ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 403 : เปลวเพลิงในวารี

จารึกที่ 403 : เปลวเพลิงในวารี : การหลอมรวมแห่งวัฏจักรและเนตรสวรรค์ที่คืบคลาน


แสงตะวันสีชาดคล้อยต่ำลงแตะเส้นขอบฟ้า สาดส่องผ่านแนวหินผาที่แห้งแล้งและแตกระแหงของดินแดนรกร้างบูรพา เงาของแท่งศิลาขนาดยักษ์ที่เรียงรายระเกะระกะทอดยาวบิดเบี้ยว ประดุจนิ้วมือของคนตายที่พยายามไขว่คว้าสรวงสวรรค์ ลมพัดโชยนำพากลิ่นอายของเถ้าธุลีและความเก่าแก่มาเตะจมูก


ลึกเข้าไปในหุบเหวศิลาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชะง่อนผาขนาดมหึมา คณะผู้เดินทางชุดเสื้อคลุมสีเข้มได้หยุดพักฝีเท้าลง


เย่ปิงอวิ๋นสะบัดข้อมือเบาๆ ป้ายค่ายกลหยกหกแผ่นพุ่งตัวฝังลงในผืนดินรอบบริเวณ ถักทอเส้นสายปราณสีฟ้าจางๆ กลืนกินร่องรอยการคงอยู่และปิดกั้นเสียงลมหายใจของทุกคนอย่างแนบเนียน หลินชิงเสวี่ยก้าวตามไปติดๆ นางร่ายรำนิ้วมือส่งปราณพฤกษาสีมรกตแทรกซึมลงไปในรากไม้แห้งที่ฝังลึก กระตุ้นให้พวกมันเติบโตขึ้นมาพันธนาการรอยแยกของหินผา เสริมความแข็งแกร่งให้แก่กำแพงธรรมชาติ


ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานยืนคุมเชิงอยู่ปากทางเข้าหุบเหว ดวงตาของยอดกระบี่และผู้ครอบครองอัคคีบรรพกาลกวาดมองความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างเคร่งเครียด


"พวกเราเดินทางรอนแรมมาโดยไม่หยุดพักตั้งแต่ล่วงออกจากหุบผาหมอกคร่ำครวญ กลิ่นอายของนักล่าพวกนั้นถูกสลัดหลุดไปแล้วก็จริง ทว่าความรู้สึกอึดอัดที่กดทับอยู่บนแผ่นหลังกลับไม่จางหายไปเลย" เฟิงอี้หรานขมวดคิ้ว เปลวเพลิงในจุดตันเถียนของเขาสั่นไหวเบาๆ ราวกับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่มองไม่เห็น


"ตระกูลเซียนโบราณผู้พิทักษ์กฎ ทรงอำนาจเกินกว่าขุมกำลังใดๆ ที่พวกเราเคยเผชิญหน้า" มู่หลางตอบเสียงเข้ม นิ้วหัวแม่มือดันโกร่งกระบี่นิรันดร์ขึ้นเล็กน้อย "พวกมันยึดถือตนเองเป็นเจ้านายแห่งกฎเกณฑ์ การที่อาเจียลบล้างวิถีเต๋าของมือสังหารพวกนั้น เท่ากับตบหน้าพวกมันฉาดใหญ่ ตาเฒ่าที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เมฆย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปเฉยๆ แน่"


ลึกเข้าไปด้านในหุบเหว อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาเรียบราบ ใบหน้าของชายหนุ่มสงบเยือกเย็นประดุจผิวน้ำไร้คลื่น เขากำลังปรับลมหายใจให้สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของชีพจรฟ้าดินในอาณาบริเวณนี้


ตรงหน้าของเขา กล่องหยกโบราณสามใบวางเรียงรายอยู่


"อาเจีย เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?" องค์หญิงน้อย ภูตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ ปรากฏกายขึ้นนั่งห้อยขาอยู่บนขอบกล่องหยกใบหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มของนางแฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด "ทรัพยากรระดับบรรพกาลทั้งสามสิ่งนี้ แม้แต่ยอดฝีมือระดับแยกวิญญาณขั้นสูงสุด ยังต้องเตรียมค่ายกลป้องกันและมีผู้อาวุโสคอยถ่ายทอดปราณคุ้มครองเส้นชีพจร หากเจ้าฝืนกลืนกินพวกมันเข้าไปพร้อมกันโดยพึ่งพาเพียงทารกวิญญาณสูญตา... ปฏิกิริยาสะท้อนกลับอาจทำให้เจ้าแหลกสลายได้นะ"


อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำทอประกายเด็ดเดี่ยว "ข้าไม่มีทางเลือกอื่น องค์หญิงน้อย ศัตรูที่กำลังคืบคลานเข้ามามิใช่วิหารศัสตราสวรรค์ที่มีดีเพียงความมั่งคั่ง ทว่าคือผู้ที่กุมความลับของเส้นทางฝึกตนในโลกเซียน หากข้าไม่ยกระดับการผสานอักขระขึ้นสู่ขั้นที่ห้า ข้าจะไม่มีกำลังพอที่จะกางปีกปกป้องพวกพ้องเมื่อพายุใหญ่มาเยือน"


มู่เฉิน ปรากฏร่างโปร่งแสงขึ้นเคียงข้างศิษย์รัก ท่านถอนหายใจยาว "วิถีแห่งเต๋าของเจ้านั้นลึกล้ำ ทว่าความเสี่ยงก็สูงล้ำเป็นเงาตามตัว การนำ 'แก่นวิญญาณธาตุลมบริสุทธิ์' 'หินอุกกาบาตเพลิงดารา' และ 'น้ำพุปรมัตถ์' เข้าสู่ร่างกายพร้อมกัน คือการนำเอาพายุ ภูเขาไฟ และมหาสมุทร มาทำสงครามกันในจุดตันเถียน... เจ้าต้องใช้ 'ความว่างเปล่า' เป็นเตาหลอมให้จงได้ หากเสียสมาธิเพียงเสี้ยวลมหายใจ ทุกอย่างจะพังทลาย"


"ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์"


อาเจียประสานมือคารวะ ก่อนจะยื่นมือออกไปเบื้องหน้า พู่กันนิรันดร์เปล่งแสงสีทองประกายม่วงวาบขึ้นในอุ้งมือ ชายหนุ่มมิได้รีรอ เขาตวัดปลายพู่กันกลางอากาศธาตุอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง


เส้นสายอักขระสีเงินยวงนับหมื่นตัวอักษรหลั่งไหลออกจากปลายพู่กัน ประดุจฝูงผีเสื้อที่เริงระบำในยามราตรี พวกมันพุ่งกระจายออกไปล้อมรอบร่างของเขาและแท่นศิลา ถักทอเป็นวงจรที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง นี่คืออักขระวัฏจักรขั้นสูงสุดที่อาเจียเคยใช้สร้างกำไลหยกทมิฬ ทว่าคราวนี้ เขาใช้มันสร้างค่ายกลเพื่อกักเก็บพลังงานที่จะระเบิดออกจากร่างของตนเอง!


เมื่อวงจรอักขระเสร็จสมบูรณ์ อาเจียใช้ปราณเซียนกระแทกเปิดกล่องหยกทั้งสามใบพร้อมกัน!


*ฟูม! ซ่า! ครืน!*


พายุหมุนเกรี้ยวกราด เปลวเพลิงสีชาดที่ร้อนระอุ และมวลวารีที่หนักอึ้ง พุ่งทะยานออกจากกล่องหยกพร้อมกัน หมายจะฉีกกระชากกันเองตามสัญชาตญาณดั้งเดิมของธาตุที่ขัดแย้ง ทว่าก่อนที่พวกมันจะทันได้ปะทะกัน อาเจียก็เบิกตากว้าง ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง!


"กลืนกิน!"


ชายหนุ่มตวาดเสียงกร้าว อ้าปากสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แรงดึงดูดมหาศาลที่เกิดจากเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า กระชากแก่นแท้ของทรัพยากรทั้งสามสายให้พุ่งสวนทาง เข้าสู่ปากของเขาโดยตรง!


พริบตาที่พลังงานบรรพกาลไหลล่วงเข้าสู่ลำคอ ใบหน้าของอาเจียพลันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นตามขมับและลำคอ ผิวหนังของเขาเดี๋ยวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำประดุจถ่านเพลิง เดี๋ยวเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวประดุจน้ำแข็ง และบางครั้งก็ปริแตกออกด้วยแรงอัดของพายุที่ฉีกกระชากอยู่ภายใน


*อั่ก!*


อาเจียกระอักเลือดสีคล้ำออกมาคำโต ทว่าเลือดนั้นยังไม่ทันตกลงสู่พื้น ก็ถูกความร้อนแผดเผาจนกลายเป็นไอ และถูกสายลมตีกลับเข้าสู่ม่านอักขระรอบตัว


เพื่อนๆ ที่เฝ้าดูอยู่รอบนอกต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดจนถึงขีดสุด หลิงเอ๋อร์ยกมือกุมหน้าอกด้วยความตกใจ ทว่าปิงอวิ๋นจับไหล่นางไว้แน่น ส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามมิให้เข้าไปแทรกแซง การหลอมรวมวิถีเต๋าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ฝึกตน หากมีพลังภายนอกเข้าไปแทรกแซงแม้เพียงเสี้ยวเดียว วัฏจักรจะพังทลายทันที


ภายในจุดตันเถียนของอาเจีย บัดนี้แปรสภาพกลายเป็นสมรภูมิแห่งวันสิ้นโลก ทารกวิญญาณสูญตาที่โปร่งใส กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางพายุเพลิงและเกลียวคลื่นวารี พลังงานทั้งสามพยายามจะฉีกกระชากทารกวิญญาณให้แหลกละเอียด อาเจียต้องใช้เจตจำนงที่แน่วแน่ประดุจเหล็กกล้า บังคับให้ทารกวิญญาณวาดอักขระสูญตาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ความไม่มี ดูดซับและเจือจางความเกรี้ยวกราดเหล่านั้น


"ลมหนุนเพลิง... เพลิงระเหยวารี... วารีกลั่นสายลม... วัฏจักรจงก่อเกิด!"


เจตจำนงของอาเจียดังก้องในห้วงวิญญาณ เขาปฏิเสธที่จะใช้กำลังบีบบังคับ ทว่าเขาพยายามชี้นำให้ธาตุทั้งสามเห็นถึงเส้นทางที่สอดประสานกัน


เวลาล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า แต่ละลมหายใจเข้าออกของอาเจียเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงแก่นกระดูก ผิวหนังของเขาเริ่มปริแตกหลายแห่ง เลือดสีเงินยวงไหลซึมออกมาชโลมร่าง ทว่าดวงตาของเขายังคงปิดสนิท ไม่ยอมแพ้ต่อความทรมาน


ในขณะที่อาเจียกำลังต่อสู้กับพลังบรรพกาลภายในร่าง ภายนอกหุบเหว... ภัยคุกคามที่พวกเขากังวลก็เริ่มปรากฏตัว


ณ จุดที่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ บนเรือรบหยกขาวขนาดยักษ์ที่ลอยตัวอยู่เหนือหมู่เมฆ กลุ่มบุรุษชราในชุดคลุมสีขาวขลิบทองกำลังยืนล้อมรอบแท่นศิลาแกะสลักที่มีลวดลายซับซ้อน บนแท่นศิลานั้นมี 'กระจกสำริดโบราณ' บานหนึ่งวางอยู่


บุรุษชราผู้เป็นผู้นำ ซึ่งมีระดับพลังสภาวะแยกวิญญาณขั้นสูงสุด กรีดนิ้วชี้หลั่งหยดเลือดสีทองลงบนกระจกสำริด ปากพึมพำอักขระโบราณที่ฟังดูคล้ายเสียงสวดมนต์ของทวยเทพ


"ตาข่ายฟ้ากำเนิดดั้งเดิม... เปิดนัยน์ตาแห่งสวรรค์ ค้นหาผู้ที่ตัดขาดเส้นด้ายแห่งสัจธรรมในดินแดนตะวันออก!"


