อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 141 ก็มันเจ๋งดีนี่

            ลิลลี่ที่ถูกมองก็ทำหน้างุนงงแต่ไม่ใช่เป็นเพราะไลลามองมา แต่เธองุนงงเพราะได้เห็นความสามารถอันน่าทึ่งของไลลาอย่างการยืนหลับ และปรารถนาที่จะมีความสามารถนี้เช่นกัน ไลลากันไปพูดกับทหารคนนั้นว่า

            “ให้เขาเข้ามาแล้วพาเข้ามาที่นี่ได้เลย”

            แม้ว่าทหารคนนั้นจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้คนนอกเข้ามาในพื้นที่ของค่ายทหารแต่ก็พยักหน้ารับแล้ววิ่งกลับไปทันที ไลลาส่ายหน้าเล็กน้อยเธอไม่รู้สึกแปลกใจที่คนคนนั้นไม่รู้จักพัศดีเบลน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะฉายาเดิมเบลนดาบใหญ่ถ้าไม่ใช่ว่าเธอกับออกัสได้ยินเรื่องราวของเขาจากพ่อบุญธรรมของเธอ เธอก็คงไม่รู้จักเช่นกันและพอคนคนนี้ได้มาเป็นพัศดีก็แทบไม่ย่างเท้าออกมาจากคุกเลย ทำให้คนที่รู้ถึงการมีอยู่ของคุกแต่กลับมีน้อยคนที่จะรู้ว่าพัศดีในคุกตอนนี้คือใคร

            ในคืนนั้นที่พวกเธอต้องไปรับเจ้าชายกลับมาก็ได้ยินคำพูดของพัศดีที่บ่งบอกว่าเขามีความสนใจในตัวลิลลี่ แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบไปทำให้เธอสงสัย จนในที่สุดวันนี้เขาก็มา ไลลาหันไปพูดกับมีเรียว่า

            “ฉันว่าเธอรีบไปขอคำแนะนำจากเจ้าชายจะดีกว่านะครับ เพราะถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้เธอจะถูกลิลลี่แซงเอาได้”

            มีเรียรู้สึกเหมือนได้ยินเรื่องตลกที่ขำไม่ออก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจึงถึงป่านนี้ไลลาเธอยังคงพูดให้เธอไปขอคำแนะนำจากเจ้าชายอยู่อีก ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระและเสียเวลาเปล่า และที่สำคัญยังพูดว่าลิลลี่จะแซงหน้าเธอซึ่งเธอมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าการฝึกของลิลลี่นั้นทำได้แค่เพียงเหวี่ยงดาบไปมา เพราะเธอไม่มีครูสอนจริงๆ จังๆ ถึงการเหวี่ยงดาบของลิลลี่นั้นจะดูน่ากลัวและทรงพลัง อัศวินฝึกหัดหลายคนต่างก็ยอมรับว่าพวกเขาในตอนนี้ไม่อยากจะรับมือกับลิลลี่ เพราะลำพังเหวี่ยงดาบขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักไม่ธรรมดาก็เพียงพอกับการสร้างพลังทำลายมหาศาลแล้ว แต่ว่านั่นก็จำกัดเธอเท่านั้นซึ่งในโลกนี้ยังมีผู้ใช้เวทย์มนต์เก่งๆ มากมาย ที่สามารถจัดการกับเธอได้ก่อนที่เธอจะเข้าประชิดตัวแล้วฟาดด้วยดาบใหญ่ด้วยซ้ำ

            ไม่เห็นท่าทางของมีเรียที่บ่งบอกว่าไม่สนใจคำพูดของเธอ ไลลาก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วไม่พูดอะไรเอามาอีก เพราะตัวเธอในตอนนี้สมองก็เบลอจากการนอนไม่หลับมาหลายคืนทำให้คิดอะไรไม่ค่อยออก

