ในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วกะพริบตา
ด้วยจิตตานุภาพแห่งจักรพรรดิ สภาวสุญญตาถูกใช้ จิตใจของฉินเทียนนิ่งเงียบราวกับบึงน้ำที่ไร้การกระเพื่อม ช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีถูกขยายออกราวกับเป็นนิรันดร์
ฉินเทียนใช้วิธีนี้ขยายห้วงเวลาเพื่อให้ตัวมันได้มีโอกาสขบคิด ถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
มีเหล่าอสูรบำเพ็ญตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิต 5 ตน ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดงอีก 15 ตน รวมทั้งหมดมีอสูรบำเพ็ญระดับสูงถึง 20 ตน
นอกจากนั้นยังมีเหล่าอสูรวัยเยาว์ นับจำนวนอย่างละเอียดนับได้ 18 ตน เป็นผู้ใช้อิทธิฤทธิ์ระดับท่องนภาระดับต่ำ ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มด้วยกันทั้งหมด สิ่งนี้แสดงว่าเหล่ารุ่นเยาว์ตรงนี้ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะทั้งหมด
หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คืออะไร
มิใช่ว่าตอนนี้พวกเราอยู่ในพิธีพันสำนักกันหรอกหรือ... แล้วเหตุใดจึงมีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ เพียงแค่มองดูก็รู้ว่า ณ ตอนนี้มีเหตุไม่คาดฝัน
และในเวลาเดียวกันในห้วงกาลเวลาที่ราวกับจะหยุดนิ่ง เสียงของระบบศาลเทพสวรรค์ก็ดังขึ้น ราวกับว่าระบบศาลเทพสวรรค์นี้สามารถแทรกแสร้งได้ทุกสิ่งอย่าง แม้แต่ในสภาวะจิตสุญญตาของฉินเทียน ที่ทำให้กาลเวลาโดยรอบคล้ายหยุดนิ่ง หากแต่ความจริงคือฉินเทียนได้ขยายการรับรู้ของจิตให้กว้างใหญ่ เสี้ยววินาทีของตัวมันกลายเป็นวัน เดือน ปี ได้ตามปรารถนาของตัวมัน
มันคือการควบคุมเวลาภายในจิต มิใช่การควบคุมเวลารอบกายหรือโลกภายนอกแต่อย่างใด
ไม่ช้าฉินเทียนก็เปิดหน้าภารกิจของระบบศาลเทพสวรรค์ออกมา มันคือภารกิจระดับ 75 ล้านแต้มบุญ [สังหารหมู่มารทั้ง 20 ตน] ฉินเทียนเห็นเช่นนี้ก็ลำบากใจนัก ตัวมันพึงเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับขาวเข้ม เหตุใดไอ้ระบบศาลเทพสวรรค์เฮ้งซวยถึงชอบพามันมาชกข้ามรุ่นบ่อยนัก และครั้งนี้ก็ยิ่งหนักหนากว่าครั้งเก่าก่อน
นับตั้งแต่ไอ้เวรเทพอสูรโลหิตครามที่จำใจต้องใช้ร่างจำแลงเซียนจ้าวสวรรค์ ตามมาด้วยเดรัจฉานเจ้าเมือง และปัจจุบัน... ฉินเทียนแทบไม่อยากจะคิดต่อ ว่าครั้งนี้ตัวมันต้องใช้อะไรแลกมากับชัยชนะอีก
