ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 61 นางรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก

            ถ้าองค์หญิงอันหย่ารู้ว่าพี่น้องที่ดีที่สุดของนางกำลังคิดเรื่องการตายของนางอย่างไร้หัวใจทั้งยังคิดปัดความรับผิดชอบจากตัวจนหมดเกลี้ยงก็ไม่รู้ว่าจะโมโหจนโรคหัวใจกำเริบไปจริงๆ หรือไม่

            หลังจากสองสาวใช้ประคององค์หญิงอันหย่าที่ตัวอ่อนปวกเปียกกลับไปที่นั่งมู่จื่อหลิงจึงลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดินไปด้านหน้าองค์หญิงอันหย่าอย่างไม่รีบร้อนดึงห่อผ้าที่บรรจุเข็มสีทองออกมาจากแขนเสื้อ วางไว้บนโต๊ะแล้วค่อยๆ เปิดออก

            “ตอนนี้ต้องฝังเข็มทองเก้าร้อยแปดสิบเอ็ดเล่มลงไปบริเวณหน้าอกขององค์หญิงอันหย่าถ้าเป็นผู้ป่วยที่หมดสติจะไม่รู้สึกเจ็บ และไม่มีรอยแผลใดๆหากเป็นผู้ป่วยปกติจะรู้สึกได้ถึงความเจ็บพอถึงเวลาที่ถอนเข็มออกมาก็จะเป็นรอยพรุน แต่ว่าองค์หญิงอันหย่าหมดสติไปนานแล้วฝังเข้าไปก็ไม่เจ็บ ย่อมต้องไม่มีรอยแผลเป็นพรุนแน่”

            มู่จื่อหลิงพึมพำกับตนเองพลางมององค์หญิงอันหย่าแม้เสียงจะเบา แต่ผู้ที่ควรได้ฟังหรือไม่ควรฟังล้วนได้ยินหมดย่อมต้องรวมองค์หญิงอันหย่าผู้ที่ ‘หมดสติ’ ผู้นั้นด้วย

            ทว่าคำพูดนี้ของมู่จื่อหลิงก็มิได้ไร้ประโยชน์องค์หญิงอันหย่ามิได้ทำให้นางผิดหวังจริงๆ ด้วย มือเล็กดังหอมปอกของนางก็ยังให้ความร่วมมือโดยการสั่นขึ้นมา

            แน่นอนว่าสายตาของทุกคนล้วนพุ่งไปที่เข็มสีทองบนห่อผ้าที่กางออกนั้นย่อมไม่สังเกตเห็นความผิดปกติขององค์หญิงอันหย่า ยกเว้นมู่จื่อหลิง

            มู่จื่อหลิงเย้ยหยันกับตนเงียบๆเด็กสาวผู้นี้ยังสามารถทนได้อยู่อีก มีความอดทนเต็มเปี่ยมเสียจริงไม่รู้ว่าฝังเข็มพวกนี้ลงไปจะดิ้นเร่าๆ ขึ้นมาหรือไม่

            คนทั้งหมดเห็นแถวของเข็มสีทองสะท้อนแสงไฟก็กำลังจินตนาการถึงความรู้สึกเมื่อเข็มนั่นปักเข้ามาในเนื้อแล้วพากันตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวต้องฝังถึงเก้าร้อยแปดสิบเอ็ดเข็มจริงๆ หรือ?

            “พี่สะใภ้สามอาการเจ็บป่วยของอันหย่าร้ายแรงเพียงนั้นจริงๆ พวกนี้ล้วนต้องฝังลงไปทั้งหมดจริงๆ หรือ?” หลงเซี่ยวเจ๋อมองเข็มทองพวกนั้นพลางกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัวถามอย่างไม่แน่ใจ

            แม้เข็มพวกนี้จะไม่ได้ฝังลงบนตัวเขาแต่พอมองเข็มพวกนี้แล้ว เขาก็มีความรู้สึกเจ็บในเนื้อความรู้สึกนั้นไม่ดีอย่างยิ่ง จะน่ากลัวเกินไปแล้ว

            “แน่นอนแล้วต้องฝังเข้าไปสองชุ่น [1] มิเช่นนั้นจะไม่มีผล”มู่จื่อหลิงพูดอย่างจริงจัง ทำให้ผู้อื่นไม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติใดๆราวกับเป็นเช่นนี้จริง

            หลงเซี่ยวเจ๋อเบิกตากว้างทั้งสองข้างอุทานอย่างตกใจ “สองชุ่น!”

            เข็มสีทองนี้ยาวไม่เกินสองชุ่นกว่าเท่านั้นหนึ่งเข็มต้องฝังถึงสองชุ่นแล้วยังเป็นตำแหน่งของหัวใจ ฝังเข็มลงไปมากมายเพียงนั้นหัวใจจะไม่ถูกจิ้มจนแตก แน่ใจว่าจะไม่ตายจริงๆ หรือ

            ทว่าเขาไม่ควรไม่เชื่อพี่สะใภ้สามแต่ไหนแต่ไรพี่สะใภ้สามไม่ลงมือในสนามที่ไม่มีความมั่นใจฝีมือการรักษาของพี่สะใภ้สูงส่ง นางพูดว่าสองชุ่นก็สองชุ่นแล้วกัน

            เกี่ยวอะไรกับเขากันอย่างไรเสียก็มิได้ฝังลงบนตัวเขา และอันหย่าก็มิใช่น้องสาวแท้ๆ ของเขาเขาจะกังวลไร้สาระทำไม ในเมื่อพี่สะใภ้สามกล้าฝัง ก็คงไม่กลัวเช่นกัน

            ขณะนี้เองมู่อี๋เสวี่ยยังมิวายเตือนอีกครั้ง“มู่จื่อหลิงเป็นผู้ที่ฝังเข็ม หากองค์หญิงอันหย่าไม่ฟื้นขึ้นมาเจ้าก็อย่าได้หลีกหนีความรับผิดชอบ”

            เข็มมากมายเพียงนั้นนางมองก็กลัวไปหมดแล้วนางไม่รู้ว่าที่มู่จื่อหลิงพูดจะเป็นความจริงหรือไม่ ไม่แน่ใจฝีมือการรักษาของมู่จื่อหลิงและไม่รู้ว่ามู่จื่อหลิงจะมีความมั่นใจเพียงนั้นจริงหรือไม่

            แต่หากองค์หญิงอันหย่าฟื้นขึ้นมาได้ก็นับว่าดีหากไม่ฟื้นขึ้นมา นางไม่มีทางปล่อยมู่จื่อหลิงไปดีๆ แน่

            มู่จื่อหลิงชายตามองนางสายตานั้นเหมือนกับมองคนปัญญาอ่อนอย่างไรอย่างนั้น

            องค์หญิงอันหย่าไม่ฟื้นขึ้นมา? เป็นไปได้หรือ? คำพูดกองนั้นที่นางปั่นหัวมู่อี๋เสวี่ยไปก็แค่คำพูดไร้สาระที่พูดไปอย่างนั้นทว่าองค์หญิงอันหย่าคิดจะแสดงละคร นางให้ความร่วมมือแสดงด้วยสักฉากก็ได้

            แม้นางจะไม่ได้คาดว่าความอดทนขององค์หญิงอันหย่าจะสูงเพียงนี้เสแสร้งปานนี้ นางล้วนพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว องค์หญิงอันหย่ายังคงไม่ขยับเขยื้อนไม่มีความคิดที่จะฟื้นขึ้นอย่างสิ้นเชิง

            ทว่า นางเชื่อมั่นว่าองค์หญิงอันหย่าเสแสร้งต่อไปได้ไม่นานแล้ว

            มู่จื่อหลิงไม่สนใจคำเตือนของมู่อี๋เสวี่ยนางมององค์หญิงอันหย่าอย่างแฝงความหมาย พูดด้วยเสียงอันดัง “แค่สองชุ่นเท่านั้นองค์หญิงอันหย่าตอนนี้สลบไปแล้ว จะไม่รู้สึกถึงความเจ็บ”

            พูดแล้วนางก็หยิบเข็มทองออกมาจากห่อผ้าสองสามเข็ม จงใจแกว่งไปมาต่อหน้าคนทั้งหมด

            คนทั้งหมดสูดลมหายใจเย็นๆจดจ้องไปที่เข็มทองสองสามเข็มนั้นในมือของมู่จื่อหลิงโดยไม่เคลื่อนไปไหน เข็มนี้แทงเข้าไปสองชุ่นจะไม่เจ็บแน่ๆใช่หรือไม่

