ในขณะที่ผมกำลังกลับไปเอาการบ้านที่ห้องเรียนชั้นที่สองของอาคารที่ผมเรียนหลังเลิกเรียนด้วยความรีบ ผมได้เสียงจากห้องเรียนมาแต่ไกล เป็เสียงที่นุ่มนวลและไพเราะแต่เนื่องจากระยะห่างที่มากจึงไม่สามารถจับใจความของเสียงนั้นได้ จากนั้นผมจึงเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆจึงเริ่มจับใจความเสียงนั้นได้
“ทำไมฉันต้องมาใจดีกับคนพวกนี้ด้วยเนี่ย เพราะคุณพ่อแท้ๆเอาแต่ห่วงเื่หน้าตาในสังคม ต้องมาคุยกับพวกผู้ชายน่ารำคาญในแต่ละวันมีแต่คนจะมายุ่งเื่ของฉัน ต้องทำตัวเป็ผู้หญิงเรียบร้อยเพื่อตระกูล น่าเบื่อจะตาย”
เ้าของเสียงที่น่าไพเราะแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ที่เบื่อหน่ายนั้นก็คือ มิโอะ ซาซากิ นักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศญี่ปุ่น เป็หญิงสาวผมสีทองยาวประบ่า ตัวเล็กน่ารัก เธอที่เรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ได้รับชื่อว่า องค์หญิงที่บริสุทธิ์ เหล่าชายหนุ่มในโรงเรียนกว่าครึ่งหลงใหลในตัวเธอ
แต่สิ่งที่ผมได้ยินกลับตรงข้ามกับนิสัยที่เธอแสดงออก ในยามปกติที่โรงเรียน ผมที่แอบฟังอยู่หน้าห้องเรียนตอนที่คิดว่าการบ้านค่อยมาเอาพรุ่งนี้ก็ยังทัน เนื่องจากยังไม่ใกล้ถึงเวลาส่ง ในขณะที่ผมกำลังเดินกลับ ไปทางเดิมที่เดินมา ผมกลับไปเหยียบห่อขนมและทำให้เกิดเสียง ตอนนั้นผมคิดในใจว่า
‘แย่ละ ใครมันทิ้งขยะไม่ลงถังอย่างนี้วะ’
ใจผมเต้นเร็วกว่าปกติเนื่องจากความกลัวที่จะถูกรู้ว่าแอบฟังและชีวิตมัธยมปลายของผมจะจบสิ้น จากนั้นเธอคนนั้นที่อยู่ในห้องได้พูดว่า
“ใครน่ะ ได้ยินเื่ที่ฉันพูดเมื่อกี้ใช่มั้ย”
เมื่อเธอก้าวขาออกมาจากหลังห้องสีหน้าของเธอแตกต่างไปจากที่ผมคิดไว้คิดว่าเธอจะโกรธจนหน้าแดงที่มีคนมาแอบฟังตอนเธอระบาย แต่ที่จริงผมไม่ได้แอบฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกได้ว่าบังเอิญอย่างแท้จริงทั้งจังหวะและเวลา ผมก็สงสัยว่าทำไมเวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้วทำไมเธอถึงยังมานั่งอยู่ในห้องเรียน เธอกลับทำหน้านิ่งออกแนวเบื่อหน่ายและมาถามผมว่า
“นายห้ามเอาเื่นี้ไปบอกใครถ้าเป็ไปได้ลบออกจากความทรงจำไปเลย”
ถ้าเป็ไปได้ผมก็อยากลบอยู่หรอกคิดว่ามันง่ายเหมือนในหนังเหรอ
อีกอย่างถ้าผมนำเื่นี้ไปบอกคนอื่นก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนแบบผมหรอกไม่มีเหตุผลให้ผมนำเื่นี้ไปบอกใครเลย
“ไม่ต้องห่วงหรอกผมไม่เอาเื่นี้ไปบอกใครหรอกและไม่มีเหตุผลให้ทำด้วย”
ผมพูดโดยแสดงใบหน้านิ่งเฉย
“และฉันจะเชื่อได้ยังไงว่านายจะไม่นำเื่นี้ไปบอกใคร”
“ถ้าเธอไม่เชื่อมันก็แล้วแต่เธอ”
“ถ้านำเื่นี้ไปบอกใครฉันจะไปบอกคนอื่นว่านายเป็พวกโรคจิต”
ไม่น่าเชื่อองค์หญิงที่บริสุทธิ์ที่คนทั้งโรงเรียนต่างนับถือในความสง่าและเรียบร้อยอย่างเธอจะสามารถคิดเื่แบบนี้ขึ้นมาได้แต่เื่ที่เธอคิดขึ้นมายังไงก็ไม่เกิดขึ้นแน่อนเพราะยังไงผมก็ไม่เอาเื่นี้ไปบอกใครให้ตัวเองเดือดร้อนเปล่า ๆ
“จะทำยังไงก็แล้วแต่เธอ”
ผมรีบเนื่องจากนี้มันก็เย็นมากแล้ว เห็นท้องฟ้าเป็สีส้มเนื่องจากแสงพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน ผมเดินเข้าไปในห้องผ่านประตูหลังเพื่อที่จะรีบไปเอาการบ้านที่ผมลืมไว้ผมเดินไปที่โต๊ะตัวริมหน้าต่างหลังสุดของห้อง หยิบสมุดที่อยู่ใต้โต๊ะออกมาและรีบเดินออกจากห้องและเดินผ่านเธอไป
ผมไม่ได้มีความสนใจที่อยากคุยหรืออยากสนิทกับเธอเนื่องจากไม่อยากไปมีความบาดหมางกับเหล่าชายหนุ่มในโรงเรียนที่หมายตาเธอไว้จึงรีบออกจากที่แห่งนั้นโดยเร็ว ถึงอยากจะถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นว่าเหมือนกับในการ์ตูนที่ผมชอบอ่านก็เถอะ แต่ก็คิดถึงเื่อื่นก่อน
ในตอนที่ผมเดินผ่านเธอไปเธอได้ถามชื่อของผมด้วยหน้าที่แดงนิดๆไม่รู้ว่าเป็เพราะอากาศของประเทศไทยหรือว่าโกรธเพราะผมมาได้ยินเื่ที่ระบายของเธอ
“ว่าแต่นายชื่ออะไร”
“เซย์น”
“เป็ชื่อที่แปลกดีนะ เเละหวังว่าจะได้คุยกันอีกนะ”
ผมตอบคำพูดของเธอได้อย่างราบรื่นแต่ในใจของผมจริงๆก็มีความประหม่าของผู้ชายปกติเนื่องจากในชีวิตนี้ผมพูดคุยกับหญิงสาวนับครั้งได้ด้วยซ้ำแน่นอนว่าไม่นับแม่ของผมและนี่ยิ่งเป็สาวสวยอันดับหนึ่งของโรงเรียนด้วยอีก
หลังจากนั้นผมก็เดินในความเร็วที่เหมาะสมลงจากอาคารเรียนและกลับบ้านในขณะที่เธอยังยืนอยู่ที่เดิมและผมก็ไม่รู้ว่าเธอยืนอยู่ตรงนั้นต่อหรือว่ากลับบ้านหลังจากที่ผมกลับไป ในขณะที่ผมกำลังเดินอยู่ในเส้นทางกลับบ้านที่ผมเดินทางกลับบ้านเพราะบ้านไม่ได้ไกลจากโรงเรียนมากนัก ผมนึกถึงคำพูดสุดท้ายของซาซากิ ผมสังหรใจว่าหลังจากนี้ชีวิตที่สงบสุขของผมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป