กลางดึกขณะที่มู่ไห่เฉินเพิ่งจะตื่นได้ไม่นาน หลังจากอ่อนเพลียมาทั้งวัน เขาตรงไปยังตลาดกลางคืน ตั้งใจหาอะไรกินเสียหน่อย เพราะช่วงที่ผ่านมานี้เขาแทบไม่ได้กินอะไร
ท่ามกลางเสียงพูดคุยในตลาด กลายเป็นเสียงแตกตื่น ห่างออกไปมีแสงไฟสว่างวาบไม่หยุด ดูแล้วคงเป็นไฟไหม้ที่ไหนสักแห่ง ด้วยสัญชาตญาณของมือปราบจึงได้รีบวิ่งเข้าไป
ที่แท้สถานที่ที่ไฟไหม้ก็คือหอจุ้ยเยว่ มู่ไห่เฉินเห็นมือปราบหลายคนช่วยกันยกถังน้ำดับไฟ เขาจึงเข้าไปช่วยด้วยอีกแรง
ว่าไปแล้ว ไฟนี้ก็แปลก คล้ายจะไหม้จากยอดอาคารลงมาเบื้องล่าง
ไม่นานนักมือปราบเถี่ยก็มาถึง หลังจากประเมินสถานการณ์ มือปราบเถี่ยก็สั่งการให้เฝ้าระวังและจัดการบริเวณรอบ ๆ อย่าให้ไฟลามไปยังบ้านเรือนข้างนอกก็พอ
มู่ไห่เฉินที่เห็นก็รีบวิ่งไปหามือปราบเถี่ย เพื่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น
มือปราบเถี่ยเล่าว่า จากรายงานพบว่าไฟไหม้จากยอดอาคารและค่อย ๆ ลามลงมาเบื้องล่าง ซึ่งแท้จริงเหตุการณ์แบบนี้ก็น่าแปลกเกินไป ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็โชคดีไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ
ไม่นานนักก็มีมือปราบหลายคนทยอยวิ่งเข้ามา แต่ละคนนั้นพกเหรียญประทับลายยมทูต
มือปราบเถี่ยถอนหายใจ เหมือนนี่เป็นสิ่งที่จะสรุปเหตุการณ์ประหลาดนี้ได้ทั้งหมด
สุดท้ายแล้วนี่ก็เป็นเหตุวางเพลิง แต่เหตุใดที่คนของยมทูตหน้าขาวถึงทำเช่นนี้ มือปราบเถี่ยก็คาดเดาไม่ได้
เหมือนว่ามู่ไห่เฉินจะพอเดาออกมาบ้างว่าเพราะเหตุใด แต่นั้นก็สรุปไม่ได้ เพราะตัวเองก็ไม่มั่นใจว่ายมทูตหน้าขาวกลุ่มนี้จะรู้เรื่องของจางเฉินอี้มากน้อยเพียงใด
แต่แล้วไฟก็ลุกไหม้ตลอดทั้งคืน กระทั่งเช้าแล้วไฟก็ยังลุกไหม้ไม่หยุด แต่อาคารทั้งหลังก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว ชาวบ้านและเหล่ามือปราบก็ทำได้แค่ควบคุมไฟไม่ให้ลุกลาม
เช้านี้ ที่ว่าการเรียกรวมเหล่ามือปราบ การกระทำของกลุ่มยมทูตหน้าขาวทั้งสองครั้งนั้นดูถูกกฎหมายเป็นอย่างมาก ยิ่งเรื่องเกิดที่เมืองอู่หลินอีก ย่อมเป็นที่ยอมรับไม่ได้
ดังนั้นวันนี้จะมีการตรวจเข้มทุกพื้นที่ และตรวจสอบคนเข้าออกเมืองอย่างละเอียด
แน่นอนทั้งสองเหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายรุนแรง เจ้าเมืองต้องถูกตำหนิจากเบื้องบนเป็นแน่
ในความวุ่นวายของที่ว่าการ มู่ไห่เฉินตรงไปยังมือปราบเถี่ย
มู่ไห่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่เต็มคำนัก
“พี่เถี่ย…คือข้าคิดว่ามือปราบไม่เหมาะกับข้าเท่าใดนัก ดังนั้นข้าคิดว่าอาจจะอยู่ไม่ถึงหกเดือนอย่างที่ตกลงไว้”
มือปราบเถี่ยพอได้ยินก็ใจหาย เขารู้ดีว่ามู่ไห่เฉินเพิ่งผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมา แต่เขาก็อยากให้มู่ไห่เฉินเข้มแข็งเอาไว้ และสู้ต่อ
