เสียงโครมครามที่ดังขึ้นฉับพลันทำผมสะดุ้งโหยงไม่อาจเก็บอาการได้อีกต่อไป ผมกรีดร้องออกมาอย่างไม่อายขาสองข้างพาร่างกายหมุนตัวกลับโดยอัตโนมัติ พลันวิ่งเตลิดอย่างไม่คิดชีวิต
ทว่าพอไปได้แค่สามก้าวผมก็รู้สึกถึงแรงฉุดอะไรบางอย่างคว้าแขนผมไว้ไม่ให้หนี ทำให้ผมแหกปากตะโกนอีกครั้งด้วยความตกใจ
“ตั้งสติก่อนค่ะ”อิสราตะโกนแข่งกับเสียงผม เธอเป็นคนจับแขนผมไว้ ทำให้การวิ่งชะงักชะงัน“น่าจะเป็นเสียงของอะไรตกสักอย่าง เราขอไปดูหน่อย”
“ไม่ต้องหรอกรีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ” ผมยืนตัวสั่นงันงกอยู่ที่เดิมเม็ดเหงื่อผุดพราวขึ้นตามไรผม
“แบบนี้ยิ่งต้องไปดูให้ชัด ๆไม่งั้นพวกเราก็จะกังวลอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ” อิสราไม่ฟังคำคัดค้าน ปล่อยมือผมแล้วหมุนตัวก้าวเข้าไปตามทิศทางของเสียง เธอหยิบมือถือขึ้นมาเปิดไฟฉายปรับความเข้มแสงให้ถึงขีดสุดเมื่อสาดส่องไปตามทิศทางเสียงก็เห็นเหล็กท่อนหนึ่งนอนอยู่บนถนนด้านข้างมีอาคารหลังหนึ่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างไม่เสร็จชัดเจนเลยว่าเสียงปริศนาเมื่อครู่นี้คือเสียงโลหะวัสดุก่อสร้างที่ร่วงหล่นลงจากหลังคามากระแทกพื้น
“โชคดีที่หล่นมาไม่โดนหัวใครประมาทแบบนี้ไปฟ้องหักคะแนนการเมืองได้เลย” อิสราบ่นอย่างหัวเสียส่วนผมยังหายใจหอบถี่ แม้จังหวะเริ่มถอยเว้นห่างมากขึ้นแล้วหญิงสาวไม่ได้สนใจที่ผมตื่นตระหนกเกินเหตุด้วยซ้ำอย่างน้อยผมควรขอบคุณเธอที่ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหรือหัวเราะเยาะ
ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าเสียจริงที่เผลอแสดงความอ่อนแอให้เธอเห็นบทบาทผู้ปกป้องได้สลับข้างกันโดยสิ้นเชิง แม้ในใจจะรู้สึกสมเพชตัวเองแต่ชั่วขณะนั้นหัวใจผมกลับสัมผัสได้ถึงไออุ่นบางอย่างเป็นความอุ่นใจที่มีเธออยู่ข้างกาย
“กลับกันเถอะค่ะ ท่านจะได้สบายใจด้วยขอโทษที่ทำให้กลัว...แล้วก็ขอโทษนะค่ะที่จับแขนท่านโดยพลการ”
ผมยกโทษให้หญิงสาวด้วยความเต็มใจดีเสียอีกที่เธอรู้จักพอในที่สุด ผมเดินนำอิสราไปยังทางออกแค่ตามภาพเสมือนของลูกศรที่ลอยกลางอากาศไปเรื่อย ๆพอมีเป้าหมายแน่วทำให้ความกลัวลดลงไปได้มาก ไม่ตระหนกเมื่อเจอเงามืด ไม่ได้ยินเสียงแปลก ๆอีก ผมไม่เหลียวหลังกลับไปมองเลยสักครั้งด้วยการนำทางอันแม่นยำของเอวีเอสอีทำให้พวกเราออกมาสู่แสงสว่างของสถานีได้ในเวลาไม่เกินห้านาทีผมโล่งใจอย่างมากเมื่อเห็นผู้คนที่พลุกพล่านที่บริเวณรอบสถานีรถไฟ
ผมมองป้ายชื่อสวนสาธารณะ ‘นิภาราตรี’ เป็นครั้งสุดท้ายสาบานว่าจะไม่กลับมาเหยียบเยือนที่นี่อีกถ้าไม่จำเป็นจริง
“ท่านกลับไปก่อนเถอะเดี๋ยวรถไฟก็มาแล้ว” อิสราบอกผมขณะยืนรอที่ชานชลาโครงสร้างของพื้นที่บริเวณนี้ไม่แตกต่างจากสถานีทั่วไปยกเว้นเวลานี้ผู้คนรอบตัวค่อนข้างเบาบาง เพราะเป็นรถไฟไฮเปอร์ลูปขบวนสุดท้ายของวันที่มุ่งหน้าผ่านจังหวัดพฤฒธานีโดยมีปลายทางอยู่ที่เมืองหลวงพวกเรายืนหลังกำแพงกระจกขนาดใหญ่สูงสองเมตรที่ทอดตัวยาวตั้งแต่หัวถึงท้ายชานชลาซึ่งสร้างมากันอุบัติเหตุตกรางรถไฟ
“เราอยู่เป็นเพื่อนท่านรอจนขึ้นรถก่อนก็ได้”ผมยังอดห่วงเธอไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอกมีพนักงานรักษาความปลอดภัยร่างอวตารเฝ้าอยู่แล้ว กลับก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่ท่านรอ”อิสราย้ำเมื่อยังเห็นผมยืนนิ่งไม่ก้าวไปไหน ขณะนี้ไร้วี่แววของเครื่องจักรความเร็วสูงเบื้องหลังกำแพงกระจกหน้าปัดดิจิตอลเหนือชานชลาบอกว่ารถไฟจะมาในอีกสิบนาที ยังพอมีเวลา
ผมตัดสินใจแล้วนี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะพูดตรง ๆ มือข้างหนึ่งกำแน่นจนชื้นเหงื่อขณะที่อีกข้างสัมผัสได้ถึงเหลี่ยมมุมของวัตถุในกระเป๋ากางเกงคำพูดของอามาเน่ยังก้องอยู่ในหัว ผมต้องมอบความจริงให้เธอแต่จะกล้าได้อย่างไรหากแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างสถานะความสัมพันธ์ของเรายังคลุมเครือ
“อีฟ เรามีอะไรจะบอก”
หญิงสาวประสานสายตาอันแน่วแน่กับผมเธอกำลังรอถ้อยคำ ในขณะที่ผมมัวแต่ลังเล
“ท่านลำบากใจเรื่องอะไรเหรอหรือว่าท่านไม่ชอบครอบครัวเรา หรือไม่ชอบที่เราเสียพรหมจรรย์”
“ไม่ใช่อย่างนั้น...” ผมแทรกขึ้นมา“เป็นเรื่องซีเรียสเกี่ยวกับตัวเรา”
“ท่านจะย้ายที่ทำงานเหรอ”
“เปล่า” ผมส่ายศีรษะพยายามรวบรวมความกล้า ก่อนที่เธอจะเดาส่งเดชไปไกลกว่านั้นทีแรกกะจะสารภาพความชั่วร้ายทั้งหมด แล้วเฉลยว่าเป็นนักเดินทางข้ามเวลาแต่ผมไม่อาจหาญพอที่จะทนรับผลร้ายดังที่จินตนาการไว้ได้ บางทีเธออาจตบหน้าฉาดใหญ่แล้วตะคอกใส่ผม ขับไล่ไสส่งให้ไปพ้น ๆ
ผมล้วงมือไปคลำสิ่งของในกระเป๋ากางเกงอีกครั้งวันนี้ไม่ลืมนำของชิ้นนั้นมาด้วยเดิมวางแผนว่าจะให้เธอตั้งแต่ตอนที่สารภาพรักหน้าน้ำตกไทรแก้วแต่ก็หมดอารมณ์เสียก่อน หวังว่าโอกาสครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ผมคิดภาพในหัวล่วงหน้าบางทีผมอาจจะบอกให้อิสรายื่นมือออกมา ถ้าเธอชักมือกลับผมก็จะย้ำอีกครั้งจนเธอยอมแล้ววางกล่องกระดาษห่อของขวัญสีชมพูชิ้นเล็ก ๆ บนฝ่ามือเธออาจจะถามว่าให้เนื่องในโอกาสอะไร ผมอาจจะตอบว่าให้เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าหรือไม่ก็บอกตรง ๆ ว่าอยากให้เฉย ๆ ไม่ต้องรอถึงเทศกาลจากนั้นหญิงสาวก็จะแกะมันต่อหน้าชายหนุ่มและพบว่ามันคือนาฬิกาเรือนสีม่วงอ่อนมั่นใจว่าเธอชอบสีนี้แน่ ไม่งั้นคงไม่สวมชุดสีม่วงบ่อย และไม่ใช้สมุดโน้ตสีนี้ผมแอบเห็นเธอชั่งใจอยู่นานตอนอยู่ร้านจิวเวลรีแอนด์จิวเวลรี ก่อนตัดใจวางบนชั้นตามเดิมด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย พอมีจังหวะผมก็ทำทีเป็นไปเข้าห้องน้ำเพื่อแอบย้อนกลับไปซื้อให้เธอเป็นของขวัญ คงต้องสารภาพตรง ๆ ว่าถ้ามีตำหนิหรือเธอไม่ชอบลวดลายคงเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ราคาเท่ากันไม่ได้เพราะเลยสามวันหลังจากซื้อมาแล้ว โชคดีที่ตัดสินใจไม่เอาระบบสินค้าเดโมไม่งั้นคงได้ของมือสองมาลองใช้ก่อน