สภาพล่าสุดที่มันพึงเอาชนะเดรัจฉานเจ้าเมืองมาไม่ต่างกับหมาตกน้ำ ไม่ต้องพูดว่าไอ้เดรัจฉานเจ้าเมืองนั้นเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับท่องนภาระดับกลางอย่างตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม
หากแต่ไอ้เวรที่อยู่ตรงหน้าของฉินเทียนตอนนี้ล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญที่มีระดับสูงกว่าทั้งนั้น!!!บัดซบ ฉินเทียนรอบร้องด่าในใจอีกครั้ง
แบบนี้ตัวมันจะเอาชนะได้อย่างไร
หากแต่เมื่อตัวมันหยุดนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง มันก็พบว่าพอมีโอกาสอยู่บ้าง หากแต่ตัวมันจำต้องแนบเนียน เพราะโอกาสทั้งหมดนี้สามารถกระทำได้เพียงแค่ครั้งเดียว [ป้ายหยกตั้งมั่น] คือกุญแจสู่ความสำเร็จของภารกิจนี้
หากตัวฉินเทียนสามารถทำให้เหล่าอสูรบำเพ็ญจิตมารพวกนี้ระเบิดพลังสูงสุดโจมตีมาที่มันในคราวเดียว ด้วยขอบเขตอำนาจการป้องกันและสะท้อนของป้ายหยกตั้งมั่น สภาพของเหล่าอสูรบำเพ็ญจิตมารทั้ง 20 ตนก็จะอยู่ในสภาพล่อแล่ทันที
หากแต่มีข้อแม้ว่าพวกมันต้องโจมตีด้วยอิทธิฤทธิ์อย่างเต็มที่ในเวลาที่กำหนดเท่านั้น และที่สำคัญตั้งกระทำพร้อมกันทั้ง 20 ตน เพราะหากพวกมันไม่ลงมือพร้อมกัน เกรงว่าคนที่ลงมือภายหลังจะจับทางรู้ว่ามันมีของวิเศษคุ้มกายและไม่ยอมลงมือเป็นแน่ และหากเมื่อเวลาของป้ายหยกตั้งมั่นหมดลง
หากเป็นเช่นนั้น โอกาสเป็นศพ หรือต้องหนีตายอย่างสุนัขของฉินเทียนช่างมีสูงนัก
และนอกจากนั้นภาพลักษณ์สูงส่งที่มันพึงสร้างมา หากนางสตรีทั้งสองที่มันหลอกล่อรู้เข้า ฉินเทียนไม่อยากคิดถึงความอนาทของตัวเองในภายหลัง เสียเยาะเย้ยสายตาดูถูกคงช่างหนักหนาเกินทน
ไม่ช้าฉินเทียนก็ตัดสินใจ แต้มบุญ 75 ล้านแต้ม ช่างล่อตาล่อใจมันเหลือเกิน แม้ภารกิจนี้จะมีความเสี่ยงสูงนัก ตอนนี้แต้มบุญมันเหลือเพียงสองหมื่นกว่าแล้ว มันจำต้องเลือกเคล็ดวิชาที่ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จของภารกิจนี้ ในห้วงกาลเวลาที่หยุดนิ่ง ฉินเทียนก็ได้เลือกสองเคล็ดวิชาทางสายเลือดมาก มันดูจะเป็นวิชาที่ตอบโจทย์ของฉินเทียนมากที่สุดแล้วในตอนนี้
[กรงเล็บมังกรมาร เคล็ดวิชาระดับท่องนภาระดับต่ำ : 12,500 แต้มบุญ]
[กรงเล็บมังกรมาร : คือเคล็ดวิชาสังหารที่ใช้ได้เฉพาะผู้มีสายเลือดมังกรอยู่ในตัวเท่านั้น มันจะดึงอานุภาพแห่งสายโลหิตมังกรออกมา เปลี่ยนมือของตัวเองให้ราวกับเป็นอาวุธสังหารที่ไร้ผู้ต้านทานแข็งแกร่งเกินจะกล่าว สามารถทะลวงร่างของอสูร สัตว์ร้าย หรือผู้บำเพ็ญที่มีระดับสูงกว่าได้โดยง่าย ขึ้นอยู่กับคุณภาพสายเลือดมังกรในร่างกายและระดับพลังวิญญาณของผู้ฝึกฝน]