เพื่อไม่ให้ใครต้องสูญเสียแบบนี้อีก เราจะต้องยืนหยัดอยู่ต่อไปเพื่อพิทักษ์กฎหมาย และดูแลทุกข์สุขของชาวเมือง
มือปราบเถี่ยพยายามโน้มน้าวมู่ไห่เฉินอีกครั้ง เขากล่าวต่อว่า เขามองเห็นความสามารถของมู่ไห่เฉิน เขาอยากฝากฝังให้มู่ไห่เป็นผู้ที่พึ่งพาได้ในอนาคตของเหล่ามือปราบ นั้นเป็นเหตุให้เขาต้องชวนมู่ไห่เฉินเข้าร่วมมือปราบ
มู่ไห่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง สิ่งที่มือปราบเถี่ยพูดก็ถูก แต่อย่างไรเสียความตั้งใจของเขาก็หนักแน่น มือปราบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากเป็น ดังนั้นเขายืนกรานจะจากไป
มือปราบเถี่ยกำลังจะเอ่ยปากโน้มน้าวใจอีกครั้ง แต่พอเห็นแววตาของมู่ไห่เฉินเขาก็หยุดลง
มือปราบเถี่ยตบไหล่มู่ไห่เฉินเบา ๆ
“เข้าใจแล้วน้องมู่ พรุ่งนี้ให้คืนชุดและตราประจำตัว ว่าแต่…เจ้าจะไปจากเมืองอู่หลินเมื่อใดเล่า”
มู่ไห่เฉินกล่าวว่าจะอยู่อีก สามหรือสี่วัน เขาต้องนัดเจอศิษย์พี่อีกครั้งก่อนเดินทางไกล
มือปราบเถี่ยที่ได้ยินก็ใจหายอีกครั้ง ไม่คิดว่ามู่ไห่เฉินจะจากไปเร็วเช่นนี้
มือปราบเถี่ยนัดมู่ไห่เฉินเพื่อเลี้ยงอำลาในวันพรุ่งนี้ เขาเน้นย้ำว่าพรุ่งนี้ช่วงหัวค่ำ มู่ไห่เฉินต้องทำตัวให้ว่างเข้าไว้
มู่ไห่เฉินรับปาก ก่อนจะเดินจากไปเพื่อทำหน้าที่มือปราบวันนี้ของตนเอง
วันนี้มู่ไห่เฉินรับหน้าที่ตรวจตราตามสถานที่ต่าง ๆ ที่คาดว่าอาจจะเป็นที่กบดานของเหล่ายมทูตหน้าขาว
แม้จะตรวจตราเข้มงวดเพียงใด แต่ทั้งวันนี้ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ดูท่าแล้วคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา มิน่าเล่าถึงไม่เคยมีผู้ใดจับกุมคนกลุ่มนี้ได้
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ทั้งเหล่าทหารและมือปราบร่วมมือกันตรวจตราเข้มงวด หากแม้กลุ่มยมทูตหน้าขาวคิดจะก่อการใดก็คงไม่ง่ายดายนัก
รุ่งเช้าของวันถัดไป มู่ไห่เฉินเก็บชุดมือปราบอย่างเรียบร้อย เขาวางตราประจำตัวไว้บนห่อผ้า หลังจากนี้ความหนักอึ้งในหน้าที่ก็จะจบลง
ในใจรู้สึกกลับไปเบาสบายอีกครั้ง เหมือนอิสรภาพที่เคยขาดหายได้กลับคืนมา แต่อีกใจเองก็รู้สึกใจหาย ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับ ในฐานะมือปราบเองก็มีเรื่องราวให้น่าจดจำไม่น้อย เพื่อนฝูงในกองปราบก็ล้วนรักใคร่ใจเดียวกัน แม้จะไม่ต้องใช้เวลาสนิทกันมากก็ตาม ขอแค่เพียงได้รับภารกิจ ทุกคนก็ล้วนพร้อมใจเป็นใจหนึ่งใจเดียวกัน
ก่อนไปที่ว่าการ มู่ไห่เฉินก็ไม่ลืมแวะส่งจดหมายหาศิษย์พี่ ไม่รู้ว่าพอนางได้รับจดหมายแล้วจะรู้สึกอย่างไร นี่เพิ่งจะสามเดือนกว่า ยังห่างไกลจากความตั้งใจเดิมหกเดือนมากนัก
มู่ไห่เฉินเดินไปยังที่ว่าการ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ อยู่หน้าห้องบัญชาการของหัวหน้ามือปราบเถี่ย
