ตอนที่ 65 หนีตาย (3)
"ข้ากำลังรีบที่สุดแล้ว!!" สีหน้าเคร่งเครียดปานประสาทกิน ปรมาจารย์ธูมัสถูกโยนภาระอันหนักอึ้งให้อย่างไม่รู้ตัว ใครจะไปคาดคิดกันละว่าสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าจะสร้างความรู้สึกพรั่นพรึงได้ถึงเพียงนี้
สิ้นเสียงคำรามของโครงกระดูกยักษ์ มันเร่งรุดหน้าตรงมาทางก้อนหิน ณ ใจกลางลานกว้างอย่างรวดเร็ว ทุกย่างก้าวล้วนสร้างหลุมรอยเท้าขนาดยักษ์ประดับพื้น บ่งบอกถึงน้ำหนักตัวที่ยากจะพรรณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาบยักษ์ในฝ่ามือข้างขวาของมัน มิอาจบอกได้เลยว่าเป็นศาสตราวุธชนชั้นใด แต่ทว่า แค่มองผิวเผินยังสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวดาบ
"ไม่ได้การ…" ปรมาจารย์โชลิชที่เห็นทีท่าไม่ดีพลันพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าก่อนกระโดดขึ้นสูงเหนือนภา ด้วยความเร็วของโครงกระดูกยักษ์เพียงสิบลมหายใจมันก็คงวิ่งมาถึงใจกลางลานกว้างแล้ว
"ไตรกระบี่กรีดนภา!!"
กระบี่ยาวในมือของปรมาจารย์โชลิชตวัดวาดผ่านอากาศเป็นแนวระนาบสามครั้งในระยะเวลากระชั้นชิด คลื่นกระบี่พุ่งผ่านพลางเสียงวายุกู่คำรามต่ำดั่งลมเฉือน โครงกระดูกยักษ์ไม่ได้ลดความเร็วของมันลงแต่อย่างใด กลับกัน มันยิ่งเคลื่อนกายเข้ามาด้วยความเร็วที่ทวีคูณสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อหน้าทักษะไตรกระบี่กรีดนภาซึ่งกำลังมุ่งตรงมาที่มันด้วยความเร็วดุจลมกรด ท่าทางล้วนไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ ในช่วงเวลานั้นเอง คลื่นกระบี่ที่เข้าใกล้มันจนระยะเหลือเพียงแค่เมตรครึ่ง ดาบยักษ์ในฝ่ามือโครงกระดูกก็เริ่มสั่นไหวหนึ่งระลอก
เพียงชั่วพริบตา สองฝ่าเท้าย่ำธรณีอย่างรุนแรงก่อนตวัดงัดดาบยักษ์ขึ้นในฉับพลัน ทันทีที่กระทบเข้ากับคลื่นกระบี่ บริเวณโดยรอบเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นสามระลอกพร้อมกับคลื่นกระบี่ที่สลายหายไป แทบจะในทันทีที่คลื่นกระบี่ระลอกสองพุ่งผ่านเข้ามา ทันใดนั้นเอง โครงกระดูกยักษ์ตวัดดาบเป็นรูปกากบาทในอากาศเพื่อรับมือกับคลื่นกระบี่ระลอกสองและสามที่ตามกันมาติดๆ
บังเกิดเสียงดังสะเทือนลือลั่น โครงกระดูกยักษ์แสยะยิ้มออกราวกับกำลังเล่นสนุก ในขณะเดียวกัน ปรมาจารย์และลูกศิษย์ต่างแสดงสีหน้าซีดขาวดุจกระดาษ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในดินแดนมนุษย์ที่สามารถรับมือกับปรมาจารย์ได้อย่างทัดเทียม แค่เพียงกระบวนท่าเดียวก็มากพอจะให้มันตกตายอย่างน่าอนาถ ทว่า เหตุการณ์เบื้องหน้าราวกับฝันร้าย
“มันเป็นตัวอะไรกันแน่!?” ปรมาจารย์ฝู่ชิงมิอาจเก็บงำความตกตะลึงเอาไว้ได้อีกต่อไป ภายใต้สมญานามแพทย์เทวะหรืออีกนามคือเทพอักขระ เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ต่างๆมานานนับกว่าสองพันปี ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะมีรูปลักษณ์แปลกประหลาดสักเพียงใด ขอแค่อยู่ตรงหน้าปรมาจารย์ฝู่ชิง เขาล้วนสามารถบ่งบรรยายคุณลักษณะข้อดีข้อเสียของมันได้อย่างหมดจดกระทั่งล่วงรู้วิธีในการรับมือ แต่ทว่า ตัวตนเบื้องหน้าเป็นตัวประหลาดอย่างแท้จริง! ไม่ใช่เพียงแค่ไม่เคยเห็นกระทั่งข้อมูลหรือสิ่งที่ยืนยันการดำรงอยู่ของมันก็ไม่มีเช่นกัน เป็นสิ่งมีชีวิตที่ราวกับผุดออกมาจากนรกโลกันต์ เป็นอสูรกายอย่างแท้จริง!!
