The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

บทที่ ๑๖๘ ค่ายฝึกทหาร

        ทั้งทีมของฑิฆัมพรเมื่อเห็นเธอกลับออกมาพร้อมกับหอกสีขาวในมือ หลังจากหายตัวไปเกือบชั่วโมงทั้งหมดก็รีบกรูเข้ามาเมื่อบาเรียนั่นหายไป แต่ละคนรีบพูดถามกันอย่างตื่นเต้นจนทั้งฑิฆัมพรและวิฬาร์หัวหมุนตาลาย

        เมื่อเห็นหนุ่มข้างกายโดนซักไซ้เข้าให้ฑิฆัมพรที่ยังไม่ทันเตรียมตัวก็เพิ่งสำนึกได้ว่าอาจห้ามปากหมอนั่นไม่ทันแล้ว

        ทว่าวิฬาร์ผู้กล้ากลับมีสีหน้าเหลอหลามองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างไม่รู้เหนือใต้ ก่อนจะตอบว่าความทรงจำสุดท้ายที่เขาจำได้คือเหตุการณ์ในป่าดิบที่จู่ๆ ท่อนล่างของเขาก็แข็งเป็นหิน จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป

        ก่อนจะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนนี้นี่แหละ ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นและสำเร็จหรือไม่

        สาวงามเมื่อได้ยินดังนั้นก็งงไปชั่วครู่แต่หลังจากไตร่ตรองดูก็คาดว่ารูปปั้นวิฬาร์ที่สู้กับเธอ คงเป็นการจัดการจากระบบเพื่อควบคุมความยากของภารกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่อย่างนั้นเกิดวิฬาร์แกล้งออมมือหรือเล่นหนักเกินไป ภารกิจจะผิดเพี้ยนทันที

        ส่วนคนอื่นๆ พอรู้ว่าวิฬาร์ถูกปิดกั้นการรับรู้ ก็เบนเข็มมาทางฑิฆัมพรผู้เป็นเจ้าของภารกิจแทน

        ฑิฆัมพรแม้จะอ่อนแรงจากการผ่านศึกหนักทว่ายังพอจะเอ่ยปากได้ หลังจากพอตั้งสติมั่นคง จึงบอกข่าวดีให้ทุกคนฟังเพื่อยืนยัน

        “ได้มาแล้ว”

        เสียงไชโยระเบิดขึ้นทันที

        มีหอกโมกขศักดิ์อยู่ในมือศักยภาพของฑิฆัมพรจะยิ่งทวีความร้ายกาจขึ้น หากใช้หอกนี่สัประยุทธ์ เกรงว่าต่อให้เป็นวิฬาร์ก็ยังต้องระวังตัวขึ้นหลายส่วน

        และแน่นอนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทางฑิฆัมพรก็ขอร้องให้เขาเก็บเป็นความลับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

        วิฬาร์เองก็เข้าใจเรื่องนี้ดี ตามกฎของกิลด์เรื่องส่วนตัวของลูกค้าจะไม่แพร่งพรายสู่ภายนอก ยกเว้นระดับผู้บริหารของกิลด์อยู่แล้วจึงสัญญาว่าผู้ที่จะรู้เรื่องนี้ ย่อมมีเพียงกลุ่มระดับเจ็ดเศียรเท่านั้น จะไม่หลุดไปให้คนอื่นทราบโดยเด็ดขาด

        เรื่องมาถึงขนาดนี้ ฑิฆัมพรก็ไม่ไปเซ้าซี้อะไรอีกเพราะการที่เขายอมถอยให้ถึงขนาดนี้ ก็นับว่าโอเคมากแล้ว

        และอีกอย่าง เธอก็ได้รู้ความลับของเขามาด้วย

        แม้ว่ามันจะยังไม่ถูกยืนยันก็ตาม

        เธอมั่นใจถึงแปดในสิบส่วน ว่าวิฬาร์มีร่างอวตารในครอบครองเพียงแต่ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้

        นั่นคงเป็นเรื่องที่เธอจะต้องสืบต่อไป

        และในตอนนี้ เมื่อจบงานว่าจ้างของฑิฆัมพรแล้ว วิฬาร์กับพวกก็ไม่จำเป็นต้องอยู่บนเกาะลงกาอีกต่อไปทว่าวิฬาร์ยังเหลือคอร์สฝึกหนักกับโคบุตรอยู่ และเจ้าตัวก็รู้ดีว่าหลังจากนี้ตนจะต้องเข้าสู่ภารกิจเผ่ายักษ์ขั้นที่สามและดีไม่ดีอาจจะเริ่มได้เบาะแสของภารกิจร่างอวตารขั้นที่ห้าด้วยจึงอยากเตรียมตัวด้านกลยุทธ์เวทไว้ให้พร้อมมากกว่าเดิม เนื่องจากคิดอาจจะช่วยให้เขาสามารถผ่านภารกิจได้ง่ายขึ้นสุดท้ายจึงตัดสินใจส่งพวกซิกมาไปที่ค่ายทหารก่อนและให้ฝึกตามแนวทางที่ตัวเองวางแผนเอาไว้ เพราะที่นั่นกิลด์ของเขาก็จัดครูฝึกมาไม่น้อย จึงน่าจะดูแลได้โดยไม่มีปัญหา

        คำสั่งนี้ทำให้กลุ่มซิกมาทั้งเก้ายกพลกลับลงมาที่ทวีปเบื้องล่างและเริ่มเตรียมตัวไปฝึกกลุ่มกองกำลังชุดใหม่ที่ค่ายทหารลับของพวกเขากับโรซาเลียกันต่อ

        สองกิลด์ยักษ์ใหญ่อย่างอนันตนาคราชและโรซาเลียเมื่อประสานงานกัน ต่อให้เป็นเมืองระดับหนึ่ง เกรงว่าเดือนเดียวก็สร้างได้นี่เป็นเพียงแค่ค่ายทหาร มันจึงเสร็จในเวลาไม่นาน

        ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่พวกซิกมาและฑิฆัมพรกลับออกมาจากลงกาพอดี

        เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันของทั้งสองกิลด์สุดท้ายจึงเลือกฝึกทหารชุดแรกสุดที่ฝ่ายละห้าพันนาย โดยมีเลเวลเฉลี่ยอยู่ที่ 170

        แน่นอนว่าเลเวลผู้เล่นพวกนี้สูงกว่าพวกอาเมียร์ไม่น้อยแต่เพราะพวกเขารู้ดีว่ากว่าจะเริ่มภารกิจเผ่ายักษ์ขั้นที่สามได้ทัพห้าพันนายนี้จะต้องถูกเคี่ยวกรำจนเป็นทัพแกร่ง ซึ่งคงใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนช่วงเวลาขนาดนั้น พวกอาเมียร์ย่อมมีเวลาปั๊มเลเวลตามให้ทันสบายๆจึงเผื่อช่วงเลเวลไว้ตั้งแต่ต้นเลย

        ค่ายทหารลับของสองพันธมิตรตั้งอยู่ในป่าลึกแห่งหนึ่งที่แถวชายแดนของทั้งสองกิลด์และถูกซ่อนจากเส้นทางทั่วไปที่ผู้เล่นใช้กันเป็นอย่างดีจึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องถูกพบเจอโดยบังเอิญ

        และทหารห้าพันนายของฝั่งอนันตนาคราชมาถึงค่ายกันล่วงหน้าแล้ว

        ผู้เล่นพวกนี้ไม่นับว่าเป็นมือใหม่เพราะพอมีประสบการณ์และรู้เรื่องราวพื้นฐานในโลกของเกมมาไม่น้อย รวมถึงก่อนจะมานี่ต่างก็ถูกเคี่ยวกันมาระดับหนึ่งแล้ว จึงไม่มีปัญหาที่ต้องกังวลนัก