            ก่อนที่ไลลาจะยืนสัปหงกอีกรอบทหารคนนั้นก็นำพาชายชราผมเฝ้ารุงรังคนหนึ่งเข้ามาในเขตการฝึกฝนของอัศวิน ทันทีที่เข้ามาในเขตนี้เขาก็กวาดสายตาไปทั่วก่อนที่สายตาของเขาจะหยุดตรงที่เด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์คนเดียว ไลลาสะดุ้งตัวรีบเดินไปหาชายคนนั้น

            “ท่านเบลนคะยินดีที่ท่านมาค่ะ”

            เบลนพยักหน้าให้เธอโดยที่ไม่ละสายตาไปจากลิลลี่

            “เด็กคนนั้นใช่ไหม”

            ไลลาหันไปมองลิลลี่แล้วพยักหน้า

            “ใช่แล้วค่ะท่านเบลนเป็นเธอคนนั้นค่ะ”

            เมื่อได้ยินคำยืนยันเบลนก็เดินตรงไปหาลิลลี่ทันที ซึ่งลิลลี่ที่ตอนนี้พาดดาบใหญ่กับบ่าของเธอก็ไม่มีท่าทีเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอจ้องมองชายชราที่เดินตรงมาที่เธอพร้อมกับขมวดคิ้ว เมื่อเบลนเดินมายืนตรงหน้าเด็กผู้หญิงก็จ้องมองเธอเพราะภาพที่เขาเห็นนั้นมันช่างดูไม่คุ้นเป็นอย่างมาก ที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งพาดดาบใหญ่ที่ใหญ่กว่าตัวเธอบนบ่า ซึ่งการถูกจ้องมองอยู่อย่างนั้นทำให้ลิลลี่รู้สึกไม่พอใจ

            “นี่ตาเฒ่าจะจ้องมองอะไรนักหนาคงไม่ใช่ว่าเป็นคนโรคจิตแบบเดียวกับเจ้าชายโรคจิตหรอกนะ”

            ไลลาที่ได้ฟังคำพูดของลิลลี่ก็แทบจะตื่นเต็มตาเธอนึกว่าเธอพูดกับลิลลี่รู้เรื่องแล้วซะอีก ว่าอย่าเรียกเจ้าชายว่าเจ้าชายโรคจิต ทว่าเบลนที่เมื่อได้ยินคำพูดของลิลลี่ก็ยิ้มออกมาอยากเอ็นดูเขาลงไปนั่งยองๆ

            “เจ้าชอบฝึกดาบใหญ่เหรอ”

            ลิลลี่ยืดอกทันทีทั้งที่มีดาบพาดอยู่บนบ่าซึ่งบ่งบอกได้ถึงพละกำลังอันน่าทึ่งของเธอพร้อมกับบอกว่า

            “มันแน่อยู่แล้วสิถามอะไรแปลกๆ”

            แม้ว่าเด็กผู้หญิงจะดูไม่มีสัมมาคารวะต่อเขาเบลนก็ไม่มีท่าทีถือสา เขายิ้มก่อนจะถามว่า

            “อาวุธมีตั้งหลายอย่างทำไมเจ้าถึงเลือกดาบใหญ่”

            ลิลลี่ตอบแบบไม่ต้องคิดว่า

            “ก็มันเจ๋งดีนี่”

            “มันเจ๋งดี?” เบลนนึกไม่ถึงว่านี่คือเหตุผลที่เด็กคนนี้เลือกใช้ดาบใหญ่

            ลิลลี่พยักหน้า

            “ใช่ป่ะล่ะดาบใหญ่มันเจ๋งดี”

            แล้วหนึ่งชราหนึ่งเยาว์ก็จ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นก่อนที่เบลนจะพูดออกมาว่า

            “นั่นสินะดาบใหญ่เนี่ยมันเจ๋งกว่าอาวุธทั่วไปเป็นไหนๆ”

