ผู้าุโกู้ยกมือขึ้นช้า ๆ พลังิญญาอันเข้มข้นหลั่งไหลออกจากตันเถียน
เปลวเพลิงสีครามอ่อนก็ลอยขึ้นเหนือฝ่ามือของเขา ต่างจากเปลวไฟสีส้มที่เหวินซานคุ้นเคย เปลวเพลิงนั้นนิ่งสงบ ทว่าอุณหภูมิกลับค่อย ๆ สูงขึ้นโดยไม่แผ่ความร้อนออกมาภายนอก
"เริ่มได้" สิ้นเสียงผู้าุโ เหวินซานรีบเปิดเตาหลอมทันที สมุนไพรต้นแรกถูกส่งเข้าไปอย่างแม่นยำ
"หญ้าเมฆาคราม"
"ขอรับ"
"รากบัวหยก"
"ขอรับ"
"ช้ากว่านี้ครึ่งลมหายใจ" เหวินซานรีบชะลอมือ ก่อนวางสมุนไพรลงในเตาหลอม เปลวเพลิงสีครามพลันเปลี่ยนระดับอุณหภูมิ สมุนไพรภายในเตาเริ่มละลายอย่างช้า ๆ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็ระเบียบ กลิ่นหอมของสมุนไพรตลบอบอวลไปทั่วห้อง เขายืนสังเกตทุกการเคลื่อนไหว ั้แ่การเพิ่มไฟ ลดไฟ จนถึงจังหวะการรวมตัวยา
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม โอสถภายในเตาเริ่มก่อตัวเป็รูปทรง ผู้าุโกู้จึงกล่าวขึ้นว่า "ลดไฟ"
เหวินซานรีบปิดช่องลมของเตาหลอมทันที เปลวเพลิงสีครามค่อย ๆ อ่อนลง ก่อนที่ผู้าุโจะสะบัดมือ เปลวเพลิงทั้งก้อนก็ดับลงในพริบตา เมื่อเปิดฝาเตาโอสถสีฟ้าอ่อนหกเม็ดนอนเรียงอยู่ภายใน ทุกเม็ดกลมมน ผิวเรียบเนียนราวกับหยก ไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย
ผู้าุโกู้หัวเราะเบา ๆ "นี่เป็เพียงโอสถระดับสองเท่านั้น หากเป็โอสถระดับสูงกว่านี้ เ้าจะยิ่งประหลาดใจ" เด็กหนุ่มพยักหน้า แต่สายตาของเขากลับยังจับจ้องไปยังเปลวเพลิงเมื่อครู่อย่างไม่ละสายตา เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ผู้าุโ เหตุใดไฟของท่าน จึงไม่เหมือนไฟที่ศิษย์ใช้"
กู้หยวนชิงยิ้ม ราวกับรอคำถามนี้ "เพราะไฟของเ้า เป็เพียงไฟธรรมดา"
เหวินซานชะงัก "ไฟธรรมดาหรือขอรับ"
ผู้าุโพยักหน้า "ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ อาศัยพลังิญญาจุดไฟขึ้นมา แม้จะเรียกว่าไฟิญญา แต่แท้จริงแล้ว ก็ยังเป็เพียงเปลวไฟที่เกิดจากพลังิญญาของตน"
เขายกมือขึ้นอีกครั้ง เปลวเพลิงสีครามปรากฎขึ้นเหนือฝ่ามือ คราวนี้มันหมุนวนอย่างเชื่องช้า ราวกับมีชีวิต "เมื่อผู้ฝึกตนแข็งแกร่งขึ้น เข้าใจไฟมากขึ้น เปลวเพลิงก็จะเปลี่ยนแปลง สี อุณหภูมิ และคุณสมบัติ ล้วนแตกต่างกัน"
เหวินซานตั้งใจฟังอย่างไม่กะพริบตา กู้หยวนชิงกล่าวต่อ "บนโลกนี้ ไฟแบ่งออกเป็หลายระดับ แต่สิ่งเ่าั้ล้วนเป็เพียงการแบ่งคร่าว ๆ"
เขามองเปลวเพลิงบนฝ่ามือ ก่อนดับมันลง "เหนือกว่าทุกอย่าง ยังมีไฟอีกชนิดหนึ่ง" น้ำเสียงของเขาแ่ลงเล็กน้อย "ไฟที่มีจิติญญา"
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง "ไฟ มีจิติญญา?" กู้หยวนชิงหัวเราะเบา ๆ "ว่ากันว่า... เปลวเพลิงเ่าั้ถือกำเนิดขึ้นเอง มีสติ มีเจตจำนง เลือกเ้าของของมันเอง"
ผู้าุโส่ายหน้าอย่างจนปัญญา "แต่ทั้งหมดนั้น... เป็เพียงตำนาน ตลอดชีวิตของข้า ยังไม่เคยเห็นแม้แต่ครั้งเดียว" เหวินซานพยักหน้าช้า ๆ
ผู้าุโกู้หยิบโอสถขึ้นมาหนึ่งเม็ด แววตาฉายความพึงพอใจ "นี่คือ... โอสถจุดลมหายใจิญญา เป็โอสถระดับสอง ใช้สำหรับช่วยผู้ฝึกตนทะลวงจากขั้นจุดประกายิญญา ขึ้นสู่ขั้นลมหายใจิญญา"
เขารับโอสถมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง แม้เพียงถือไว้ในมือก็ััได้ถึงพลังิญญาอันอ่อนโยนที่แผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
ผู้าุโกู้กล่าวต่อ "ผู้ฝึกตนจำนวนมาก ติดอยู่ที่คอขวดของขั้นเก้าจุดประกายิญญาเป็เวลาหลายปี โอสถเม็ดนี้ สามารถเพิ่มโอกาสในการทะลวงได้ แต่จะใช้ได้ผลหรือไม่ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ฝึกตน"
เหวินซานพยักหน้าช้า ๆ "เช่นนั้น โอสถชนิดนี้คงล้ำค่ามาก"
กู้หยวนชิงหัวเราะเบา ๆ "ล้ำค่ามาก เพราะการหลอมมัน ยากกว่าโอสถระดับหนึ่งหลายเท่า" เขาหยิบสมุนไพรที่เหลือขึ้นมาทีละต้น "สมุนไพรเพียงต้นเดียว หากใส่ช้าหรือเร็วไปครึ่งลมหายใจ โอสถทั้งเตาก็เสียทันที การควบคุมไฟ ต้องแม่นยำจนแทบไม่มีข้อผิดพลาด แม้แต่ข้า ก็ไม่อาจรับประกันว่าจะสำเร็จทุกครั้ง"
เหวินซานมองโอสถในมืออีกครั้ง ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับนักปรุงโอสถตัวจริง ผู้าุโกู้เก็บโอสถทั้งหมดลงในขวดหยกอย่างระมัดระวัง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "โอสถชุดนี้เป็ของผู้าุโหวง อีกไม่นาน เขาจะทะลวงจากขั้นจุดประกายิญญา ขึ้นสู่ขั้นลมหายใจิญญา สำนักจึงมอบหมายให้ข้าหลอมโอสถชุดนี้"
เขาหันมามองเด็กหนุ่ม "หากสำเร็จ สำนักจะมีผู้ฝึกตนขั้นลมหายใจิญญาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน แต่หากล้มเหลว การทะลวงของผู้าุโหวงก็อาจต้องเลื่อนออกไปอีกหลายปี"
เหวินซานมองขวดหยกในมือของผู้าุโกู้ ก่อนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว เพียงโอสถไม่กี่เม็ด กลับอาจตัดสินอนาคตของผู้ฝึกตนผู้หนึ่งได้
ผู้าุโกู้เก็บขวดหยกลงในถุงผ้า ก่อนหันมามองเด็กหนุ่ม สีหน้าของชายชราดูอ่อนโยนกว่าปกติ "วันนี้ เ้าช่วยข้าได้ไม่น้อย"
เหวินซานรีบประสานมือ "ศิษย์เพียงทำตามที่ท่านสั่ง"
ผู้าุโกู้หัวเราะเบา ๆ "ถ่อมตัวเกินไป ศิษย์สายนอกหลายคน ข้าให้มายืนช่วยยังทำไม่ได้เท่าเ้า" กล่าวจบเขาสะบัดแขนเสื้อ แสงสีขาวลอยออกมาจากมุมห้องวางบนโต๊ะหิน เป็ตำราเล่มหนาปกหนังสีคราม ด้านหน้าสลักตัวอักษรสีทองไว้ว่า "ตำรับโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง"
เด็กหนุ่มมองด้วยความประหลาดใจ "ผู้าุโ"
กู้หยวนชิงยิ้ม "รับไว้เถิด ถือเป็รางวัล" เหวินซานรีบส่ายหน้า "ของล้ำค่าเช่นนี้ ศิษย์ไม่กล้ารับเอาไว้"
ผู้าุโกู้ทำสีหน้าดุขึ้นเล็กน้อย "ข้าให้ ก็รับไว้"
เหวินซานรีบประสานมือ "ศิษย์ขอบพระคุณผู้าุโ" เขารับตำรามาไว้ในมือด้วยความเคารพ ผู้าุโกู้ชี้ไปยังตำรา "ตำราเล่มนี้ คือสิ่งที่เ้าควรศึกษาเพิ่ม"
เหวินซานเปิดอ่านเพียงหน้าแรก ดวงตาก็เป็ประกายทันที ภายในมิใช่เพียงตำรับโอสถฟื้นฟูิญญาเหมือนที่ผ่านมา แต่มีโอสถอีกหลายชนิด เช่น โอสถรวมิญญาสำหรับเพิ่มความเร็วในการดูดซับพลังิญญา โอสถบำรุงเส้นิญญาเพื่อฟื้นฟูความเสียหายหลังการต่อสู้ โอสถขจัดพิษสำหรับรักษาพิษทั่วไปและพิษอสูรระดับต่ำ รวมถึงตำรับยาพิษพื้นฐาน
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที "ผู้าุโ เหตุใดสำนักจึงมีตำรับยาพิษด้วย"
กู้หยวนชิงหัวเราะเบา ๆ "ผู้ใดบอกเ้าว่า นักปรุงโอสถหลอมได้แต่ยารักษา" เขาหยิบสมุนไพรสีม่วงต้นหนึ่งขึ้นมา "โอสถกับพิษ เดิมทีก็มีต้นกำเนิดเดียวกัน ต่างกันเพียงวิธีผสม และสัดส่วน ผู้ที่ไม่เข้าใจพิษ ย่อมไม่มีวันเข้าใจโอสถอย่างแท้จริง"
เหวินซานนิ่งฟังด้วยความตั้งใจ
ผู้าุโกู้กล่าวต่อ "จำเอาไว้ พิษไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย มันก็เป็เพียงเครื่องมือชนิดหนึ่ง อยู่ที่ผู้ใช้จะนำมันไปช่วยคน หรือทำร้ายคน" เขาปิดตำราก่อนส่งคืนให้เด็กหนุ่ม
"กลับไปศึกษาเสีย เมื่อหลอมโอสถในเล่มนี้ได้ครบ เ้าจึงจะเรียกได้ว่าเป็นักปรุงโอสถระดับหนึ่งอย่างแท้จริง" เหวินซานก้มมองตำราในมือแน่น ในดวงตาฉายแววตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด เขาประสานมือคารวะอย่างลึกซึ้ง "ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง" ผู้าุโกู้เพียงยิ้มบาง ๆ
คืนนั้น เหวินซานกลับมาถึงถ้ำพักพร้อมกับตำราโอสถที่ผู้าุโกู้มอบให้ เขาไม่ได้รีบหลอมโอสถ แต่กลับเปิดตำราอ่านทีละหน้าอย่างตั้งใจ ยิ่งอ่าน คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่น
โอสถรวมิญญาต้องใช้หญ้าหยกเขียวอายุยี่สิบปี โอสถบำรุงเส้นลมิญญาต้องใช้ดอกสุริยันโลหิตอายุสามสิบปี ส่วนโอสถขจัดพิษสมุนไพรหลักกลับมีราคาสูงกว่าที่เขาเคยซื้อหลายสิบเท่า