        ทว่าทั้งหมดไม่ได้ถูกดึงออกมาจากกลุ่มกองเดียวกันแต่ละกลุ่มย่อมมีความรู้สึกว่าข้าคือเบอร์หนึ่ง ข้าคือที่สุดทำให้พอมารวมกันก็เกิดการเขม่นกันขึ้น และสามวันที่ผ่านมาก็เกิดการต่อสู้หนักเบารวมแล้วหลายร้อยครั้ง

        พวกหน่วยรักษาการณ์ที่กิลด์ส่งมาคุมทัพนั้นแม้จะรู้เห็น แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามเพราะพวกเขาเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มครูฝึกที่กิลด์ส่งมาจึงรู้ว่าถ้าหากไม่มีที่ให้ระบายพลัง คนพวกนี้อาจเป็นบ้ากันไปก่อน แถมนี่ก็เป็นเกมจะไปบังคับอะไรกันนัก

        และอีกอย่าง ให้พวกนั้นรู้จักกันผ่านกำปั้นนี่แหละเร็วที่สุดแล้ว

        ครูฝึกมีทั้งหมดสี่สิบกว่าคนคนทั้งหมดนับว่าเป็นสมาชิกระดับสูงกลุ่มหนึ่งดังนั้นจึงพอรู้เรื่องอนันตกาลมาบ้างไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่วิฬาร์สร้างชื่อด้วยซ้ำ

        และทั้งหมดเองก็รู้แนวทางการฝึกของเขามาบ้างจึงเห็นพ้องต้องกันว่าก่อนที่คนพวกนี้จะตบเท้าเข้าสู่ขุมนรกอย่างน้อยก็ควรให้พักผ่อนเป็นครั้งสุดท้ายกันบ้าง

         

        ………………..

         

        การซ่อมแซมเมืองขีดขินดำเนินมาไม่นาน ส่วนหลักๆก็ซ่อมแซมจนเกือบหมดแล้ว กิลด์ดาร์ค ฮอไรซอน ในฐานะเจ้าเมืองคนใหม่ก็เริ่มเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบพื้นที่ต่างๆในเมืองตามสมควร

        เหตุเพราะเป็นเมืองแห่งใหม่ที่ยังไม่เรียบร้อยนักบวกกับต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ทว่าไม่ต้องการให้กำลังพลที่ประจำอยู่ในจุดอื่นๆอ่อนแอลง พวกเขาจึงส่งรองฯ กิลด์มาเพียงสองคน เพื่อควบคุมดูแลงานในส่วนต่างๆไปก่อน

        โดยมีจินมยองเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลภาพรวมงานทั้งหมดและมีคริมสัน ผู้ครองร่างอวตารพาลีเป็นทีมเสริม ดูแลเรื่องอื่นๆ ที่ปลีกย่อยรวมถึงมาเพื่อสืบค้นความลับของร่างอวตารที่ตนมีด้วย

        งานสืบค้นข้อมูลนับว่ารวดเร็วจนน่าพอใจโดยเฉพาะเป้าหมายหลักที่กิลด์ของพวกเขาเข้ามาค้นหา

        เพราะพวกเขาได้เบาะแสมาว่า ที่เมืองแห่งนี้เป็นสถานที่เชื่อมโยงไปถึงวิธีการที่จะนำพวกเขาเข้าสู่ศูนย์กลางของทวีปหรือนั่นก็คือ

        เขาพระสุเมรุในตำนาน!

        ความจริง ก่อนหน้านี้ กิลด์เขาเคยส่งทีมสำรวจหลายชุดเพื่อหาเส้นทางเข้าสู่เขาพระสุเมรุแล้วทว่าไม่ว่าจะส่งยอดฝีมือเข้าไปเท่าไหร่ หรือจำนวนมากแค่ไหนทุกครั้งจะได้ข้อมูลที่ไม่เหมือนกันกลับมาเลย

        ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศที่พิสดาร สัตว์อสูรที่เก่งกาจรวมถึงเส้นทางที่ซับซ้อน เหมือนกับว่าเส้นทางเหล่านั้นเปลี่ยนไปตลอดเวลา

        และที่สำคัญ ไม่เคยมีใครเข้าไปถึงส่วนในสุดได้มาก่อน

        ราวกับว่าคนทั้งหมดกำลังเดินเข้าสู่เขาวงกตแห่งแดนสนธยาที่ไม่อาจหาปลายทางเจอ

        ทว่าเพราะการสืบค้นอย่างหนักหน่วง ทำให้ไม่นานมานี้พวกเขาก็เจอว่าที่ขีดขินนี้มีเบาะแสของเส้นทางเข้าสู่เขาพระสุเมรุอยู่ บวกกับภารกิจร่างอวตารของพาลีและองคตเริ่มมาถึงทางตันจึงเป็นเหตุให้กิลด์เขาเลือกเข้ายึดเมืองนี้ในที่สุด

        และการค้นคว้าอย่างหนักหน่วง ก็ทำให้เจอห้องลับห้องหนึ่งที่ทอดตัวลึกลงไปยังใจกลางเมืองขีดขินแห่งนี้แล้ว

        จินมยองจึงเชื่อว่าอีกไม่นานขอเพียงไขความลับขั้นต่อไปจนสำเร็จ พวกเขาก็จะรู้เส้นทางที่เหมาะสมสำหรับเข้าไปยังศูนย์กลางของทวีปได้

        ที่ซึ่งจะมอบพรหนึ่งประการและไขความลับทั้งมวลให้กับกฤษณะในที่สุด

         

        ………………..

         

        หลังจากจัดการเรื่องของพวกซิกมาและค่ายฝึกเสร็จวิฬาร์ที่เตรียมตัวและเตรียมใจจนพร้อมก็กลับมาหาโคบุตร

        โคบุตร ปรมาจารย์แห่งเผ่ายักษ์ ชื่อนี้ทรงพลังมากพอให้ผู้ได้ยินนามนี้ระย่นย่อหากเปิดเผยว่าท่านอยู่บนเกาะลงกานี้ เกรงว่าทั้งเกมจะต้องปั่นป่วนโกลาหลเพราะแทบทุกคนย่อมจะต้องตะเกียกตะกายหาทางขึ้นเกาะมาเพื่อขอพบท่านจากนั้นอ้อนวอนให้ท่านช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชา หาของกำนัลมากมายมามอบให้

        ทว่าวิฬาร์ ชายหนุ่มผู้ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่โชคดีที่สุดเหตุเพราะเขาได้รับสิทธิ์ร่ำเรียนวิชาอาคมกับท่านกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะเมื่อเขากระโดดลงจากหลังนาคนภาที่ขี่มา เหล้าระดับ C ก็ถูกแต๊บไปแล้วหนึ่งขวด ซ้ำยังได้ยินเสียงบ่นงึมงำว่าขวดนี้รสชาติไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วยอยากจะขอเปลี่ยนสินค้าสักหน่อย

        คุณพระคุณเจ้า ของระดับ C พวกนี้ หากวางอยู่ในร้านค้าของอนันตนาคราช นับเป็นของขึ้นหิ้งที่แพงหูฉี่คนที่จะเอื้อมถึงมีแต่ผู้เล่นระดับสูงที่เงินเหลือเฟือเท่านั้นแต่พอมาอยู่นี่กลับเปลี่ยนสภาพเป็นของรสชาติงั้นๆ เสียได้

        วิฬาร์จึงรู้สึกเจ็บแปลบเล็กๆ ในหัวใจ

        “เอิ๊ก! ว่าแต่... แจ๊บๆ เจ้าอยากเรียนไรล่ะข้าสอนให้ได้ทั้งนั้น ” ท่านถามพร้อมใช้หลังมือเช็ดปาก ใบหน้าเริ่มแดงอย่างควบคุมไม่ได้

