จุติเทพกระบี่

    ตอนที่ 67 ปรับปรุงวิชากระบี่


            เวลาล่วงเลยมา 20 วัน ในที่สุดการยกระดับพลังของหลิวอี้ก็สำเร็จ ระดับพลังของเขาตอนนี้อยู่ที่ระดับแม่ทัพขั้นต่ำ จุดตันเถียนของหลิวอี้ขยายใหญ่ขึ้น เขาสามารถดูดซับพลังปราณได้มากขึ้น ตอนนี้หลิวอี้มั่นใจว่าเขาสามารถฝึกฝนเก้ากระบี่เดียวดายขั้นที่ 3 ได้แล้ว  แต่เขายังไม่ได้ลงมือฝึกฝนเป็นเพราะว่าในการประลองหลิวอี้จะไม่ใช้วิชาเก้ากระบี่เดียวดาย เพราะว่ามันจะเป็นจุดที่น่าสนใจจนเกินไป


            สิ่งที่หลิวอี้เขาหนักใจในตอนนี้คือเขาไม่รู้ว่าจะใช้เพลงกระบี่เล่มไหนในการประลองจึงไม่เป็นที่สดุดตา เขานั่งคิดไปคิดมาในที่สุดเขาก็นึกถึง

    จือเหยากับลี่เซียน ในตอนที่หลิวอี้นั่งอยู่ศาลากลางน้ำเรือนของจือเหยา เขาได้เห็นนางทั้งสองประลองกระบี่ เขาจำได้ทุกท่วงท่าของเพลงกระบี่ที่พวกนางใช้ประลอง หลิวอี้ตัดสินใจใช้เพลงกระบี่ของพวกนางเป็นแบบแผนในการคิดค้นเพลงกระบี่รูปแบบใหม่ขึ้นมา เขาใช้เวลาคิดค้นเพลงกระบี่อันใหม่ถึง 1 วันเต็ม


            หลิวอี้เหลือเวลาไม่ถึง 10 วันก่อนที่จะถึงงานประลอง เขาจึงตั้งใจฝึกฝนวิชากระบี่ที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ 9 วัน 9 คืน หลิวอี้จึงฝึกมันได้สำเร็จ


            เย่เอ๋อนางออกจากการฝึกฝนได้หลายวันแล้ว นางได้ออกมานั่งดูการฝึกฝนกระบี่ของหลิวอี้ที่ลานฝึก นางรู้สึกทึ่งในความสามารถของชายคนนี้เป็นอย่างมาก เพราะว่าเขามีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่มี นั้นคือความอดทนในการฝึกฝน เย่เอ๋อนางดูเขาฝึกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่เขาจะ

    หยุดฝึกฝน และที่สำคัญนางรู้ว่าหลิวอี้เป็นอัจฉริยะในเรื่องกระบี่เพราะเขาใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็ฝึกมันจนสำเร็จ


            “ข้าเห็นเจ้ามานั่งมองข้าตั้งแต่วันแรก เจ้าสนใจในตัวข้ามากขนาดนั้นเลยหรอ”หลิวอี้พูดขึ้นมา

            

            “สิ่งที่ข้าสนใจคือเพลงกระบี่ของท่าน ข้ารู้สึกว่าข้าเคยพบเห็นเพลงกระบี่ที่คล้ายกับเพลงกระบี่ของท่านจากที่ไหนกันนะ”เย่เอ๋อพูดขึ้นมา จากนั้นนางเริ่มใช้ความคิดว่านางเคยพบเห็นเพลงกระบี่แบบนี้ที่ไหน ในระหว่างที่นางกำลังใช้ความคิดหลิวอี้พูดขึ้นมา


            “สำนักป่ากระบี่”


            เพียงแค่เย่เอ๋อได้ยินสิ่งที่หลิวอี้พูดขึ้นมา นางก็นึกขึ้นได้ นางเคยเห็นองค์ชายลำดับที่หนึ่งฝึกฝนมันระหว่างที่นางอยู่ร่วมกับเขา


            “นี่ท่านเป็นศิษย์ของสำนักป่ากระบี่”เย่เอ๋อพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ


            “ในโลกใบนี้ไม่มีใครที่สามารถเป็นอาจารย์ของข้าได้”พูดจบหลิวอี้ยืนเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจ


            นางได้ฟังคำพูดของหลิวอี้และเห็นการกระทำของเขาเย่เอ๋อเดินหนีทันทีปล่อยให้เขายืนหลงตัวเองอยู่คนเดียว


            หลิวอี้เขาไม่เข้าใจทำไมทุกคนถึงคิดว่าเรื่องที่เขาพูดขึ้นมาเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง เห็นเย่เอ๋อเดินจากไปหลิวอี้จึงเดินตามหลังของนางไป ทั้งสองคนเดินเข้าไปภายในห้อง หลิวอี้เดินเข้าไปกอดนางจากทางด้านหลัง พร้อมกับหอมแก้มของนางทั้งสองข้าง


            เย่เอ๋อนางไม่ได้ขัดขืนอะไรปล่อยให้หลิวอี้ทำตามใจ ในจิตใจส่วนลึกของนางก็มีอาการหวั่นไหวอยู่บ้างเล็กน้อย แต่นางไม่ได้แสดงมันออกมา


            “พวกเราเข้าไปภายในเมืองกันเถอะ เพราะวันพรุ้งนี้ก็ถึงวันประลองแล้ว”หลิวอี้พูดขึ้นมา


            “อื่ม”


            ทั้งสองคนนั่งรถม้าเข้าไปภายในเมืองหลวงของทวีปลิ่ว ตอนนี้ภายในเมืองหลวงคึกคักเป็นอย่างมาก มีทั้งคนที่มาเข้าร่วมการประลองและคนที่มาร่วมชมการประลอง และยังมีอีกกลุ่มพวกเขาคือกลุ่มนักเดิมพัน


            หลิวอี้กับเย่เอ๋อหลังจากที่ทั้งสองคนได้ห้องพักแล้วพวกเขาทั้งสองลงมาจากชั้นบนเพื่อกินอาหาร เย่เอ๋อยังคงปลอมเป็นชายหนุ่มเหมือนเดิม ทั้งสองนั่งกินอาหารด้วยกัน คนภายในโรงเตี้ยมเยอะยิ่งกว่าวันเเรกที่หลิวอี้มาถึง


            “พวกเจ้ารู้หรือไม่ ตระกูลจางพวกเขาเปิดรับเดิมพันในการประลองในครั้งนี้ด้วย”ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆกับหลิวอี้พูดขึ้นมา


            “ใครคือตัวเต็งในการประลองครั้งนี้”ชายที่นั่งร่วมโต๊ะกับเขาพูดขึ้นมา


            “แน่นอนสิ จะต้องเป็นคนชายจางหยวน จากตระกูลจางแน่นอน”


            “เจ้าอย่าลืมว่ายังมีจอมยุทธที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนอีกมากมาย”


            “เรื่องนั้นข้าย่อมรู้ดี แล้วพวกเราจะเดิมพันคนไหนดี”


            หลังจากนั้นพวกเขาก็มองหาตัวเลือกในการเดิมพันในครั้งนี้


            หลิวอี้ได้ยินทุกอย่างและรู้สึกสนใจในการเดิมพัน หลังจากที่ทั้งสองคนกินอาหารเสร็จหลิวอี้แปลงกายเป็นชายหนุ่มที่ดูมีฐานะและร่ำรวยเดินออกไปจากโรงเตี้ยม