ความฝันเฟื่องของผมจะปิดฉากด้วยภาพที่อิสรากล่าวขอบคุณผมด้วยรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มปิติก้าวขึ้นรถไฟแล้วโบกมือให้ผมผ่านหน้าต่างก่อนที่รถไฟจะพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูง
สิ่งที่คิดในหัวทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่เธอตอบตกลงผมสูดหายใจเข้าเต็มปอดรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแสดงออกผ่านรอยยิ้มอันอบอุ่นและแววตาที่จริงใจ
“อีฟตอนนี้พวกเราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหม” ผมถามตรง ๆ ตามวิถีของคนยุคนี้
หญิงสาวชะงักเล็กน้อยราวกับคาดไม่ถึงเธอนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ ขณะที่ผมจ้องเขม็งเพื่อรอคอยคำตอบสายตาของอีกฝ่ายกลับหลุบลงมองพื้นชานชลา ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากันแน่นรอยยิ้มอันสดใสของผมในทีแรกค่อย ๆ เจือจางลงช้า ๆ
“ชา... เราขอเวลาก่อนได้ไหม”อิสราพูดออกมาในที่สุดคำตอบของเธอไม่ต่างจากการปฏิเสธที่ทิ่มแทงลึกลงไปในจิตใจของผม
“ไม่ยอมรับก็บอกมาตรง ๆ เถอะ”ผมรู้สึกเลือดฉีดขึ้นหน้า น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจมานานปกติเธอเป็นคนที่ตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยวแต่ทำไมเรื่องนี้กลับมัวแต่ลังเลอยู่นั่นแหละ อิสรายังคงหลบตา ริมฝีปากเธอขยับคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างทว่าไม่มีเสียงใด ๆ หลุดออกมา
“เธอเห็นฉันเป็นอะไร เป็นของตายเหรอถึงมาได้ให้ความหวังซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไปเที่ยวด้วยกันสองต่อสองก็แล้วไปกินข้าวกับครอบครัวกันและกันก็แล้ว เธอจะรอไปถึงไหน”
ผมตวาดใส่เธอเป็นชุดไม่อาจทนใช้สรรพนาม ‘เรา-ท่าน’ ที่ดูห่างเหินได้อีกต่อไปทำไมผมต้องเป็นฝ่ายให้เธอลองใจ ทำร้ายจิตใจกันอยู่ฝ่ายเดียว ตั้งแต่ตอนหมู่บ้านวงศ์ชัยน้ำตกไทรแก้ว บ้านเธอ บ้านผม มาจนกระทั่งตอนนี้ ถ้าผมเป็นคนทั่วไปไม่ได้มีความลับเหนือธรรมชาติที่เหลือเชื่อ ก็คงไม่ต้องหลอกลวงเธออิสรามีเหตุผลอะไรถึงได้ยืนกรานปฏิเสธผมอยู่ได้ ทั้งที่การกระทำมันตรงกันข้าม ถ้าเธอเลิกรากับผมให้มันจบๆ ไปตั้งแต่กลับมาจากน้ำตก คงไม่ได้รู้สึกแย่เท่านี้ ทำไมต้องมาให้ความหวังลม ๆแล้ง ๆ
“เราขอโทษ...เราแค่รู้สึกว่ายังไม่รู้จักท่านดีพอ”หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว แววตาฉายความสับสนราวกับว่าตนเองก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลเช่นกันคำพูดนั้นแทงใจดำผมอย่างจัง ทว่าความโกรธที่ระเบิดออกมาบดบังความรู้สึกผิดจนมิดลืมความอบอุ่นที่เธอมอบให้ในสวนนิภาราตรีไปจนสิ้น