            ลิลลี่ที่ได้ฟังก็ยิ้มและทำท่ายืดอีกรอบ เบลนที่เห็นท่าทางของเธอก็เกิดความเอ็นดูจึงพูดไปว่า

            “แต่ว่านะคนที่ใช้ดาบใหญ่มันเจ๋งกว่าตัวดาบใหญ่ซะอีก”

            ลิลลี่ที่ได้ฟังคำพูดก็ใจฟูรู้สึกว่าเหมือนตัวจะลอยได้พูดตอบไปว่า

            “เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว”

            เบลนยิ้มแล้วก็ถามเธอว่า

            “ว่าแต่หนูอยากจะเป็นผู้ใช้ดาบใหญ่ที่แข็งแกร่งไหม”

            ลิลลี่มองหน้าเบลนก่อนจะตอบว่า

            “เรื่องนั้นมันก็ต้องอยากอยู่แล้วสิถามอะไรแปลกๆ”

            เบลนจ้องมองเธอก่อนจะสลายรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วถามเธอว่า

            “ถ้าอย่างนั้นหนูคิดจะภักดีต่อเชื้อพระวงศ์ตลอดไปหรือไม่”

            ลิลลี่ที่จะฟังคำถามก็เอียงคอ

            “เชื้อพระวงศ์? เจ้าชายโรคจิตน่ะเหรอไม่มีปัญหาหรอก ก็สัญญากับอะไรไลลาแล้วว่าจะภักดีกับเจ้าชายโรคจิต แถมสัญญากับเจ้าชายโรคจิตไว้แล้วว่าจะจงรักภักดีและซื่อสัตย์กับเขา”

            เบลนที่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะเธอไม่นึกเลยว่า ทั้งไลลาและเจ้าชายเออร์วินจะเห็นความสำคัญของเด็กผู้หญิงคนนี้มากขนาดนั้น แต่เขาก็ได้ยินเธอพูดดีกว่า

            “แถมหนูก็สัญญากับเขาไว้แล้วว่าหนูจะมีลูกให้กับเขา”

            เบลนนิ่งไปทันทีเขารู้สึกเหมือนตัวเองหูฝาด

            ‘อะไรนะเด็กคนนี้บอกว่าจะมีลูกให้กับเจ้าชาย ทำไมเด็กสมัยนี้มันโตเร็วจังหรือว่าเราอยู่ในคุกนานเกินไป’ เบลนรู้สึกสับสนแต่ก็ถามเธอไปว่า

            “หนูคิดอย่างนั้นจริงๆ”

            ลิลลี่พยักหน้าอีกรอบก่อนจะตอบว่า

            “อื้ม! คิดตามที่พูดแหละ ก็เจ้าชายนะหน้าตาไม่เลวใช่ไหมล่ะแถมทำอาหารเก่งมากด้วย และอาหารที่เจ้าชายทำก็อร่อยสุดๆ ไปเลย กินเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอเลยทำให้ลูซี่กับเดซี่ต้องบ่นเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ซึ่งไม่รู้จะบ่นทำไมนักหนาก็ของมันอร่อยนี่นา”

            เบลนซึ่งทันทีเมื่อได้ยินเหตุผลของลิลลี่แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมา อย่างน้อยตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าเด็กผู้หญิงตัวน้อยคนนี้ ไม่ได้คิดจะเป็นศัตรูกับเชื้อพระวงศ์ในอนาคต เขากลับมายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนแล้วพูดกับเธอว่า

            “ถ้าหนูตัดสินใจอย่างนั้นลุงจะสอนหนูเอง”

            “สอน?” ลิลลี่เอียงคอด้วยความสงสัย

            เบลนยิ้มแล้วก็เอามือลูบศีรษะลิลลี่ด้วยความเอ็นดู

            “ใช่แล้วล่ะลุงจะสอนหนูใช้ดาบใหญ่เอง”