สิ้นเสียงคำราม กระจกสำริดเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า ลำแสงสีทองพุ่งทะลุชั้นเมฆ กระจายตัวออกเป็นตาข่ายแสงที่ละเอียดอ่อนครอบคลุมผืนแผ่นดินรกร้างบูรพานับแสนลี้ มันมิใช่ค่ายกลโจมตี ทว่ามันคือเจตจำนงของฟ้าดินที่ถูกบีบบังคับให้ทำหน้าที่เป็น 'เนตรสวรรค์' กวาดค้นหาทุกความผันผวนที่ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ดั้งเดิม


เมื่อตาข่ายแสงนี้แผ่ขยายออกไป บรรยากาศในดินแดนรกร้างบูรพาพลันหนักอึ้ง อสูรบรรพกาลที่ดุร้ายยังต้องหมอบราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ผู้ฝึกตนที่เร้นกายอยู่ตามถ้ำต่างรู้สึกหายใจติดขัด ราวกับมีภูเขาที่มองไม่เห็นกดทับลงบนบ่า


ณ หุบเหวที่ซ่อนตัวของกลุ่มอาเจีย


*ตึง!*


ม่านค่ายกลที่เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยกางไว้ พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าว! ปราณฟ้าดินรอบหุบเหวถูกกดทับจนบิดเบี้ยว ก้อนหินขนาดใหญ่ปริแตกและร่วงหล่นลงมา


"แรงกดดันนี่มันอะไรกัน!" เฟิงอี้หรานตะโกน ฝืนหยัดขาทั้งสองข้างให้มั่นคง เปลวเพลิงบรรพกาลลุกพึ่บขึ้นเพื่อต้านทานน้ำหนักที่มองไม่เห็น


"พวกมันไม่ได้ส่งคนมาตามหาเราทีละหุบเขา... ทว่าพวกมันใช้ศัสตราระดับเทพ สแกนกฎเกณฑ์ของฟ้าดินทั้งดินแดนตะวันออก!" ฉินมู่หลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม เขาสัมผัสได้ถึงเส้นด้ายสีทองจางๆ ที่ทาบทับอยู่บนก้อนเมฆ "ความผันผวนที่เกิดจากการหลอมรวมวิถีเต๋าของอาเจีย รุนแรงเกินไป ค่ายกลพรางฟ้าของพวกเจ้าปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว!"


"หากพวกมันจับตำแหน่งของพวกเราได้ กองทัพของตระกูลเซียนโบราณจะแห่กันมาที่นี่ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป!" ปิงอวิ๋นกัดฟัน นางเร่งถ่ายทอดปราณเซียนเข้าสู่ป้ายหยกเพื่ออุดรอยรั่ว ทว่าแรงกดดันจาก 'ตาข่ายฟ้ากำเนิดดั้งเดิม' นั้นมหาศาลเกินกว่าระดับพลังของนางจะต้านทานไหว


เงาดำใต้โขดหินกระเพื่อมอย่างบ้าคลั่ง เจ้าถุงเงินพุ่งทะยานออกมาจากมิติเงา ดวงตาสีเงินของราชันแมงมุมมิติสูญตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันสัมผัสได้ว่าเส้นใยพรางตาของมันที่ถักทอไว้ในมิติ กำลังถูกละลายด้วยแสงสีทองที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า


ในขณะที่สถานการณ์ภายนอกกำลังวิกฤต ภายในจุดตันเถียนของอาเจีย การต่อสู้ก็ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก!


ธาตุลม เพลิง และวารี ที่เคยต่อต้านกัน บัดนี้เริ่มอ่อนแรงลงภายใต้การกลืนกินของอักขระสูญตาที่ทารกวิญญาณวาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาเจียสัมผัสได้ถึง 'จังหวะ' ที่สอดประสานกันของธาตุทั้งสาม


"วิถีแห่งเต๋า... มิใช่การทำลาย ทว่าคือการก่อกำเนิด!"


เจตจำนงของอาเจียพุ่งทะยานถึงขีดสุด! ทารกวิญญาณสูญตาลุกขึ้นยืน อ้าแขนรับพายุเพลิงและเกลียวคลื่นวารี อักขระสูญตาตัวสุดท้ายที่สว่างไสวที่สุด ถูกประทับลงที่จุดศูนย์กลางของการปะทะ!