รูปลักษณ์โครงกระดูกราวกับซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูกถูกคืนชีพ ไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำว่ามีศาสตร์ใดบนโลกที่สามารถคืนชีพคนตายให้กลับมาเดินดิน อาจคลับคล้ายกับเผ่าพันธุ์ผีดิบอยู่บ้าง หากแต่อย่างน้อยพวกมันก็ยังพอมีเนื้อหนังและที่สำคัญ พวกผีดิบนั้นอ่อนแออย่างยิ่งยวด แค่เพียงเพลิงแผดเผาก็สามารถเผาทำลายให้กลับกลายเป็นเถ้าธุลี
โครงกระดูกยักษ์เริ่มย่ำเท้าเดินหน้าต่อด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่เชื่องช้าและก็ไม่เร็วจนเกินไปราวกับกำลังไล่ต้อนเหยื่อที่จนตรอกด้วยความอภิรมณ์ หากแต่การก้าวเดินปกติของมันกลับกลายเป็นแรงกดดันสูงล้ำราวกับขุนเขาตกทับกลางลงอก เหล่าปรมาจารย์เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง แรงกดดันขนาดนี้พวกเขาไม่เคยได้พบเจอมาก่อนในชีวิต
“ทุ่มกำลังทั้งหมดที่มี! จนกว่าม่านป้องกันจะสร้างเสร็จ!!” ปรมาจารย์ยูไคกล่าวตะโกน
ณ ที่แห่งนี้มีเพียงแค่ปรมาจารย์โชลิชและปรมาจารย์ธูมัสเท่านั้นที่สามารถจู่โจมระยะไกล เนื่องด้วยปรมาจารย์ธูมัสที่กำลังก่อร่างสร้างม่านพลังป้องกันทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่ปรมาจารย์โชลิชเท่านั้นที่สามารถกระทำการโจมตีได้ถึงกระนั้นกระบี่ที่จู่โจมระยะไกลย่อมขาดซึ่งความคมดั่งกระบี่ที่ควรจะเป็น ทันใดนั้นเอง กลุ่มก้อนพลังเวทย์พลันก่อตัวขึ้นอย่างเร็วไวก่อนจะโอบคลุมทั่วทั้งก้อนหินราวกับกรงนก
ม่านป้องกันถูกกางออกในเวลาอันรวดเร็วกว่า ม่านพลังสีฟ้าอ่อนเรืองแสงวิบวับเป็นระลอกๆ ปีศาจแห่งความกลัวในจิตใจพลันสลายหายไปยามถูกสาดส่องกระทบโดยแสงสว่างแห่งความหวัง แสงนั้นเป็นดั่งดวงตะวันในยามราตรีอันมืดมิดและหนาวเหน็บ มันให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่อ
เพียงชั่วพริบตาที่ม่านพลังก่อร่างสร้างเสร็จโดยสมบูรณ์ ปรมาจารย์ฝู่ชิงพลันตอบสนองอย่างรวดเร็ว ร่างของชายชราหายวับไปก่อนไปปรากฏกายอยู่ห่างจากม่านพลังเพียงเอื้อมมือ เรือนร่างนั้นนิ่งงันอยู่เสี้ยวอึดใจพลางหนึ่งมือที่หยิบกระดาษในอาภรณ์แปะเข้าติดกับม่านพลัง แววตาในคราวนี้ไร้ซึ่งความลังเลต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง แทบจะในทันที บังเกิดแสงสีครามสว่างแวบขึ้นหนึ่งครา ตัวยันต์พลันอันตรธานหายไปราวกับรวมหลอมเข้าด้วยกัน
“ยันต์นั่น!? เพิ่มพลังขึ้นครึ่งเท่า---สมบัติระดับดินแดน!!” แม้ของล้ำค่าจะผ่านมือปรมาจารย์ธูมัสมามากมาย ถึงกระนั้นชายชราก็อดนึกเสียดายไม่ได้ที่จะต้องสูญเสียยันต์ชิ้นนี้ไปซึ่งยันต์ที่ปรมาจารย์ฝู่ชิงเพิ่งสูญเสียไปเป็นหนึ่งในสมบัติที่ได้มาจากการสำรวจซากโบราณสถานของเมืองที่ล่มสลายไปนับพันปี อักขระที่สลักอยู่บนยันต์กลับสูงส่งถึงระดับจักรพรรดิ เป็นวัตถุล้ำค่าที่มีเพียงสองชิ้นจากทั่วทั้งแดนมนุษย์