            ไลลากับมีเรียยืนมองหนึ่งชราหนึ่งเยาว์คุยกัน เป็นมีเรียที่ถามด้วยความสงสัยว่า

            “ใครกันคะตาแก่คนนั้น”

            “เขาคือท่านเบลนตอนนี้เป็นพัศดี”

            “พัศดี? คุก?” แน่นอนว่าเธอจะย่อมรู้จักตำแหน่งพัศดี เพียงแต่เธอไม่ค่อยรู้และไม่ค่อยสนใจคนที่รับตำแหน่งนี้เท่าไหร่ เพราะมองว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอ มีเรียยังได้ยินไลลาพูดอีกว่า

            “และดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจเป็นอาจารย์ให้กับลิลลี่แล้วล่ะ” ไลลาพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มเธอนั้นรับรู้ถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของลิลลี่มาโดยตลอด ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เธอกลุ้มใจเพราะเธอไม่สามารถสอนอะไรเด็กคนนี้ได้เลย แต่ตอนนี้เด็กคนนี้ก็เราได้รับการฝึกฝนและการชี้แนะที่ถูกต้อง ไลลาหันมาพูดกับมีเรียว่า

            “และจะเป็นคนที่ทำให้ลิลลี่พัฒนาแซงหน้าเธอ”

            มีเรียที่ได้ฟังดังนั้นก็ทำหน้าไม่เชื่อก็จะหันไปมองชายชราคนนั้น ไม่ว่าจะมองยังไงเธอก็นึกไม่ออกว่าร่างแก่ๆ ผอมๆ นั้นจะยกดามใหญ่ไหวได้ยังไง โดยเธอก็ลืมไปแล้วว่าลิลลี่ที่ตอนนี้เป็นเพื่อนสนิทเธอ ก็เป็นเด็กผู้หญิงที่ยกและเหวี่ยงดาบใหญ่ไปมาได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน

             

            พวกคาทาริน่าได้ลองเล่นเกมหมาป่าอยู่ในบ้านของพวกเจค ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความติดพันอย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่เจมส์ที่แสดงท่าทีดูแคลนเกมนี้มาโดยตลอดและยอมเล่นเพราะการชักชวนของคาทาริน่า กลับเป็นหนึ่งในคนที่ติดเกมนี้มากที่สุดแม้ว่าเขาจะเริ่มเล่นแบบขอไปทีก็ตาม พวกเขาเล่นเกมนี้จนตกเย็นในที่สุดก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งเออร์วินก็ได้เป็นคนอาสาจะไปส่งอาบิเกลด้วยตนเอง ส่วนเจคนั้นพอตกบ่ายก็ต้องขอตัวเพราะเขาต้องไปทำตาชั่งแบบคานเลื่อนที่เออร์วินสั่งไว้ที่โรงตีเหล็กในค่ายทหาร

            ขณะที่กำลังเดินกลับบ้านนั้นเออร์วินสังเกตว่าอาบิเกลดูร่าเริงและมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก ทั้งที่ในการเล่นเกมหมาป่าเธอแพ้โดยตลอดและถ้ามีครั้งไหนที่เธอจับได้ไพ่หมาป่า เธอก็จะเป็นคนที่ถูกจับได้ในทันทีเพราะเป็นคนที่ดูออกเป็นได้ง่ายมาก

            “เจ้าชา….เออร์วินเพคะเกมหมาป่านี่สนุกมากเลยนะคะ” อาบิเกลเกือบเผยจะได้เขาว่าเจ้าชายแต่ก็ยังไม่ได้ทำ “ทั้งเกมโจรสลัดเสียบถังก็ดีหรือหมากรุกก็ดีเออร์วินนี่มีเกมแปลกๆ เยอะเลยนะ แอบบี้ตามคุณพ่อไปค้าขายมาหลายเมืองก็ไม่เคยเจอเกมแบบนี้มาก่อนเลย”

            เออร์วินยิ้มแล้วพูดกับเธอว่า

            “ถ้าคุณแอบบี้ชอบผมก็ดีใจครับ”

            อาบิเกลหน้าแดงเมื่อได้ยินคำพูดของเขาก่อนที่เธอจะกลับมามีท่าทีลังเลแล้วถามเขาไปอย่างกล้าๆ กลัวๆว่า

            “เอ่อนี่ เออร์วิน…”

            “ครับ?”