เขาถอนหายใจเบา ๆ "สมกับเป็โอสถระดับสูง เพียงวัตถุดิบก็เกินกำลังของศิษย์สายนอกแล้ว" เขาปิดตำราลงพลางนั่งครุ่นคิดอยู่ตามลำพัง ซื้อ ไม่มีเงินพอ เข้าป่า ก็ใช่ว่าจะหาเจอทุกครั้ง สายตาของเขาเหลือบไปยังเมล็ดสมุนไพรหลายชนิดที่วางอยู่มุมห้อง
เขาหยิบเมล็ดสมุนไพรขึ้นมาหมุนดูในมือ ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้น "หากซื้อไม่ได้... เช่นนั้นก็ปลูกเอง" เหวินซานลุกขึ้นทันที รีบหยิบสมุดบันทึกมาเปิด เริ่มคำนวณต้นทุนอย่างละเอียด เมล็ดพันธุ์ ดิน แม้แต่น้ำพุิญญา ล้วนพอจะหาได้
แต่ไม่นานเขาก็หยุดพู่กันลง สายตาหยุดอยู่ที่ข้อความหนึ่งในตำราว่า "หญ้าหยกเขียวใช้เวลาบ่มเพาะยี่สิบปีจึงเติบโตเต็มที่" และ "ดอกสุริยันโลหิตใช้เวลาสามสิบปี" เหวินซานนิ่งไปก่อนจะหัวเราะกับตัวเอง "ต่อให้เริ่มปลูกวันนี้ ก็คงแก่เสียก่อน" เขาปิดสมุดช้า ๆ ความคิดที่จะปลูกสมุนไพรด้วยตนเองจึงต้องพับเก็บไป.
หลังจากอ่านตำราโอสถจนดึก เขาก็เริ่มนั่งสมาธิเช่นทุกคืน พลังิญญาไหลเวียนไปตามเส้นิญญา ผ่านจุดชีพจรทีละแห่งก่อนกลับเข้าสู่ตันเถียน
ภายในห้วงจิตยังคงเงียบสงบ หินสีดำก้อนเดิมลอยนิ่งอยู่กลางตันเถียนเช่นเคย นับั้แ่วันที่มันเข้ามา มันก็ไม่เคยแสดงความผิดปกติอีกเลย
เหวินซานตั้งใจจะถอนจิตออกจากการบำเพ็ญ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่ง บนผิวของหินสีดำมีอักขระสีทองเส้นหนึ่งกำลังเปล่งแสงแ่เบา
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว "เมื่อก่อน มีด้วยหรือ" เขาพยายามเพ่งมอง อักขระเส้นนั้นกลับค่อย ๆ สว่างขึ้นกว่าเดิม ราวกับกำลังตอบสนองต่อสายตาของเขา
ด้วยความสงสัยเขาใช้จิตััเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าใกล้เพียงครึ่งจั้ง อักขระสีทองทั้งหมดบนหินพลันส่องประกายขึ้นพร้อมกัน
ครืด…
เสียงสั่นะเืแ่ต่ำดังขึ้นภายในตันเถียน เหวินซานใ รีบคิดจะถอนจิตกลับ แต่แรงดูดมหาศาลก็พุ่งออกมาจากหินสีดำในพริบตา
ร่างของเขาราวกับถูกฉุดลงสู่ห้วงลึกอันไร้ก้นบึ้ง
ทุกสิ่งรอบตัวบิดเบี้ยว แสงสีดำกับสีทองไหลวนเข้าหากันจนแยกไม่ออก หูทั้งสองข้างอื้ออึง ร่างกายไร้น้ำหนัก ราวกับลอยอยู่กลางความว่างเปล่า
เขาไม่อาจบอกได้ว่าเวลาผ่านไปเพียงชั่วลมหายใจ หรือยาวนานนับวัน
จนกระทั่ง… เท้าทั้งสองแตะพื้นอย่างแ่เบา