“ข้าคิดดีแล้วจริงๆ” ปรมาจารย์ฝู่ชิงตอบอย่างจำใจ สถานการณ์ตอนนี้ข้องเกี่ยวกับความเป็นความตายของบุคคลระดับดินแดน ด้วยคุณสมบัติของยันต์ มันจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตจากสถานการณ์เสี่ยงตายในครั้งนี้
ประกายไฟแห่งความหวังจุดติดขึ้นมาดั่งแสงจันทราทอแสงรำไรยามรัตติกาล ความหวาดกลัวบนใบหน้าล้วนเหือดหายไปกว่าแปดส่วนกลับถูกเติมเต็มไปด้วยสีหน้าแห่งความปรีดาจากก้นบึ้งของหัวใจ ในขณะนั้นเอง สิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าก็นิ่งงันไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ มันยืนห่างจากใจกลางถึงสามร้อยเมตร ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โอฬารและช่วงแขนที่กว้างไกล ระยะสามร้อยเมตรกลับอยู่ในระยะการโจมตีของมัน
“มันหยุดแล้ว" เหมยหลินกล่าวเสียงต่ำ นัยน์ตาคู่งามยังสั่นไหวเล็กน้อย ภายใต้เงาของเหล่าปรมาจารย์แห่งแดนเทพมนุษย์ หัวใจที่เย็นเยียบเริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
“แท้จริงแล้ว ความเป็นมาของมันเป็นเช่นไรกันแน่…” ปรมาจารย์ธูมัสไถ่ถาม น้ำเสียงฉงนหากแต่ใบหน้าเคร่งเครียดเหนือประมาณ แม้ชายชราผู้นี้จะใช้เวลาไปกับการสร้างม่านพลังถึงกระนั้นทุกหัวข้อการสนทนาล้วนมิอาจหลุดรอดไปจากเขาได้แม้แต่ประโยคเดียว
“ข้าเคยประมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจอยู่บ้าง หากให้เทียบกันแล้ว เป็นความแตกต่างดุจปฐพีและนภา" ปรมาจารย์โหวู๋เอ่ยขึ้น ยิ่งหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ปกป้องดินแดนมนุษย์จากการรุกรานของเผ่าพันธุ์ต่างแดน เผ่าพันธุ์ปีศาจนับได้ว่าสร้างความสะพรึงกลัวได้มากที่สุด นอกจากพลังกายเหนือคณา ความกระหายเลือดของมันยิ่งประทับตราฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณ
เหล่าปรมาจารย์เริ่มพยักหน้าตามๆกัน ไม่ใช่เพียงแค่ปรมาจารย์โหวู๋ที่เคยประมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ เหล่าปรมาจารย์ทุกคนล้วนเคยประมือกับพวกมัน ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดปฏิเสธ แม้เผ่าพันธุ์ปีศาจจะทรงพลังและน่าหวาดกลัว หากแต่ ถ้าจะให้เทียบกับโครงกระดูกยักษ์ในตอนนี้ พวกเขาเริ่มลังเลแล้วว่าตัวตนใดกันแน่ที่เป็นปีศาจ
“ในเมื่อพวกท่านยังมิมีใครรู้ที่มาของมัน เช่นนั้น พวกเราจะได้ทราบกันวันนี้!” ปรมาจารย์ธูมัสแผดเสียงก้อง ทันใดนั้นเอง มวลพลังเวทย์ก็ควบแน่นกันกลางอากาศธาตุ ก่อเกิดเป็นหนึ่งก้อนหินขนาดยักษ์เหนือม่านพลัง นิ้วชี้สั่ง “ทับมันให้เละ!”
ก้อนหินมหึมาเคลื่อนตัวเหนือม่านพลัง แม้ขนาดจะใหญ่โตแต่กลับเคลื่อนไหวรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง เพียงพริบตา ก้อนหินมหึมาพลันตกเข้าใส่โครงกระดูกยักษ์ในทันที มันนำแขนขวาป้องไว้ บังเกิดเสียงดัง บึ้ม!! สองฝ่าเท้าของโครงกระดูกยักษ์จมดิ่งไปในผืนธรณีเนื่องด้วยแรงกดทับอันมหาศาล แรงปะทะแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ผืนดินโดยรอบแตกร้าวดั่งกระจกแตก
เหล่าปรมาจารย์มิได้โง่ สิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าเป็นตัวปริศนาอย่างแท้จริงไร้ซึ่งข้อมูลใดๆ ดั่งคำว่ารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เหล่าชายชราจึงให้ปรมาจารย์ธูมัสลงมือเนื่องด้วยนักเวทย์เป็นประเภทจู่โจมระยะไกล พลังทำลายเป็นวงกว้างและรุนแรง
ในช่วงเวลานั้นเอง ใบหน้าของปรมาจารย์ธูมัสบิดกระตุก ก้อนหินขนาดมหึมาราวกับถูกตัดการเชื่อมต่อระหว่างกันมิอาจควบคุมได้อีก ร่างกายแข็งทื่ออย่างตื่นตะลึง สองตาจับจ้องเหตุการณ์เบื้องหน้าไม่ละสายตา ก้อนหินมหึมาที่ถูกร่ายขึ้นพลันชะงักงันกลางอากาศอยู่เนิ่นนานราวกับหยุดเวลา ทันใดนั้นเอง มันเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยก่อนขับเคลื่อนออกอย่างเชื่องช้า
ดวงตาเบิกกว้างนับสิบคู่จับจ้องเหตุการณ์เบื้องหน้าไม่กระพริบตา ไร้ซึ่งการตอบสนองราวกับแข็งทื่อเป็นรูปปั้นสลักน้ำแข็ง ตื่นตะลึงจนลืมหายใจ ก้อนหินที่สูงใหญ่กว่าสามสิบเมตรและมีขนาดเป็นเท่าตัวของโครงกระดูกยักษ์ถึงกระนั้นมันถูกกุมจับโดยฝ่ามือเดียว นิ้วโครงกระดูกทั้งห้าต่างจมเข้าไปในตัวหินก่อนเหยียดแขนขึ้นชี้ฟ้าอย่างทระนง ผืนธรณีเบื้องล่างถูกบดบังภายใต้เงาของก้อนหินยักษ์ สีหน้าของเหล่าปรมาจารย์ยิ่งซีดเผือดดั่งไร้โลหิต
ไร้ซึ่งระลอกคลื่นของพลังเวทย์จึงเหลือสมมติฐานเพียงข้อเดียว เป็นพลังกายเพียวๆ!! ก้อนหินที่หนักกว่าสิบตันถูกยกขึ้นโดยใช้เพียงฝ่ามือเดียว ยากจะจินตนาการหากต้องต่อกรกับมันในระยะประชิด ถึงแม้ในสายตาของเหล่าปรมาจารย์ ก้อนหินยักษ์สิบตันล้วนไม่นับเป็นอะไรถึงกระนั้นพวกเขาล้วนมั่นใจว่าไม่สามารถยกขึ้นได้โดยใช้เพียงมือข้างเดียว!! หนำซ้ำ ยังเป็นการยกหินที่ไม่ได้พึ่งบทเวทย์ใดๆ เป็นสัตว์ประหลาดโดยแท้จริง!!
“พลังกายบ้าบออันใดกัน” ปรมาจารย์ธูมัสกล่าวขณะที่สองฟันกระทบกันดัง กรอดๆ กระทั่งสิบขุนพลปีศาจยังมิอาจกระทำได้เช่นมัน คู่ควรกับนามของสัตว์ประหลาดโดยแท้จริง
ปรมาจารย์ยูไคหวนคืนสติ สีหน้ากลับกลายเป็นนิ่งสงบดั่งผิวน้ำก่อนเอ่ยขึ้นอย่างขึงขัง “พวกท่านสามารถตรวจดูค่าสเตตัสของมันได้หรือไม่?”