            อาบิเกลลังเลก่อนจะถามเขาว่า

            “วันหลังเออร์วินจะเล่นเกมกับแอบบี้อีกหรือเปล่า”

            เออร์วินกลับทำหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินคำถาม อาบิเกลที่ได้เห็นสีหน้าของเขาก็ใจตกหรืออยู่ที่ตาตุ่มก่อนจะได้ยินเขาพูดว่า

            “พูดอะไรอย่างนั้นล่ะครับคุณแอบบี้ผมต่างหากล่ะครับที่ต้องพูดว่าถ้าคุณไม่รังเกียจ ก็มาเล่นเกมกับผมได้เรื่อยๆ นะครับถ้าเป็นคนคุณแอบบี้ล่ะก็ผมพร้อมเสมอ”

            อาบิเกลที่ได้ยินคำตอบของเขาก็ใจเต้นไม่เป็นจังหวะหน้าของเธอแดงจรดใบหู ก่อนจะตอบอย่างตะกุกตะกักว่า

            “ค่ะค่ะถะถ้าเจ้าชา เอ๊ยเออร์วินไม่รังเกียจแอบบี้จะไปเล่มเกมกับเจ้าชายบ่อยๆ ค่ะ”

            แล้วบรรดาคนที่ตามอยู่ด้านหลังแน่นอนว่าย่อมต้องมีพวกเรเวน กับสาวใช้ส่วนตัวของอาบิเกลและเหล่าคนที่วานเชสโก้ให้มาคอยปกป้องคุ้มครองลูกสาว สาวใช้ส่วนตัวที่เมื่อได้ยินบทสนทนาของเด็กทั้งสองก็แทบจะลอยขึ้นฟ้า เธอรู้สึกว่าเรือลำนั้นนี้มันช่างเล่นได้เล่นดีจริงๆ ตอนนี้เธอถึงกับว่าฝันอันอนาคตที่สวยอยู่ของทั้งสองคนไว้เรียบร้อย

            ส่วนสาวใช้ส่วนตัวทั้งสามคนของเออร์วินต่างก็มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน ลูซี่นั้นเธออมยิ้มเล็กน้อยให้กับความสดใสแบบเด็กๆ ของทั้งสอง ในขณะที่เดซี่นั้นเธอกลับใช้สายตามองเออร์วินด้วยดวงตาปลาตายบวกกับใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเธอ ซึ่งตัวเดซี่แล้วเธอก็ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเห็นท่าทีของเออร์วินกับอาบิเกลและได้ยินคำพูดของทั้งสองคนพูดคุยกัน จะว่าไปเธอก็รู้สึกไม่ชอบใจตั้งแต่ที่เออร์วินคุยกับอาบิเกลตั้งแต่คราวก่อนแล้ว หรือจะพูดให้ถูกก็คือเธอไม่ชอบที่ทั้งสองคนพูดคุยกันแบบสนิทสนม โดยที่เดซี่เองนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเธอถึงรู้สึกเช่นนั้น

            ส่วนเรเวนนั้นเธอมองเออร์วินด้วยสายตาประเมินของเธอ ด้วยความที่เธอตั้งใจแล้วว่าจะเป็นอนุภรรยาของเขา ถึงแม้ว่าเออร์วินจะมีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วแต่เธอก็ไม่สน เพราะเธอเคยได้ยินญาติผู้หญิงในตระกูลแบล็ควิงของเธอผู้เดียวเสมอว่า ถ้าคิดจะแต่งงานก็อย่าได้ให้ผู้ชายคนนั้นมีอนุภรรยาเด็ดขาด เพราะถ้าผู้ชายคนนั้นมีอนุภรรยาเมื่อไหร่เท่ากับว่าเราแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเธอต้องสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และญาติผู้หญิงคนนั้นก็อธิบายให้เธอฟังว่า เพราะเป็นธรรมดาที่ในสันดานของผู้ชายนั้นภรรยาจะด้อยกว่าอนุภรรยาเสมอ