[มังกรคลุ้มคลั่ง เคล็ดวิชาระดับท่องนภาระดับต่ำ : 12,500 แต้มบุญ]
[มังกรคลุ้มคลั่ง : เคล็ดมังกรคลุ้มคลั่งคือเคล็ดวิชาทางสายโลหิต เฉพาะผู้มีสายเลือดแห่งมังกรไหลเวียนอยู่ในกายเท่านั้น ในชั่วเวลาอึดใจ เคล็ดวิชานี้จะแผดเผาโลหิตและเส้นชีพจรวิญญาณในกายของผู้ฝึกแปรเปลี่ยนเป็นพลัง อานุภาพของวิชานี้ขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณและระดับสายโลหิตที่แผดเผายิ่งมีสายเลือดมังกรระดับสูงมากเท่าไร เข้มข้นมากเพียงไหนอานุภาพก็จะถูกขยายไปตามนั้น หมายเหตุ ขอเสียของวิชานี้ หากผู้ใช้เปิดใช้งานมังกรคลุ้มคลั่งนานเกินไปเส้นชีพจรวิญญาณจะเสียหายกลายเป็นคนพิการที่ไม่อาจจะฝึกฝนได้อีกต่อไป]
เมื่อฉินเทียนได้เห็นรายละเอียดของเคล็ดวิชาที่มันเลือกมา มันก็ได้แต่รอบร้องในใจ เหตุใดตัวเลือกของมันจึงต้องจำกัดอยู่แต่วิชาที่ต้องทำร้ายตัวเองเช่นนี้ด้วยนะ
หากแต่ก็ช่วยไม่ได้ วิชาดีๆ ที่ปลอดภัยและใช้งานใช้การได้นั้นล้วนต้องการแต้มบุญสูงยิ่ง บุรุษยากจนแต้มบุญเช่นตัวมันย่อมมิอาจจะหาซื้อได้ หากแต่แม้มีวิชาที่ปลอดภัยส่วนใหญ่อานุภาพก็มิได้อยู่ในระดับที่มันต้องการ
ฉินเทียนย้อนนึกไปถึงช่วงต้นของวัน ตัวมันพึงหัวเราะเสียงดังพร้อมดีใจว่าตัวมันนั้นจะไม่จนแต้มบุญอีกต่อไปแล้ว
หากแต่เวลาพึงผ่านไปยังไม่ทันพ้นวันดี ตอนนี้มันก็รู้สึกเหมือนจนกรอบอีกรอบแล้ว
ไม่ช้าฉินเทียนก็กดยืนยันคำสั่งซื้อ
เคล็ดวิชามังกรทั้งสองก็หลั่งไหลเข้าสู่กายมันทันที ความเข้าใจอย่างแจ่มชัดก็บังเกิด
ไม่ช้าฉินเทียนก็เปิดใช้เนตรมองอดีต มองไปยังอสูรบำเพ็ญจิตมารตัวที่มันคาดว่าจะเป็นหัวหน้า... แม้ใจลึกๆ มันจะไม่อยากจะใช้เนตรมองอดีตที่แสนเนิ่นนานนี้เลยก็ตาม หากแต่สถานการณ์เช่นนี้ตัวมันก็มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันจำต้องรู้ถึงจุดอ่อนของศัตรู และต้องยั่วยุให้พวกมันทั้ง 20 ตน โจมตีตัวมันพร้อมๆ กัน ด้วยอิทธิฤทธิ์ระดับสูงสุดของพวกมัน
มิเช่นนั้น... คนที่จะต้องตกตายและพ่ายแพ้จะต้องเป็นตัวมันเอง
1 ใน 20 อสูรบำเพ็ญตรงหน้ามัน หากมีตัวใดแม้สักตัวหนึ่งมีสภาพสมบูรณ์ ฉินเทียนแทบจะไม่มีโอกาสชนะพวกมันได้เลย เพราะระดับการบำเพ็ญนั้นห่างชั้นกันจนเกินไป
.
.
.