คำถามของปรมาจารย์ยูไคราวกับสายฟ้าฟาดกลางอก เหล่าปรมาจารย์ตระหนักถึงเรื่องนี้มาพักใหญ่ ทว่า กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม ไม่ว่าจะพยายามตรวจดูสเตตัสสักแค่ไหน ล้วนไม่ปรากฏข้อความใดๆ เป็นสิ่งที่น่าประหลาดและเหลือเชื่อในเวลาเดียวกัน ถึงกระนั้นในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย เหล่าปรมาจารย์มิได้ขานตอบหากแต่เพ่งสมาธิไปยังโครงกระดูกยักษ์เบื้องหน้า
ตั้งแต่แรกปรมาจารย์ยูไคล้วนไม่ได้คาดหวังในคำตอบ ชายชราผู้นี้จงใจกล่าวขึ้นเพื่อให้พวกเขายืนยันในข้อสงสัยของตัวเอง
แท้จริงแล้ว เหล่าปรมาจารย์กำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับมัน ความจริงที่ว่าสเตตัสไม่ได้ปรากฏขึ้นมาเป็นเหตุจากมิติโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง การสอดส่องสเตตัสนั้นเป็นการนำกลิ่นอายแห่งพลังมาประมวลผลเป็นตัวเลข เป็นสิ่งที่ทุกชีวิตต่างกระทำได้เหมือนกันราวกับพรจากเทพ มีเพียงเผ่าพันธุ์แค่หยิบมือที่รู้ความจริงในข้อนี้ ถึงกระนั้น ยังไม่มีเผ่าพันธุ์ใดบนโลกต้นกำเนิดที่สามารถปกปิดพลังจากคู่ต่อสู้ได้ เว้นเสียแต่ จะเป็นระดับช่วงพลังที่ห่างชั้นกันอย่างเหนือฟ้า
“ไร้ซึ่งประวัติความเป็นมา ไร้ซึ่งสเตตัส ไร้ซึ่งข้อมูลใดๆเกี่ยวกับมัน พวกเราจะตายไม่ได้! ต้องนำข้อความแห่งการดำรงอยู่ของมันไปกราบทูลท่านเทพมนุษย์!!” ปรมาจารย์ยูไคแผดเสียงก้อง
ขณะนี้ปากของโครงกระดูกยักษ์เผยอออกสุ้มเสียงทุ่มต่ำสุดขั้วเล็ดลอดออกมา “นายบอกให้สังหารสิ้น เป็นคำสั่งจากนายเหนือหัว…”
เหล่าปรมาจารย์เส้นขนพลันลุกชูชันขึ้นทั้งร่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งปรมาจารย์ธูมัสยิ่งเผยสีหน้าตะลึงลาน อันมนุษย์ออกเสียงได้เพราะลิ้น ดำรงอยู่ได้เพราะอวัยวะในร่างกายสมควรเป็นปัจจัยพื้นฐานของเหล่าสิ่งมีชีวิตทั่วโลกหล้า ในขณะที่โครงกระดูกสีขาวนวลเบื้องหน้าไร้ซึ่งอวัยวะภายใน ไม่ต้องเอ่ยถึงการออกเสียง มันไม่สมควรมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ!! เพียงเดินได้นับว่าเป็นศาสตร์แห่งปาฏิหาริย์มากพอแล้ว มันเลิศเลอจนกระทั่งพูดได้!!
“หูข้ามิได้ฝาดไปใช่หรือไม่…” ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวขณะใบหน้าบิดกระตุก
“ถ้าท่านหูฝาดเช่นนั้นข้าก็คงมิต่างกัน” ปรมาจารย์ยูไคเอ่ย ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปยังโครงกระดูกสีขาวนวลเบื้องหน้า
…..
ณ มิติภูเขาศตวรรษ ณ ทิศใต้
ภายในโพรงถ้ำลึกล้ำเข้าไปข้างใน หินงอกหินย้อยจำนวนมากล้วนประดับอยู่บนเพดานถ้ำ ก้อนหินน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ มันสมควรเป็นถ้ำธรรมดาไร้ซึ่งสิ่งพิเศษอันใด แต่ทว่า พวกมันไร้ซึ่งกลุ่มก้อนน้ำแข็งหรือความหนาวเหน็บจากผลกระทบของเหมันตฤดู เป็นถ้ำหินธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพียงย่างกรายเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่น่าประหลาด
ขณะนี้หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินลึกเข้าไปข้างในด้วยท่วงท่าอันหนักแน่นดุจขุนเขาและสงบนิ่งดั่งผืนน้ำ ใบหน้าขึงขังกลับกลายเป็นท้อแท้ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “อะไรกัน กลิ่นอายนี่ราวกับแตะอยู่ที่ปลายจมูกแท้ๆ เหตุใดข้ายังหามันไม่เจอกันนะ”
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:6,289 พลังกาย:690,221 พลังเวทย์:1,480,112 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