ประตูห้องเปิดกว้างโอบรับผู้คนในกองปราบ ด้านในสุดเป็นหัวหน้ามือปราบที่ผู้คนต่างเคารพรัก
ยามนี้ด้านในมีมือปราบเถี่ยและมือปราบอีกสองสามคนกำลังวางแผนบางสิ่งอยู่
มู่ไห่เฉินเดินเข้าไปก่อนจะกล่าวขออนุญาตเสียงดังเพื่อให้คนด้านในรับรู้การมาถึงของตน
มือปราบเถี่ยหันมองก่อนจะกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
มู่ไห่เฉินวันนี้นำเครื่องแบบและกระบี่มาส่งคืน มือปราบเถี่ยที่เหมือนกำลังวุ่นอยู่จึงกล่าวให้มือปราบท่านหนึ่งไปส่งมู่ไห่เฉินที่กองบัญชี
ก่อนจากไปมือปราบเถี่ยยังเน้นย้ำว่ากระบี่นั้นเก็บไว้ก่อน แล้วอย่าลืมนัดหมายของวันนี้
มู่ไห่เฉินรับปาก ก่อนจะตามมือปราบท่านหนึ่งไปยังกองปราบหน่วยบัญชี
มู่ไห่เฉินคืนเครื่องแบบและตราประจำตัว ก่อนจากไปยังได้รับเงินอีกจำนวนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนของเดือนนี้
หลังจากเดินออกจากที่ว่าการ มู่ไห่เฉินก็เริ่มเดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมาย ในใจยังนึกถึงสหายในวันวาน
รอยยิ้มและน้ำเสียงของจางเฉิงอี้ยังดังก้องในหูในยามนึกถึง คำพูดมากมายของนางตลอดเวลาที่ผ่านมา ยามนี้พอมานึกถึง มู่ไห่เฉินจึงตระหนักรู้ว่านางนั้นไว้วางใจเขามากเพียงใด ถึงสุดท้ายแล้วเส้นทางที่นางเลือกไม่ได้งดงาม แต่ภาพจำสุดท้ายของนางที่มีให้ก็ยังคงเป็นรอยยิ้มที่จริงใจเสมอ
เดินไปมาในเมืองจนมู่ไห่เฉินไปโผล่กลางสี่แยก เบื้องหน้าเป็นร้านอาหารกิจการของตระกูลจาง แม้ที่นี่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าหอจุ้ยเยว่ แต่ก็คงเพียงพอให้เลี้ยงชีพได้
จางเฉิงอี้มักเป็นคนดูแลกิจการที่นี่เสมอ ที่นี่แทบจะเป็นสถานที่นัดพบของเขาทั้งสองคน ยามนี้มองเข้าไปก็กลายเป็นบิดาของนางเป็นคนดูแล
คนผู้นั้นแม้ไม่ใช่คนดี มู่ไห่เฉินเองก็อยากสับร่างคนผู้นี้ให้เป็นหมื่น ๆ ชิ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่สาสมกับสิ่งที่เขาทำ
ยิ่งคิดยิ่งโกรธแค้น แต่คงทำได้เพียงปล่อยวาง เขาไม่ใช่ยมทูตที่จะต้องไปตัดสินชีวิตของใคร แต่เชื่อเถอะ แค่เพียงจางเฉิงอี้เอ่ยปากสักคำ เขาก็พร้อมเป็นยมทูตได้ในทันที น่าเสียดายนักที่นางยังเก็บความเจ็บปวดเอาไว้ และแบกรับมันจนวินาทีสุดท้าย
มู่ไห่เฉินได้แต่คิด เมื่อก่อนตนนั้นสนใจเพียงแต่เรื่องงาน เรื่องอื่นใดล้วนไม่เคยใส่ใจ ไม่รับรู้ความเจ็บปวดที่แท้จริง เขาเพียงดิ้นรนหลบหนีความยากลำบาก จนรู้สึกว่าได้ละทิ้งชีวิตของตนเองไปนานแล้ว
ยามนี้ได้รับรู้ถึงชีวิต ความรัก ความสุข และความเจ็บปวด เขาถึงได้เข้าใจชีวิตมากขึ้น
แท้จริงแล้วโลกใบนี้ซับซ้อน ทุกผู้คนก็ต่างแบกรับเรื่องราวของตนเองไว้บนบ่า
มู่ไห่เฉินเองยามนี้ก็ต้องแบกรับความกังวล แบกรับอนาคตที่ตนเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้ ชีวิตบนเส้นทางการท่องยุทธภพแห่งนี้ ไม่รู้ว่าจะสามารถหาคำตอบที่เขาพึงพอใจได้หรือไม่