        วิฬาร์ไม่รู้ว่าท่านเมาจริงหรือแกล้งทว่าเขาเคยเห็นภาพที่ ‘หนัก’ กว่านี้มาแล้ว ภูมิต้านทานจึงสูงมากเจ้าตัวจึงไม่สนใจอาการนั้นแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยินดี

        “อะไรก็ได้หรอครับ?” เดิมที เขาตั้งใจจะมาขอศึกษาวิธีวางค่ายกลของการรบเพิ่มสักหน่อยเนื่องจากหลังจากการครูพักลักจำไปคราวก่อนเขาพบว่าตัวเองศึกษาได้ไม่เท่าไหร่ก็พบทางตัน หลังจากนั้นไม่ว่าจะลองทำอย่างไรก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นแม่แต่หนึ่งก้าว จึงอึดอัดมาโดยตลอด บวกกับภารกิจเผ่ายักษ์สองสามครั้งที่ผ่านมาล้วนเป็นการรบที่ขบวนทัพมีผลไม่น้อย เขาจึงอยากเพิ่มความสามารถด้านนี้มากกว่าเดิม

        แต่พอได้ยินคำว่าอะไรก็ได้จากปากท่าน ความคิดอื่นๆก็เริ่มแตกแขนงออก ความโลภเริ่มเข้าครอบงำจิตใจ

        “งืม ไรก็ได้ สอนได้ทั้งนั้นแหละ อึกๆๆ” ท่านยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วกระดกขวดแก้วในมือลงคออั่กๆๆ

        “จะเป็นวิชาสกัดจุดชีพจร วิชาปรุงยา วิชาโลหะวิชาเงินตรา วิชาศรยุทธ์ หรือวิชาหนีภาษี เอ๊ย! วิชากฎหมายการเงินหรือจะเป็นเรื่องธาตุเวทที่เจ้ายังไม่เชี่ยวชาญก็มี” ท่านสะดุ้งเล็กๆเมื่อรู้ตัวว่าพูดผิด ก่อนจะรีบแก้อย่างรวดเร็ว

        ได้ยินคำว่าธาตุเวทที่เจ้ายังไม่เชี่ยวชาญประโยคนี้พลันทำให้เขารู้สึกคันที่หัวใจขึ้นมาแปลกๆ

        แม้ท่านจะมีเลเวลถึง 450 และระดับที่สูงขนาดนี้ แม้แต่พวกวิฬาร์ในยุคเบต้าเทสต์ก็ยังได้แต่แหงนหน้ามองถ้าหากจะดูถูกเขาสักหน่อยก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องเกินเลยแต่วิฬาร์ยังมีความรู้สึกไม่ยินยอมขึ้นในใจ

        เวลานี้เขาเลเวลเฉียดร้อยห้าสิบแล้วเวทระดับกลางยิ่งใช้ก็ยิ่งคล่องมือ เวทระดับสูงบางบทถ้าหาจังหวะดีๆมีกองสนับสนุนสักคนก็พอร่ายได้ ซ้ำแล้วเขายังเชื่อมั่นใจฝีมือตัวเองไม่น้อยจึงอยากจะลองของดูสักหน่อย

        “ผมคิดว่า ท่านน่าจะลองประเมินฝีมือผมจากการต่อสู้กันสักยกสองยกนะครับเผื่อท่านฤๅษีจะชี้แนะอะไรให้ผมได้บ้าง” ถึงจะรู้สึกคันยิบๆ ที่หัวใจแต่วิฬาร์ยังไม่เปรี้ยวถึงขนาดกระโดดเข้าไปบวกแบบไม่ดูหน้าดูหลังจึงใช้ถ้อยคำแต่พองาม ขอประลองด้วยคำพูดสวยหรู

        “เอิ๊ก! มาดิ”