“แล้วแค่ไหนถึงจะพอล่ะ”ผมสวนกลับทันควัน
อิสราหันมาสบตาผมด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยหยาดน้ำตาเล็ก ๆ เอ่อขึ้นมาฉาบนัยน์ตาคู่นั้น ผมชะงักไปชั่วครู่ความรู้สึกหนึ่งพุ่งแทรกขึ้นมาโดดเด่นท่ามกลางความโกรธมันคือความเศร้าโศกแบบเดียวกัน รู้สึกเสียใจที่ทำให้หญิงสาวที่ผมชอบหลั่งน้ำตาผมพยายามสกัดกั้นไม่ให้ตนเองร้องไห้แสดงความอ่อนแอแต่สิ่งที่เธอทำกับผมเป็นเรื่องไม่น่าให้อภัยเธอเห็นผมเป็นเหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ไร้ชีวิตจิตใจและพร้อมเล่นไปตามบทบาทสมมติไม่ว่าจะคบกันหรือจะเลิกรา เธอเป็นฝ่ายกำหนดเพียงผู้เดียวผมเคยพลัดพรากจากคนที่รักมาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่อยากรู้สึกซ้ำเดิมอีก
ผมล้วงมือลงในกระเป๋าหยิบกล่องของขวัญแล้วยื่นไปตรงหน้าเธอ สีหน้ายังคงบึ้งตึง ไม่เปลี่ยนแปลง
“เอานี่ไปฉันซื้อให้เธอตั้งแต่ครั้งก่อน”
อิสราไม่ยื่นมือมารับเธอเอาแต่ยืนนิ่งจ้องหน้าผมด้วยน้ำตา แต่ไม่ถึงขั้นร้องไห้สะอึกสะอื้นฟูมฟายขณะนี้ความหงุดหงิดในใจผมขึ้นมามีอำนาจนำ ทำไมเรื่องแค่นี้ จะเอาหรือไม่เอาของขวัญเธอก็ยังลังเล ตัดสินใจไม่ได้สักที นิสัยแย่ ๆ แบบนี้ผมมีคนเดียวก็พอแล้ว
“วางตรงนี้นะ เอาไม่เอาก็ตามใจ”ผมวางกล่องนั้นไว้บนพื้นอย่างเบามือแค่อดกลั้นไม่ให้บันดาลโทษะขว้างลงพื้นก็บุญแล้ว
พอกันที
ผมหมุนตัวกลับทิ้งอิสรายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับกล่องของขวัญสีชมพูตรงนั้นผมก้าวออกจากชานชลาไปโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองหญิงสาวอีกไม่สนใจว่าจะหยิบมันขึ้นมาเปิดดู เก็บไว้หรือจะประชดกลับด้วยการเอาของไปทิ้งลงถังขยะสนองความแค้นในเวลานี้ผมคิดอย่างเดียวว่าต้องตัดใจจากเธอ ยามนี้เสียงรอบข้างอื้ออึงจนฟังไม่ได้ศัพท์ราวกับผมดำดิ่งลงไปใต้น้ำลึก ภาพผู้คนรอบตัวพร่าเลือน เหลือเพียงความรู้สึกว่างโหวงในช่องท้องและความเจ็บปลาบที่หัวใจทุกย่างก้าวที่ผละจากมารู้สึกเจ็บปวดราวกับเหยียบย่ำบนเศษแก้วที่มองไม่เห็น
“พอกันที”ผมกระซิบบอกหัวใจตัวเองเช่นนั้น
ผมหยุดกึกในขณะที่เดินผ่านเสาต้นหนึ่งใกล้ประตูทางออกรู้สึกเหมือนเห็นเงาตะคุ่มจากการมองด้วยหางตาทว่าพอหันไปดูกลับไม่เห็นใครอยู่ที่นั่น ต้องยอมรับว่าในขณะนั้นผมไม่คิดว่าจะเป็นอะไรทั้งสิ้น จะเป็นคนจริงหรือว่าภาพหลอนคิดแค่ว่าต้องออกจากสถานีให้เร็วที่สุด กลับไปหาอะไรกิน แล้วสงบจิตใจที่บ้านเช่าเดิมทีกะว่าจะกลับไปคอนโดธรณีหลังจากอิสราไปแล้วแต่คงต้องเปลี่ยนแผนไปนอนที่นั่นจริง ๆ
จนกระทั่งในอีกหลายสัปดาห์ต่อมาที่เป็นจุดพลิกผันของชีวิตผมจึงรู้ว่าร่างนั้นหลบอยู่หลังเสาจริง ๆ และเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง
มันเป็นคนเดียวกับที่แอบเอารูปผมไปปล่อยในเว็บเรียลลิสติซิซึม