            ในตอนนั้นเรเวนยังไม่เข้าใจแต่เมื่อเธอตัวขึ้นเธอก็เริ่มรู้ความมากขึ้น ดังนั้นเธอไม่รู้สึกหวั่นเกรงเจ้าหญิงลูเซียแห่งอาณาจักรเซลเวเรียเลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าเธอทำให้เออร์วินยอมรับเธอแค่นั้นก็จบไม่สิถ้าพูดให้ถูกก็คือถ้าเธอตัดสินใจที่จะเป็นอนุภรรยาของเขา เออร์วินก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเพราะเธอนั้นกุมความลับของเขาไว้มากมาย ดังนั้นไม่ว่าถึงเวลาเออร์วินจะชอบหรือไม่หรือจะเลือกยังไง สุดท้ายก็จะได้เธอไปเป็นอนุภรรยาอยู่ดี แต่ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือถ้าเธอตัดสินใจเป็นอนุภรรยาของเขา ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะรับอนุภรรยาอื่นอีก แม้ว่ามันอาจฟังดูตลกคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยอย่างเขาจะเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้หญิง แต่ด้วยความที่อยู่กันมาระยะหนึ่งเรเวนก็มั่นใจว่าต่อให้ไม่นับเรื่องรูปลักษณ์หน้าตา เออร์วินคนนี้ก็นับได้ว่าเป็นศัตรูของผู้หญิงโดยแท้จริง สังเกตได้จากคำพูดคำจาซึ่งเธอก็มั่นใจว่าไอ้ตัวคนพูดนั้นไม่ได้เข้าใจความหมายหรือผลลัพธ์ที่ตามมาเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของสาวน้อยที่มีให้กับตน ซึ่งถ้าเออร์วินโตขึ้นโดยที่ยังไม่แก้นิสัยเหล่านี้ล่ะก็มันก็คงดึงดูดผู้หญิงตัวปัญหามากหน้าหลายตาให้เข้าหาเขาได้ไม่น้อย และเมื่อรวมกับความสามารถของเขาที่ต่อให้ไม่พึ่งพาเวทย์มนต์ก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าร้ายกาจ ถ้าไม่ใช่สตรีที่ตาถั่วเอะอะอะไรก็ต้องพลังเวทย์มาก่อนล่ะ เจ้าศัตรูของผู้หญิงคนนี้คงจะเป็นที่หมายของของพวกผู้หญิงเหล่านั้นเป็นแน่

            เมื่อคิดถึงตรงนี้เรเวนก็ถอนหายใจเธอพบว่าควรจะมีพันธมิตรที่เป็นอนุภรรยาของเขาด้วยกัน เพื่อจะได้ช่วยกันรับมือและสร้างปราการตัดสินว่าคนไหนที่เขาควรจะรับเป็นอนุภรรยา เมื่อคิดถึงตรงนี้เรเวนก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าขำ ทั้งที่เธอตัดสินใจเป็นอายุภรรยาคนอื่นแต่กับเธอวางแผนที่จะไม่ให้เขารับอนุภรรยาเพิ่มท่าเธอไม่อนุญาต แต่ว่าถึงแม้มันจะเป็นเรื่องน่าขำแต่เรเวนก็มองว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นถึงแม้ว่าการเป็นอนุภรรยาของเธอจะเป็นไปเพื่อยืมกำลังของตระกูลโรเซตต้าเพื่อการแก้แค้นก็ตาม


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน