงอยู่นั้นอยู่ๆจางเหว่ยก็ได้ยินเสียงใบไม้สั่นไหวดังมาจากมุมหนึ่งของสวนเสียอย่างนั้นสวนแห่งนี้ห้ามผู้อื่นเข้าโดยพลการ หนูสกปรกตัวไหนกันที่มันบังอาจบุกเข้ามาในสวนดอกไม้ของมัน
“ฮัดชิ้ว...”ไม่ใช่เพียงเสียงใบไม้เท่านั้นแต่ยังมีเสียงจามดังเล็ดลอดออกมาจากพุ่มไม้อีกต่างหากเพียงแต่จางเหว่ยสัมผัสพลังวิญญาณจากหลังพุ่มไม้ได้เพียงเบาบางเท่านั้นดูแล้วไม่ใช่พวกยอดฝีมืออะไรแล้วพวกมือสังหารก็คงไม่เผลอจามขณะจะลงมือหรอก
“อะไรกันนึกว่าหนูสกปรกที่ไหนที่แท้ก็เป็นลูกแมวน้อยหลงทางหรอกหรือ” จางเหว่ยเดินเข้าไปดูหลังพุ่มไม้ก่อนจะพบว่าผู้ที่หลงเข้ามาภายในสวนพฤกษชาติของเขากลับกลายเป็นหญิงสาวผู้หนึ่งที่แต่งตัวมอมแมงแถมยังขาดวิ่นอีกต่างหากนางนอนขดตัวอยู่หลังพุ่มไม้ราวกับกำลังพยายามหลบความหนาวเหน็บแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้จางเหว่ยอดที่จะจ้องมองไม่ได้ก็คือใบหน้าอันงดงามของนางที่ราวกับกำลังจ้องมองดองกุหลาบสีสันอ่อนหวานที่กำลังเปียกปอนไปด้วยน้ำค้างยามเช้านั่นเองแถมดวงตาที่กำลังจ้องมองมาทางจางเหว่ยยังดูเหม่อลอยและเต็มไปด้วยความงุนงงอีกต่างหาก
“มากับข้าสิ ข้าจะหาเสื้อผ้ามาให้เจ้าเปลี่ยน”จางเหว่ยเลียริมฝีปากของตัวเองครู่หนึ่งก่อนจะไล่มองลงไปตามเรือนร่างของนางไม่ทราบเหมือนกันว่านางหลงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแต่นางเป็นเด็กสาวที่สวยจริงๆชักอยากจะเห็นแล้วสิว่าภายใต้เสื้อผ้าของนางจะงดงามเพียงไร
“จางเหว่ย นี่เจ้ายังจะมาเดินเอ้อระเหยอยู่ที่นี่อีกงั้นหรือ”ก่อนที่จางเหว่ยจะเริ่มใช้มนตร์เสน่ห์กับแมวน้อยหลงทางอยู่ๆเสียงของหญิงสาวนางหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากทางเข้าของสวนพฤกษชาติเสียก่อนหากเป็นคนอื่นจางเหว่ยคงหัวเสียแล้วตะคอกกลับไปแล้วว่าหญิงสาวผู้นั้นไร้มารยาท แต่ยามเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นใครจางเหว่ยกลับรีบประสานมือและคารวะอีกฝ่ายแทบจะทันที
“ท่านผู่เยว่ยินดีที่ได้พบขอรับ”จางเหว่ยใช้ใบหน้าอันหล่อเหลาของมันส่งยิ้มให้กับผู่เยว่ด้วยท่าทีมั่นใจแต่ใบหน้าของผู่เยว่กลับนิ่งเฉยราวกับกำลังมองสัตว์ข้างทางตัวหนึ่งไม่มีผิด สำหรับผู้ฝึกฝนวิชามารด้วยกันมนตร์เสน่ห์ของมารราคะนั้นไม่มีผลอะไรอยู่แล้วแถมใบหน้าของจางเหว่ยก็ยังไม่ใช่แบบที่ผู่เยว่ชมชอบไหนจะเรื่องนิสัยของมันที่ทำเอาผู่เยว่แทบอยากจะสำรอกออกมาทุกครั้งที่ได้ยินหากไม่ใช่เพราะมันเป็นคนดูแลสวนดอกไม้ให้กับท่านเต่าทองคำป่านนี้นางคงขับอันออกจากเมืองไปนานแล้ว
“ข้ามารับดอกไม้ประดับงานเจ้าเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง”ผู่เยว่จ้องมองจางเหว่ยด้วยท่าทีเหยียดหยามเพราะนางได้ยินเรื่องที่มันทำกับเหล่าหญิงสาวที่ตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ของมันมานานแต่เพราะผู้ฝึกฝนวิชามารต่างก็มีความต้องการต่างกันนางเองก็คงเข้าไปยุ่มย่ามอะไรกับเจ้าหมอนี่มากไม่ได้
“แน่นอนขอรับข้าเตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว” จางเหว่ยนอกจากจะไม่แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาแล้วยังรีบก้มหัวให้ผู่เยว่ก่อนจะสั่งให้คนของตนเองไปนำดอกไม้สดสำหรับตกแต่งงานฉลองที่ท่านเต่าทองคำกำลังจะจัดขึ้นมาให้ในทันทีท่านเต่าทองคำชมชอบความงดงามอลังการยามต้อนรับแขกแต่ละทีจัดแต่งสถานที่ใหม่ทั้งหมดทำให้จำนวนการใช้ของตกแต่งสิ้นเปลืองอย่างดอกไม้สดนี้แทบจะมีให้ใช้งานไม่พอทำให้เต่าทองคำต้องสร้างสวนปลูกดอกไม้ขึ้นมาแล้วมอบให้จางเหว่ยเป็นผู้ดูแลเลยทีเดียว
“ดี ข้าจะนำดอกไม้พวกนี้ไปให้คนจัดงาน...”ผู่เยว่มองดอกไม้ที่ผู้หญิงของจางเหว่ยนำมาให้ด้วยท่าทีพึงพอใจ อย่างน้อยเจ้านี่ก็ดูแลดอกไม้เป็นหากมันดูแลหญิงสาวของมันได้ดีเท่าดอกไม้เหล่านี้นางคงจะลดความรู้สึกคลื่นไส้ยามได้เห็นใบหน้าของมันได้บ้าง
“จริงสิได้ยินว่าช่วงนี้มีมารราคะอีกคนเข้ามาอยู่ในเขตของเจ้าเจ้าจะไม่จัดการอะไรกับเรื่องนี้เลยงั้นหรือ” ผู่เยว่รับดอกไม้ไปกลับไม่ได้จากไปทันทีแต่กลับบอกเรื่องที่นางสงสัยให้กับจางเหว่ยอีกเรื่องนางไม่ได้เป็นห่วงจางเหว่ยหรอกแต่การปกครองให้แต่ละเขตไม่มีเรื่องวุ่นวายถือเป็นหน้าที่ของนางแค่มารราคะคนเดียวก็ถือว่าน่าสะอิดสะเอียนพอแล้วนี่ยังจะมีอีกคนงั้นหรือเช่นนั้นก็สู้ให้จางเหว่ยมันไปจัดการเสียเองน่าจะดีกว่าอย่างน้อยก็ไล่เจ้ามารราคะนั่นออกไปจากเมืองซะจะได้ไม่ทำให้เขตเต่าทองคำนี้เกิดรอยสกปรกเพิ่มขึ้นมา
“ท่านว่าอะไรนะขอรับ” เป็นไปอย่างที่คิดจางเหว่ยยามได้ยินว่ามีมารราคะอีกคนเข้ามาอยู่ในเขตเดียวกันกับมันใบหน้าของจางเหว่ยก็เปลี่ยนเป็นอำมหิตทันที
“ข้าบอกชัดแล้วมิใช่หรือมีมารราคะเข้ามาอยู่ในโรงเตี๊ยมภายในเขตของเจ้า แถมมันยังเป็นผู้ชายอีกด้วย ได้ยินว่าตอนนี้สาวๆในเมืองต่างก็พูดถึงมันกันใหญ่เสียด้วย”ผู่เยว่นอกจากจะบอกข่าวให้จางเหว่ยแล้วยังเติมสีตีไข่อีกเล็กน้อยเพื่อยั่วยุให้จางเหว่ยรีบเร่งไปจัดการแต่จะว่านางเติมแต่งมากก็ไม่ได้เพราะตลอดทางที่เข้ามายังสวนพฤกษชาติแห่งนี้ก็มีเสียงเล่าลือเรื่องชายคนนั้นลอยมาเข้าหูผู่เยว่จริงๆ
“ขอบคุณท่านผู่เยว่มากขอรับ ข้าคงต้องไปจัดการเรื่องนี้สักหน่อย”จางเหว่ยตกเข้าหลุมพรางของผู่เยว่อย่างง่ายดาย มันถึงกับสั่งให้หญิงสาวของมันติดตามไปจัดการกับแขกผู้มาใหม่ที่โรงเตี๊ยมในทันทีเลยทีเดียว
.
.
.
“บทเพลงนี่มันอะไรกัน...” อีกด้านหนึ่งภายในเหลาอาหารที่อยู่ชั้นแรกของโรงเตี๊ยมละอองคลื่นเหล่าแขกผู้มาดื่มกินต่างก็กำลังเพลิดเพลินไปกับบทเพลงที่ชุนหยางกำลังบรรเลงกันอย่างตื่นเต้นตื้นตันบทเพลงที่ชุนหยางกำลังบรรเลงเป็นบทเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยได้ยินมาเลยไม่ว่าจะเป็นเหล่าหญิงสาวที่ทั้งกำลังหลงใหลไปกับใบหน้าอันหล่อเหลาของชุนหยางหรือแม้แต่บุรุษที่ได้ยินเพียงเสียงดนตรีเท่านั้นต่างก็พากันชื่นชมไม่ขาดปากว่านักดนตรีท่านนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆโรงเตี๊ยมละอองคลื่นนี้ช่างหาผู้บรรเลงบทเพลงได้อย่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
แปะๆๆๆๆๆๆ!!!
ทันทีที่บทเพลงจบลงเหล่าแขกผู้มาดื่มกินรวมถึงแขกที่ตั้งใจจะมาฟังเพลงโดยเฉพาะต่างก็ปรบมือให้กับเสียงพิณของชุนหยางกันถ้วนหน้ายามนี้ชุนหยางบรรลุการเล่นเพลงพิณด้วยพิณชนิดพิเศษแล้ว ต่อให้ใช้พลังวิญญาณดีดพิณจนสร้างคลื่นเสียงที่รุนแรงแต่ด้วยความสามารถของชุนหยางตอนนี้กลับเปลี่ยนให้คลื่นเสียงนั้นไร้กำลังและเหลือเพียงสำเนียงของบทเพลงเพียงอย่างเดียวได้แล้วต่อให้เป็นพิณสีแดงเข้มของตระกูลหงก็ยังสามารถนำมาเล่นเพื่อมอบความสุขให้กับผู้ฟังตามปกติได้เช่นกัน
แปะ แปะ แปะ แปะ....
เสียงปรบมือของแขกผู้มาร่วมฟังนั้นดังยาวนานก็จริงแต่เมื่อเสียงปรบมือของคนส่วนใหญ่เริ่มเบาลงแล้วภายในเหล่าอาหารของโรงเตี๊ยมละอองคลื่นก็ยังมีชายผู้หนึ่งยังคงปรบมือต่อไม่ยอมหยุดราวกับเป็นคนไม่รู้จักอ่านบรรยากาศรอบข้างเสียอย่างนั้น
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ”เสียงของจางเหว่ยชายหนุ่มผู้หล่อเหลาราวกับแม่ทัพสวรรค์ลงมาจุติทำเอาแขกคนอื่นพากันหันไปมองแต่เมื่อได้เห็นจางเหว่ยและเหล่าหญิงสาวด้านหลังพวกเขาต่างก็รู้ทันทีว่าผู้ปรบมือไม่ยอมหยุดผู้นี้คือใคร
“น่าเสียดายหากเจ้าเป็นสตรีข้าก็คงจะพาเจ้าเข้าสวนดอกไม้ของข้าต่อให้เจ้าเป็นมารราคะก็ตามแต่เจ้ากลับกลายเป็นบุรุษเสียได้” จางเหว่ยหัวเราะออกมาก่อนจะเดินถือพัดเล่มหนึ่งเดินเข้าไปหาชุนหยางด้วยท่าทีหยิ่งยโสแต่ถึงอย่างนั้นท่าทีของมันก็ทำเอาหญิงสาวหลายคนรู้สึกใจสั่นไหวได้อย่างง่ายดาย
พรึบ...
จางเหว่ยคลี่พัดออกก่อนจะโบกสะบัดเข้าหาชุนหยางจากระยะไกลหนึ่งในเคล็ดวิชาที่อยู่ในตำรามารราคะก็คือวิชาพัดวายุฉีกกระชากอันเป็นเคล็ดวิชาที่เหมาะกับผู้ผสานเข้ากับพลังธาตุลมเช่นเดียวกับชุนหยางเพียงโบกสะบัดพัดในมือก็บังเกิดคมเขี้ยวสายลมพุ่งเข้าหาชุนหยางอย่างรวดเร็วเพื่อหวังจะฉีกกระชากร่างของชุนหยางไปพร้อมๆกับพิณที่มันกำลังเล่นเพียงแต่...
ตึง...
วินาทีที่เสียงพิณดังขึ้นคมเขี้ยวสายลมที่จางเหว่ยสร้างขึ้นก็หายไปในทันทีทำเอาจางเหว่ยที่คิดว่าชุนหยางน่าจะโดนคมเขี้ยวสายลมของมันสังหารในครั้งเดียวได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตะลึงเมื่อครู่เจ้าหมอนี่ทำอะไรกันแล้วทำไมถึงทำลายวิชาคมเขี้ยววายุของมันได้
“ฟางอู่ เจ้าคิดว่าไง” ชุนหยางที่ยังคงท่าทีสบายๆหันไปถามฟางอู่ที่นั่งอยู่ด้านหลังที่ชุนหยางขึ้นมาเล่นพิณภายในเหลาอาหารของโรงเตี๊ยมละอองคลื่นนี้ก็เพื่อดึงดูดความสนใจของมารที่อยู่ภายใต้การปกครองของเต่าทองคำแต่เพราะมีหญิงสาวมากมายถูกอกถูกใจชุนหยางทำให้ชุนหยางผิดใจกับผู้ฝึกฝนวิชามารคนอื่นๆเป็นบางครั้งเมื่อโดนหาเรื่องชุนหยางก็ต้องรับมืออยู่ดี
“กระจอกเกินไปเจ้าค่ะคงไม่ใช่คนที่เราตามหา” น่าเสียดายระดับพลังของจางเหว่ยนั้นอยู่เพียงระดับสัมผัสธรรมชาติขั้นแรกๆเท่านั้นถึงจะดูเหมือนสูงมากแต่สำหรับผู้ฝึกฝนวิชามารแล้วกลับไม่ได้โดดเด่นอะไรนักในสายตาของฟางอู่ผู้ฝึกฝนวิชาตรวจจับพลังวิญญาณจนเชี่ยวชาญนั้นไม่อาจคิดว่าจางเหว่ยเป็นคนของเต่าทองคำได้เลยอย่างมากก็เป็นเพียงนักเลงที่ชอบเข้ามาหาเรื่องเพราะชุนหยางดึงความสนใจของหญิงสาวที่มันเล็งเอาไว้ไปเท่านั้น
“คุณชายท่าทางท่านจะเมามากไปหน่อยข้าน้อยขอส่งท่านกลับนะขอรับ” ชุนหยางพยักหน้าช้าๆก่อนจะวางนิ้วลงบนพิณอย่างแผ่วเบาพริบตาที่นิ้วมือของชุนหยางเริ่มดีดบทเพลงที่มีชื่อว่า นาวาขาวท่องชมดาว เบื้องหน้าของจางเหว่ยก็บังเกิดคลื่นเสียงขนาดใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามาหวังจะผลักร่างของจางเหว่ยให้กระเด็นออกไปจากร้านแน่นอนว่าผู้ผสานเข้ากับธาตุลมอย่างจางเหว่ยย่อมสัมผัสถึงคลื่นเสียงขนาดใหญ่นี้ได้เพียงแต่เขาไม่มีกำลังพอจะต่อต้านและได้แต่ยืนขาแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เปรี้ยง!!
คลื่นเสียงที่เกิดจากบทเพลงนาวาขาวท่องชมดาว ไม่ได้กระทบเข้ากับร่างของจางเหว่ยเพราะก่อนหน้านั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งกระโดดลงมาจากชั้นสองเพื่อรับการโจมตีของชุนหยางด้วยตัวเองแถมคลื่นเสียงของชุนหยางก็ยังทำให้นางเพียงแค่ถอยไปไม่กี่ก้าวเท่านั้น
ตุบ...
ไม่ใช่เพียงหญิงสาวคนเดียวที่เข้ามาขัดขวางชุนหยางแต่เมื่อหญิงสาวคนแรกกำจัดคลื่นเสียงของชุนหยางไปแล้วร่างของหญิงสาวอีก 3 คนก็เดินออกมาจากรอบๆเหลาอาหารราวกับพวกนางเฝ้ารอดูสถานการณ์อยู่แล้วแถมระดับพลังวิญญาณที่พวกนางกำลังปล่อยออกมานั้นก็ยังรุนแรงจนฟางอู่ที่รับหน้าที่ตรวจจับพลังวิญญาณยังต้องสั่นสะท้านพวกนางแอบซ่อนอยู่รอบๆแต่ไม่นึกเลยว่าพวกนางจะเป็นพวกเดียวกับจางเหว่ย
“นี่มัน...” แม้ชุนหยางจะไม่ได้มีสัมผัสพลังวิญญาณเฉียบคมเท่าฟางอู่แต่ชุนหยางก็สามารถตรวจจับไอมารได้หญิงสาวที่ออกมาขวางหน้าจางเหว่ยเอาไว้นั้นไม่มีเลยสักคนที่มีไอมารติดตัวหรือก็คือพวกนางต่างก็เป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณธรรมดาทั้งสิ้นหรือว่าแท้ที่จริงแล้วจางเหว่ยไม่ได้เก่งกาจอะไรเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้คนเกรงกลัวมันก็เป็นเพราะมันใช้มนตร์เสน่ห์ล่อลวงเหล่าหญิงสาวที่มีระดับสูงกว่ามันมากเอาไว้และใช้พวกนางต่อสู้แทนตัวเองสินะ