เหวินซานรีบลืมตาขึ้นแล้วก็ต้องชะงัก เบื้องหน้าของเขาคือโลกอีกแห่งหนึ่ง พื้นดินสีดำทอดยาวสุดสายตา เหนือศีรษะเป็ท้องฟ้าสีเทาหม่น ไร้ดวงอาทิตย์ ไร้ดวงจันทร์ อากาศเงียบงันจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตนเอง ไม่ไกลนักมีแอ่งน้ำพุิญญาขนาดเล็กกำลังส่งไอหมอกสีขาวลอยขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขากวาดสายตามองไปรอบด้าน พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่เท่าไรนัก เหวินซานเดินสำรวจอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตราย สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นต้นหญ้าิญญาธรรมดาที่ขึ้นอยู่ริมแอ่งน้ำ มันเป็เพียงสมุนไพรพื้นฐาน หาได้ทั่วไปในสำนัก
ไม่ไกลจากแอ่งน้ำพุ มีประตูหินสีดำตั้งอยู่เพียงบานเดียว ไม่มีผนัง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ราวกับมันถูกวางไว้กลางโลกแห่งนี้เพียงลำพัง
บนบานประตูเต็มไปด้วยอักขระสีทองนับไม่ถ้วน ทุกเส้นดับสนิท ยกเว้นอักขระเส้นแรกที่กำลังเรืองแสงอยู่แ่เบา
เด็กหนุ่มยื่นมือแตะลงบนประตู
ครืด…
ประตูหินสั่นะเืเบา ๆ อักขระสีทองเส้นแรกพลันสว่างขึ้นกว่าเดิม ขณะที่อักขระเส้นที่สองเรืองแสงวาบเพียงชั่วขณะ ก่อนจะดับลงอีกครั้ง จากรอยแยกของประตู มีแรงกดดันโบราณสายหนึ่งแผ่ออกมาเพียงเสี้ยวอึดใจ จนเหวินซานรู้สึกเหมือนจิตสำนึกกำลังถูกมองทะลุ
เขารีบชักมือกลับโดยสัญชาตญาณ ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
เด็กหนุ่มจ้องประตูหินอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนถอดใจแล้วจึงเดินเข้าไปถอนหญ้าิญญาขึ้นมา ก่อนจะนำไปปลูกลงบนแปลงดินที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นใช้น้ำจากแอ่งน้ำรดลงไปเล็กน้อย
"ลองดูก็แล้วกัน" เขาพึมพำกับตัวเอง ในเมื่อไม่รู้ว่าที่แห่งนี้มีความสามารถอะไร ก็เริ่มทดลองจากสิ่งง่ายที่สุดก่อน หลังรดน้ำเสร็จเหวินซานก็เดินสำรวจต่ออีกเล็กน้อย แต่เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ จิตสำนึกของเขาก็พลันถูกแรงบางอย่างดึงกลับ เพียงชั่วพริบตา ภาพทุกอย่างก็เลือนหายไป
เหวินซานลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตนเองยังคงนั่งอยู่บนเตียงหินภายในถ้ำ ราวกับเมื่อครู่เป็เพียงความฝัน แต่เมื่อเขาลองตรวจดูภายในตันเถียน หินสีดำยังคงลอยนิ่งอยู่เช่นเดิม
"ไม่ใช่ความฝัน" เหวินซานพึมพำเบา ๆ ก่อนมองไปยังเมล็ดสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย เขานั่งนิ่งอยู่บนพื้น สายตายังคงจับจ้องหินสีดำภายในตันเถียน
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบขวดหยกเปล่าใบหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะ "ในเมื่อข้าเข้าไปได้ จะเอาของเข้าไปได้หรือไม่" เหวินซานใช้จิตััเชื่อมกับหินสีดำ เพียงแค่ความคิดนั้นผุดขึ้น
วูบ...
ขวดหยกในมือพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหวินซานรีบใช้จิตเข้าสู่มิติอีกครั้ง เมื่อมาถึง ขวดหยกใบนั้นกลับวางอยู่บนพื้นดินไม่ไกลจากตัวเขา เด็กหนุ่มหยิบมันขึ้นมาตรวจดู ไม่มีรอยแตก ไม่มีความเสียหาย เป็ขวดใบเดิมทุกประการ เขาลองอีกครั้งคราวนี้เป็มีดพก จากนั้นเป็ตำรา เป็เมล็ดสมุนไพร แม้กระทั่งเตาหลอมใบเล็ก ทุกสิ่งล้วนถูกนำเข้ามาในมิติได้ทั้งหมด
"แปลก..." เหวินซานพึมพำ "ของทั้งหมดหายไปจากภายนอก... แต่กลับมาอยู่ที่นี่" เขาลองนำของออกจากมิติ เพียงความคิดเดียวขวดหยกก็กลับมาปรากฎอยู่ในมืออีกครั้ง
เด็กหนุ่มเงียบไปนาน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้ยินว่าบนโลกนี้จะมีสถานที่เช่นนี้ หรือมีของวิเศษที่สามารถเก็บสิ่งของได้โดยไม่ต้องพกติดตัว แม้แต่ในตำราของสำนักก็ไม่เคยกล่าวถึง สุดท้ายเขาจึงเก็บเื่นี้ไว้ในใจ ตั้งใจว่าจะหาโอกาสสอบถามผู้ที่มีความรู้มากกว่าตน
วันรุ่งขึ้น หลังดูแลสวนสมุนไพรเสร็จ เหวินซานก็พบเซิ่งหลินกำลังรดน้ำสมุนไพรอยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นเขา นางเพียงพยักหน้าเป็การทักทาย "มาช่วยตรวจสมุนไพรอีกแล้วหรือ"
"ขอรับ" ทั้งสองทำงานเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง "ศิษย์พี่" เซิ่งหลินเงยหน้าขึ้น
"บนโลกนี้... มีของวิเศษที่สามารถเก็บสิ่งของได้โดยไม่ต้องพกติดตัวหรือไม่" เหวินซานจึงเอ่ยขึ้นราวกับถามเล่น
เซิ่งหลินชะงักไปเล็กน้อยก่อนหัวเราะเบา ๆ "เ้าหมายถึงช่องว่างมิติสินะ"
เหวินซานรีบจดจำชื่อนั้นไว้ "ช่องว่างมิติ?"
เซิ่งหลินพยักหน้า "ใช่ เป็สมบัติล้ำค่าที่ภายในสร้างพื้นที่มิติไว้สำหรับเก็บสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็แหวน กำไล หรือจี้หยก ล้วนทำได้"
นางถอนหายใจเบา ๆ "แต่ของเช่นนั้น หายากยิ่ง การสร้างช่องว่างมิติต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและผู้เข้าใจกฎแห่งมิติร่วมมือกัน ต่อให้มีหินิญญามากเพียงใด ก็ใช่ว่าจะสร้างได้" เหวินซานฟังอย่างตั้งใจ
เซิ่งหลินกล่าวต่อ "ทั้งสำนักโอสถจันทรา ข้าเคยได้ยินว่ามีเพียงเ้าสำนักเท่านั้นที่สมบัติช่องว่างมิติ แม้แต่ผู้าุโหลายท่านก็ยังไม่มี" นางหันมายิ้ม "เหตุใดจู่ ๆ เ้าถึงถามเื่นี้"
เหวินซานยิ้มบาง ๆ "เมื่อวานอ่านตำราเก่า เห็นกล่าวถึงสมบัติประเภทนี้"
เซิ่งหลินพยักหน้าโดยไม่ได้เอะใจ "หากวันหนึ่งเ้ามีวาสนาได้ ต่อให้เก็บสมุนไพรทั้งสวน ก็ไม่ต้องแบกให้เมื่อยอีกแล้ว" เหวินซานหัวเราะเบา ๆ ไปตามคำพูดของนาง แต่ภายในใจกลับไม่สงบนัก หากสิ่งที่เขามีสามารถเก็บของได้จริง และยังเป็สิ่งที่แม้แต่เ้าสำนักก็มีเพียงชิ้นเดียว เช่นนั้นหินสีดำก้อนนี้ เกรงว่าจะมีค่ามหาศาลกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก
ความคิดนี้ทำให้เหวินซานตัดสินใจทันทีว่า ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะไม่มีวันเปิดเผยเื่มิติแห่งนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้