*เปรี้ยงงงง!*


เสียงระเบิดดังกึกก้องภายในร่าง ทว่ามิใช่การระเบิดแห่งความพินาศ ทว่าเป็นการก่อกำเนิดใหม่! พลังงานที่บ้าคลั่งหลอมรวมกันภายใต้กฎแห่งวัฏจักร แปรสภาพเป็นวงแหวนสามสี (แดง น้ำเงิน ขาว) ที่หมุนวนอย่างสงบอยู่รอบตัวทารกวิญญาณสูญตา


บาดแผลบนผิวหนังของอาเจียสมานตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายที่เคยผันผวนกลับกลายเป็นความสงบนิ่งที่ลึกล้ำประดุจห้วงเอกภพ เขาก้าวข้ามขีดจำกัด บรรลุการผสานอักขระขั้นที่ห้า อย่างสมบูรณ์!


ชายหนุ่มลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทบัดนี้มีวงแหวนสามสีจางๆ สะท้อนอยู่ภายใน เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากฟากฟ้าที่กำลังบีบคั้นม่านค่ายกลของสหาย


"ตระกูลเซียนโบราณ... พวกท่านช่างกัดไม่ปล่อยเสียจริง"


อาเจียผุดลุกขึ้นยืน กลิ่นอายความเหนื่อยล้าปลิวหายไปสิ้น ชายหนุ่มก้าวเดินเพียงก้าวเดียว ร่างของเขาก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าสหายทั้งสี่คนที่กำลังฝืนทนต้านทานแรงกดดัน


"อาเจีย! เจ้าทำสำเร็จแล้ว!" ชิงเสวี่ยอุทานด้วยความยินดี


"พักเถิด พวกเจ้าทำดีที่สุดแล้ว" อาเจียเอ่ยเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงพลัง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เส้นด้ายสีทองที่ทาบทับอยู่บนเมฆกำลังจะตกลงมาสัมผัสกับหุบเหวนี้


พู่กันนิรันดร์ในมือของอาเจียถูกชูขึ้นสูง คราวนี้ เขาไม่ต้องวาดอักขระทีละเส้นสายอีกต่อไป ด้วยระดับพลังที่เพิ่มขึ้นและความเข้าใจในวิถีเต๋าที่ลึกล้ำ เขาเพียงแค่ตวัดปลายพู่กันออกไปเบาๆ หนึ่งครั้ง!


"บัญชาอักขระ: ตัดสัจธรรม!"


เส้นแสงสีเงินยวงที่ผสานด้วยพลังแห่งวัฏจักรสามธาตุ พุ่งทะยานแหวกอากาศขึ้นสู่ฟากฟ้า! มันมิใช่ปราณกระบี่ที่บ้าคลั่ง ทว่ามันคือ 'เจตจำนง' ที่แหลมคมที่สุด เส้นแสงนั้นกรีดผ่านตาข่ายฟ้ากำเนิดดั้งเดิม ราวกับกรรไกรคมกริบตัดผ่านผ้าแพรเนื้อบาง


*ฉัวะ!*


เส้นด้ายสีทองเหนือหุบเหวขาดสะบั้น! แรงกดดันที่หนักอึ้งประดุจภูเขาพังทลายลงในพริบตา ปราณฟ้าดินที่เคยถูกบีบคั้นกลับมาไหลเวียนอย่างอิสระอีกครั้ง


ไกลออกไปนับหมื่นลี้ บนเรือรบหยกขาว กระจกสำริดโบราณบนแท่นศิลาพลันเกิดรอยร้าวลึก! ผู้อาวุโสระดับแยกวิญญาณที่กำลังร่ายรำวิชา กระอักเลือดออกมาพร้อมกัน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง


"เจตจำนงของสวรรค์... ถูกตัดขาด!" ผู้นำบุรุษชราเบิกตากว้าง "ผู้ใดกันที่ครอบครองวิถีเต๋าที่สามารถต้านทานเนตรสวรรค์ได้! ร่องรอยของพวกมันในทิศตะวันออกหายไปโดยสิ้นเชิง!"