ไม่ช้าฉินเทียนก็เริ่มท่องไปในกาลเวลาอันยาวนานของอสูรบำเพ็ญจิตมารตัวนี้
ภาพการใช้ชีวิตอันต่ำทรามปรากฏตรงหน้ามัน โลหิต อิสตรีและกลิ่นอายแห่งความตายคือเส้นทางของมัน
กลืนเนื้อหนัง ดื่มโลหิตคือเคล็ดลับเร่งเร้าการบำเพ็ญของตัวมันให้รวดเร็วยิ่งกว่าอสูรตนอื่นๆ เพียง 5000 ปี มันก็เข้าสู่ระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตได้สำเร็จ
อสูรบำเพ็ญจิตมารตนนี้ แต่เดิมก็เป็นชนชาวอสูรบำเพ็ญธรรมดาสามัญ หากแต่เมื่อ 5000 ปี ก่อน มันได้พบใครบางคนที่มอบโอกาสแห่งการบำเพ็ญให้แก่มัน จากโจรป่าแดนอสูร ก็ได้เป็นคนของทางการเสพสมอำนาจไม่สิ้น ฉินเทียนได้เห็นภาพของมันผู้นี้ร่วมก่อการ แม้มันจะอยู่ไกลๆ หากแต่ว่าอสูรตนนี้มันก็ได้เห็น...
ภาพของการล่าสังหาร... องค์ราชันย์แห่งเผ่าอสูรกิเลนผู้เป็นหนึ่งในผู้ปกครองทวีปใหญ่แห่งแดนอสูร
ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก องค์ราชันย์ถูกกำจัดอย่างไม่คาดคิด จากนางสตรีใกล้ตัว ที่แสร้งเป็นนางบำเพ็ญระดับต่ำนางงดงามตระการและดูยวนยั่วไม่น้อย หากแต่แท้จริงนางกลับมิใช่นางอสูรอ่อนแอหากแต่อยู่ในระดับชาวสวรรค์เช่นเดียวกันกับผู้เป็นราชันย์อสูร ไม่ช้าก็มีบุรุษอีกผู้หนึ่งเดินเข้ามา มันลอกเนื้อหนังของราชันย์อสูรผู้ปกครองหนึ่งทวีปและสวมเนื้อหนังนั้นราวกับเป็นเสื้อผ้า
ทุกอย่างแนบเนียนราวกับว่ามันคือองค์ราชันย์ผู้นั้นจริงๆ กลิ่นอายความรู้สึกยังเหมือนเดิม หากแต่สิ่งที่ต่าง คือจิตวิญญาณแห่งองค์ราชันย์กลับไม่มีอยู่อีกต่อไป
ฉินเทียนนิ่งเงียบมอง ตัวมันมิคิดเลยว่าจะได้มารับรู้เรื่องราวเหล่านี้
ไม่ช้ามันก็ค่อยๆ ได้รับรู้สิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเน่าเหม็นของหมู่มาร
ความฉลาดและใจเย็นของพวกมันไม่น้อยเลย
แม้พวกมันจะบ้าคลั่งและเสื่อมทราม หากแต่พวกมันก็มิได้โง่งม
พวกมันใจเย็นและสามารถเฝ้ารอเวลาและโอกาสได้
น่าเสียดายอสูรบำเพ็ญจิตมารตนนี้ระดับฝึกฝนต่ำเกินไป สิ่งอื่นๆ ที่มันได้รับรู้เกี่ยวกับหมู่มารล้วนแต่ผิวเผิน
หากแต่ถึงอย่างนั้น ตัวฉินเทียนมันก็ได้พบจุดอ่อนของมันเหล่านี้แล้ว
ไม่ช้าตัวฉินเทียนมันก็แย้มยิ้ม
การท่องไปในห้วงกาลเวลาของหมู่มารครั้งนี้ดูท่าจะไม่เสียประโยชน์แม้แต่น้อย
เพราะหากตัวมันมิเห็นอดีตของพวกมัน
ในครั้งนี้คงจะเป็นตัวมันที่ตกตาย
เพราะอสูรเหล่านี้มิอาจจะฆ่าพวกมันด้วยวิธีสามัญ
.
.
.
วันเวลาคล้ายกลับคืนสู่ความเป็นปกติ
สายลมฝุ่นควันค่อยๆ จางหาย ฉินเทียนในร่างอสูรค่อยๆ ก้าวเดินอย่างแช่มช้า
แม้ระดับฝึกตนจะต่ำชั้น หากแต่จิตใจของมันคือจักรพรรดิ์สวรรค์ผู้ไร้ซึ่งความหวาดกลัว
ในช่วงเวลาที่ฝุ่นควันหมดไป
อสูรทุกผู้ตนก็ได้เห็น หนึ่งร่างอสูรผู้งามสง่า
ฉินเทียนจดจ้องไปที่เหล่าอสูรบำเพ็ญจิตมารทั้งหลาย ไม่ช้าก็แผ่จิตตานุภาพปกคลุม จิตสังหารที่หมายจะพรากชีวิตของพวกมัน
พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
.
.
.
ในเสี้ยววินาทีที่จิตตานุภาพของฉินเทียนแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เหล่าวัยเยาว์อสูรสายตาสั่นกลัว
ส่วนเหล่าอสูรบำเพ็ญจิตมารระดับสูงทั้งหลาย พวกมันคล้ายรับรู้ถึงอันตราย เส้นขนทั่วร่างมันลุกเกลียว พร้อมสัมผัสความหนาวเย็นแห่งความตาย... หากแต่ว่าด้วยจิตตานุภาพเพียงเท่านี้ของฉินเทียน มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เหล่าอสูรจิตมารทั้งหลายถึงกับหวาดกลัวอย่างแท้จริงได้ ทำได้เพียงกระตุ้นสัญชาตญาณแห่งอันตรายให้พวกมันรับรู้เท่านั้น
และด้วยจิตตานุภาพในระดับนี้ของฉินเทียน เหล่าอสูรจิตมารทั้งหลายก็ต่างรับรู้ บุรุษอสูรรูปงามตรงหน้ามันนั้นมิใช่ธรรมดาสามัญ
หากแต่จากการประเมินคร่าวๆ ของพวกมัน แม้บุรุษอสูรรูปงามจะน่าหวั่นเกรงแต่ก็มิได้เหนือล้ำจนพวกมันต้องหวาดกลัว
พวกมันเคยพบเจอจิตตานุภาพที่เหนือล้ำกว่านี้มาแล้ว จิตตานุภาพของผู้อยู่ในระดับเศษเสี้ยวเทวะ
.
.
.
อสูรจิตมารที่คร่ากุมร่างขององค์ชายกิเลน มันจดจ้องมองมาที่ฉินเทียนในร่างอสูร
มันกำลังประเมินในตัวตนของผู้ที่มา
พร้อมคิดในใจ 'มันคือระดับแสวงมรรค จิตตานุภาพเมื่อครู่น่าจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับจิตตานุภาพของผู้แสวงมรรคระดับต่ำหรือกลาง ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีม่วงไม่ก็น้ำเงิน... แต่ข้ายังมีโอกาส นายท่านได้มอบสมบัติวิเศษแก่พวกข้า ที่แม้แต่ระดับแสวงมรรคระดับกลางหรือสูงก็ยังต้องตกตายได้ด้วยมัน'
อสูรจิตมารยิ้มก่อนจะมองไปที่สหายร่วมก่อการทั้งหลายของตัวมัน
หากแต่ว่า... ถ้ามันไม่จำเป็นมันก็ไม่ต้องการใช้ของสิ่งนี้
เพราะมันเป็นของวิเศษที่จัดสร้างได้ยากเย็น และต้องสังเวยชีวิตของผู้คนชาวอสูรมากมายนักกว่าจะได้มา
ดังนั้นมันจึงเลือกที่จะพูดคุย พร้อมกล่าวอ้างถึงนายเหนือหัวของมัน เพื่อบุรุษอสูรรูปงามตรงหน้ามันจะเกรงกลัว
"สหายนี่มิใช่เรื่องของท่าน มันเป็นเรื่องภายในของราชวงศ์อสูรกิเลน ราชันย์ผู้ครองหนึ่งมหาทวีปแห่งแดนอสูรนี้ เจ้าต้องรู้นะว่าเรื่องใดควรยุ่งเกี่ยว เรื่องใดมิควรยุ่งเกี่ยว" มันมิพูดเปล่า ยกป้ายทองรูปกิเลนออกมา พร้อมกล่าวอ้างว่าสิ่งที่ตัวมันทำคือราชโองการจากมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ราชันย์กิเลนในตำนาน
.
.
.
เมื่อฉินเทียนได้ยินเช่นนั้น มันก็ยิ้มเยาะเบาสบาย พร้อมย่างก้าวอย่างแช่มช้า "ข้าเทียนหลงคงจากที่นี่ไปนานเกินไป ผู้คนที่รู้จักข้าจึงน้อยเต็มที กิเลนน้อยในวันวานตอนนี้เติบใหญ่เป็นราชันย์ปกครองหนึ่งทวีปใหญ่ของแดนอสูร หากแต่..."
ไม่ช้าฉินเทียนก็จดจ้องมองไปที่นัยน์ตาของอสูรจิตมารผู้เป็นหัวหน้า
"กิเลนน้อยที่ข้ารู้จักนั้น มิใช่ว่าถูกพวกเจ้าผู้ขายวิญญาณให้เผ่ามารผู้เสื่อมทรามฆ่าสังหารแล้วลอกเนื้อหนังของมันแล้วสวมรอยเป็นราชันย์อยู่ในตอนนี้หลอกรึ..."
เมื่อฉินเทียนพูดกล่าวถึงตรงนี้ องค์ชายกิเลนผู้ถูกคร่ากุมคล้ายตกตะลึง ในใจปรากฏความคิดอ่านมากมายนัก
และไม่ใช่แต่ตัวองค์ชายกิเลนที่ตกตะลึง หากแต่ผู้บำเพ็ญฝึกตนทั้งหลายโดยรอบก็มิต่างกัน
แม้แต่อสูรบำเพ็ญจิตมารทั้งหลายก็ตกใจ
.
.
.
เมื่อฉินเทียนพูดกล่าวถึงตรงนี้อสูรจิตมารผู้เป็นหัวหน้าถึงกับแผ่นหลังเย็นเฉียบ เรื่องนี้มีแต่ตัวมันเท่านั้นในที่นี้ที่ล่วงรู้ พร้อมนึกถึงที่มาที่ไปของตัวตนตรงหน้าของมัน หากแต่มันคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเลย หากแต่เมื่อมันเริ่มเรียบเรียงคำพูดและเรื่องราวต่างๆ ที่ออกจากปากบุรุษตรงหน้ามันก็คล้ายต้องเริ่มขบคิด ถึงพลังอำนาจและระดับฤทธาของบุรุษตรงหน้ามันเสียใหม่ ว่าใช่ขอบเขตแสวงมรรค ตราสัญลักษณ์วิญญาณระดับสีม่วง น้ำเงิน ดำ จริงหรือไม่
หรือว่ามันผู้นี้จะสูงล้ำยิ่งกว่า
และเมื่ออสูรจิตมารนึกไปถึงคำพูดที่มันผู้นี้เรียกหาราชันย์กิเลนว่าเด็กน้อย เด็กน้อยที่อายุ 100,000 ปีเนี่ยนะ ตัวมันก็ถึงกับสั่นสะท้าน
เพราะหากที่บุรุษผู้นี้พูดกล่าวเป็นความจริง
นั่นย่อมแสดงว่ามันผู้นี้อยู่ในขอบเขตของชาวสวรรค์แล้ว
'!!!ไม่ได้การ' อสูรจิตมารคิดในใจ ตอนนี้สถานการณ์ดูจะแย่กว่าที่มันคิดนัก
หากตัวตนตรงหน้ามันคือแสวงมรรค มันจะไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย หากแต่เมื่อเป็น... ชาวสวรรค์ สถานการณ์ตรงหน้ามันคล้ายจะไม่ดีอีกต่อไปแล้ว
.
.
.
ไม่ช้าฉินเทียนก็แย้มยิ้มอีกครั้งก่อนจะยืนนิ่ง
เชิดหน้าขึ้น ปล่อยสายลมนำพา พัดผ่านร่างกาย คำพูดกล่าวของมันสร้างความสั่นไหวแก่จิตใจของเหล่าอสูรจิตมารสำเร็จ โดยเฉพาะหัวหน้าของเหล่าอสูร ก้าวย่างแรกแห่งแผนการตัวมันฉินเทียนทำสำเร็จแล้ว
ไม่ช้ามันก็พูดกล่าวต่ออีก
"เห็นแก่ที่พวกเจ้านั้นมีระดับการฝึกบำเพ็ญช่างต่ำชั้น เป็นแค่หนอนแมลงเศษธุลีไร้ค่า ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าหมู่อสูรจิตมารทั้งหลาย ข้าจะให้พวกเจ้าโจมตีข้าอย่างเต็มความสามารถสุดกำลัง หากทำให้ข้าเคลื่อนเท้า หรือเส้นผมหลุดล่วงแม้เพียงหนึ่งเส้น พวกเจ้าทั้งหมดก็ไปจากที่นี่ได้ทันที"
.
.
.
อสูรจิตมารทั้งหลายต่างสั่นสะท้านไปกับคำพูดเช่นนี้ จนลืมสิ้นกับสิ่งที่มันคิดหมายและประเมินบุรุษตรงหน้าไปเสียแล้วว่าเป็นเพียงอย่างมากก็เป็นผู้บำเพ็ญระดับแสวงมรรค
บุรุษอสูรรูปงามตรงหน้าพวกมัน มันช่างเหิมเกริมและน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง
แม้แต่ระดับชาวสวรรค์ก็ต้องรู้ แม้ระดับฝึกฝนจะมีความห่างชั้นกัน และสามารถรับการโจมตีของระดับต่ำกว่าอย่างไร้กังวลได้
หากแต่นั้นก็ต่อเมื่อ ตัวของผู้บำเพ็ญได้จำแลงกายอยู่ในร่างเทวะแล้วเท่านั้น
หากแต่บุรุษผู้นี้มิได้ใช่ร่างเทวะ หากแต่กลับยืนเบาสบายเช่นนี้ให้พวกมันโจมตีจริงหรือ
ร่างเหนือหนังของชาวสวรรค์ต่างเป็นที่รู้กันมันมิได้ต่างจากระดับแสวงมรรคเลย
ไม่ช้าอสูรจิตมารผู้เป็นหัวหน้าและมีมือหนึ่งที่คร่ากุมร่างขององค์ชายกิเลนก็พูดกล่าว
"สิ่งที่ท่านพูดนั้นจริงรึ"
.
.
.
ไม่ช้าฉินเทียนก็พยักหน้า
.
.
.
ไม่ช้าอสูรจิตมารผู้เป็นหัวหน้ามันก็ถามต่ออีก เพื่อคลายความกังวล
"ท่านจะใช้ร่างเทวะป้องกันหรือไม่"
.
.
.
ฉินเทียนส่ายหน้าพร้อมพูดกล่าว
"แค่หนอนแมลงสวะธุลีดินไยข้าจึงต้องใช้ร่างเทวะ หึ จงจำไว้ข้าให้โอกาสรอดชีวิตแก่พวกเจ้าเพียงครั้งเดียว หากเมื่อผ่านหนึ่งกระบวนท่าแห่งฤทธาไปแล้ว หึหึ... พวกเจ้าคงรู้นะว่าจะต้องพบเจอกับอะไร ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น"
ไม่ช้าอสูรทั้งหลายต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พร้อมส่งเสียงจิตคุยกัน
แต่ละคนต่างก็รู้สึกว่าบุรุษตรงหน้าไม่ธรรมดา มีลับลมคมในบางอย่างที่พวกมันก็ไม่กล้าประมาท
แม้ไม่อาจจะสัมผัสกลิ่นอายและความรู้สึกของชาวสวรรค์ได้
หากแต่ไม่รู้ทำไม พวกมันกลับแลเห็นความสูงส่งอันเหนือล้ำจากบุรุษอสูรรูปงามตนนี้ จนแม้แต่พวกมันยังรู้สึกหวาดกลัว จนอยากจะหนีไปเสียโดยเร็ว
หากแต่พวกมันก็รู้ดีกว่า หากบุรุษตรงหน้าของมันเป็นชาวสวรรค์จริง ต่อให้ตอนนี้พวกมันมีปีกบิน
มารดาให้ขาแต่กำเนิดมาคนละร้อยคู่ ก็มิอาจจะหลีกหนีผู้ครอบครองอิทธิฤทธิ์ขอบเขตเทวะได้
ดังนั้นตัวเลือกของพวกมันตอนนี้จึงมีเพียงหนึ่ง
ไม่ช้าพวกมันก็พยักหน้าให้กัน พร้อมส่งสัญญาณลงมือ
.
.
.
ฉินเทียนแย้มยิ้มดีใจ พร้อมคิดในใจ
'ลูกเอ๊ยลงมือเร็วๆ บิดายืนรอจนเมื่อยแล้ว หากพวกเอ็งคนใดบินหนีบิดามีสิบขาก็ตามพวกเอ๊งไม่ไหวเช่นกัน คิกคิก'
ในท่าทีที่นิ่งเฉยที่แลดูสงบและสูงส่งของฉินเทียน หากแต่ในใจมันตอนนี้ยื่นลุ้นอยู่ทุกขณะจิต ปรารถนามิให้มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น
.
.
.
ไม่ช้าเหล่าผู้บำเพ็ญก็ต่างเร่งเร้าพลังสูงสุดของตนพร้อมใช้ร่างวิญญาณจำแลง กลายร่างเป็นอสูรโดยสมบูรณ์สูง 4 จั้งบ้าง 5 จั้งบ้าง ตามลำดับการบำเพ็ญของพวกมัน พร้อมร่ายฤทธิ์เสริมอำนาจระดับสูงสุดแก่ตนเอง ไม่ช้าแต่ละคนก็นำของสิ่งหนึ่งออกมา
.
.
.
และเมื่อองค์ชายอสูรกิเลนได้เห็นมันก็รีบร้องตะโกนออกมาเสียงดัง "ไม่ๆๆๆๆ ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดระวัง สิ่งนั้นมันคือ!!!"
หากแต่ยังไม่ทันที่องค์ชายอสูรกิเลนจะกล่าวจบประโยค โลกธาตุก็ราวกับแตกร้าว เสียงสายฟ้าสีทมิฬก็ดังก้องปกคลุมไปทั่วบริเวณ กลบเสียงร้องตะโกนขององค์ชายอสูรไปจนสิ้น แผ่นดินก็แตกสลายอย่างรวดเร็ว สมบัติวิเศษที่เหล่าอสูรจิตมารนำออกมามิใช่ธรรมดาเลย
หากมิใช่เพราะบริเวณนี้ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลระดับสูงที่ตัดกับรับรู้ของผู้อยู่ภายในและภายนอกออกจากกันโดยสมบูรณ์ ณ ตอนนี้เหล่าอสูรทุกตัวตนรอบบริเวณพันลี้จะต้องหันมองมา ณ ที่ตรงนี้เป็นตาเดียวกันเป็นแน่...