กลับมาที่หุบเหวศิลา สหายทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อแรงกดดันมลายหายไป ทว่าอาเจียยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึม


"นี่เป็นเพียงการตัดข่ายสัมผัสเฉพาะจุดชั่วคราวเท่านั้น" อาเจียหันกลับมามองเพื่อนๆ "การที่ข้าลงมือ เท่ากับเป็นการชี้เป้าให้พวกมันรู้ว่าเราอยู่ในเขตดินแดนรกร้างบูรพา พวกมันจะส่งกองกำลังที่แท้จริงมากวาดล้างพื้นที่นี้แบบปูพรมในไม่ช้า"


"แล้วเราจะทำเช่นไรต่อไป? กลับไปหลบซ่อนที่ป้อมปราการหมื่นอักขระหรือ?" เฟิงอี้หรานถาม


"ไม่ ป้อมปราการหมื่นอักขระยังไม่พร้อมรับมือกับอำนาจระดับตระกูลเซียนโบราณ หากเรากลับไป จะเป็นการนำภัยไปสู่คนของเรา" อาเจียส่ายหน้า เขามองลึกเข้าไปในความมืดมิดของดินแดนรกร้าง


"เมื่อครู่... ในขณะที่ข้าหลอมรวมธาตุบรรพกาล ข้าสัมผัสได้ถึงเสียงกระซิบที่เก่าแก่และคุ้นเคยซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนนี้... มันคือกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับอักขระสูญตา" อาเจียเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความค้นหา "ในดินแดนตะวันออกที่ห่างไกลนี้ มีสถานที่แห่งหนึ่งที่อำนาจของตระกูลเซียนโบราณไม่อาจก้าวล่วง... ซากปรักหักพังแห่งยุคอสูรบรรพกาล... 'วิหารสุริยันจันทรา'"


"วิหารสุริยันจันทรา?" มู่เฉินที่ลอยอยู่เคียงข้างเบิกตากว้าง "สถานที่ต้องห้ามที่เล่าขานกันว่าซ่อนความลับเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของเผ่าพันธุ์ต่างแดนและกฎเกณฑ์แห่งแสงสว่างกับความมืดไว้น่ะหรือ?"


"ถูกต้อง ท่านอาจารย์" อาเจียพยักหน้า "กฎเกณฑ์ดั้งเดิมของที่นั่นบิดเบี้ยวและทรงพลังเกินกว่าที่ตาข่ายฟ้ากำเนิดดั้งเดิมจะกวาดค้นหาได้ หากเราต้องการหลบซ่อนและค้นหาความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอักขระ เราต้องไปที่นั่น"


"วิถีแห่งการหลบหนี มิใช่นิสัยของเจ้ากระมัง" ฉินมู่หลางยิ้มมุมปาก ยกกระบี่พาดบ่า "ทว่าการบุกทะลวงเข้าสู่ดินแดนต้องห้ามเพื่อค้นหาความลับแห่งสัจธรรม... นั่นสิ ถึงจะคู่ควรแก่เจตจำนงกระบี่ของข้า"


เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยสบตากัน ก่อนจะแย้มรอยยิ้ม "ไม่ว่าจะอันตรายเพียงใด พวกเราก็จะร่วมเดินไปในเส้นทางหาเต๋านี้ด้วยกัน"


อาเจียมองดูมิตรสหาย แววตาของเขาอ่อนโยนลง ทว่าความมุ่งมั่นกลับลุกโชนยิ่งกว่าเดิม การปกป้องคนที่ยอมเสียสละเพื่อเขา คือแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด


"เจ้าถุงเงิน นำทางไป"


ราชันแมงมุมมิติสูญตาส่งเสียงร้องรับคำสั่ง มันพุ่งทะยานออกไปในความมืด ถักทอสายใยเพื่อเปิดเส้นทางลับ คณะเดินทางก้าวเดินลึกเข้าไปในดินแดนรกร้างบูรพา ทิ้งเบื้องหลังไว้เพียงเศษซากของหินผาและร่องรอยของการท้าทายสวรรค์ที่ทำให้ขุมอำนาจระดับโลกเซียนต้องสั่นสะเทือน!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.58M 3137
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

นิยาย แฟนตาซี
103K 226
ความโกรธแค้นของชูร่า

ความโกรธแค้นของชูร่า

นิยาย เกมออนไลน์
2.39M 852
อสูรข้ามฟ้า

อสูรข้ามฟ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
4.46M 2294
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
58.22M 2245
เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

นิยาย แฟนตาซี
1K 34