            “พวกเจ้าคลายชุดขององค์หญิงออกเปิ่นหวางเฟยจะเริ่มแล้ว” มู่จื่อหลิงสั่งสาวรับใช้ทั้งสองด้วยความนิ่งสงบ ไม่หลบเลี่ยงหลงเซี่ยวเจ๋อและลุงฝูที่ยังอยู่ในสถานที่แห่งนี้แม้แต่น้อย

            สาวใช้สองคนได้สติกลับเข้ามาแต่กลับละล้าละลังไม่ลงมือ หวางเฟยมิได้พูดผิดใช่หรือไม่ให้พวกนางคลายอาภรณ์ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ พระวรกายขององค์หญิงล้ำค่านักและที่แห่งนี้ยังมีบุรุษถึงสองคน

            มู่จื่อหลิงเห็นสาวใช้ทั้งสองคนยังไม่แม้แต่จะขยับตัวก็เหมือนกับเพิ่งตื่นจากฝันอย่างไรอย่างนั้น พูดกับหลงเซี่ยวเจ๋อและลุงฝู“เจ้าสองคนหันหลังไป ไม่อนุญาตให้แอบดู”

            นางมิได้ให้พวกเขาออกไปทันทีเพราะนางเห็นแล้วว่าดวงตาภายใต้เปลือกตาขององค์หญิงอันหย่าสั่นไหวเล็กน้อยจังหวะพอสมควรแล้ว ละครดีย่อมต้องเหลือคนดูไว้เยอะหน่อย

            “หวางเฟย นี่ไม่เหมาะสมบ่าวกับองค์ชายหกออกไปจะเป็นการดีกว่า”

            มู่จื่อหลิงพูดอย่างไม่ใส่ใจทว่าลุงฝูไม่ได้คิดเช่นนี้ ต่อให้หันกายไปคงมองไม่เห็น แต่เขาก็มิกล้าพอจะอยู่ที่นี่องค์หญิงมีฐานะใดกัน

            “ไม่ต้องเปิ่นหวางเฟยรวดเร็วนัก ‘โชะโชะโชะ’ ครั้งเดียวก็ฝังเข้าไปได้หลายเล่มแล้ว แค่ครู่หนึ่งเท่านั้น พวกเจ้าเข้าๆออกๆ รังแต่จะกระทบเปิ่นหวางเฟย” มู่จื่อหลิงพูดโดยไม่กริ่งเกรงโดยสิ้นเชิง

            สองมือพลางขยับอย่างคล่องแคล่วให้ผู้อื่นดูแล้วเหมือนว่าร้ายกาจยิ่งนัก

            “ใช่ๆ ลุงฝู พวกเราหันไปก็มองไม่เห็นแล้วกลัวสิ่งใด” หลงเซี่ยวเจ๋อแทรกขึ้นมาอีกคน

            อีกอย่างเขาก็มิได้คิดจะออกไปพี่สะใภ้สามพูดเช่นนี้เข้าทางเขาพอดี ร่างกายของคนอมโรคมีอันใดน่าดูเขามิได้ปรารถนาจะมองด้วยซ้ำ

            เขาอยากเห็นท่าทางการแสดงฝีมือของพี่สะใภ้สามต่อให้หันหลังมองไม่เห็นพี่สะใภ้สามขยับเข็มเขาก็ยังอยู่ในที่นี้รับความรู้สึกเสียหน่อย

            เจ้านายสองคนเอ่ยปากแล้วลุงฝูย่อมมิกล้าพูดสิ่งใดอีก หันหลังไปกับหลงเซี่ยวเจ๋ออย่างเชื่อฟัง

            ทว่าครั้งนี้กลับทำให้หลงเซี่ยวเจ๋อผิดหวังเสียแล้วเพราะพวกเขาเพิ่งหันกายไป องค์หญิงอันหย่าที่ ‘หมดสติ’ ก็ฟื้นขึ้นมาเองเสียแล้ว

            สองสาวใช้ข้างกายองค์หญิงอันหย่าสังเกตเห็นก่อนทั้งสองคนร้องออกมาอย่างยินดีโดยพร้อมเพรียงกัน

            “องค์หญิงฟื้นแล้วองค์หญิงฟื้นแล้ว”

            “องค์หญิงในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว”

            คนทั้งหมดหันไปมองพร้อมกันโดยไม่ได้นัด

            มู่จื่อหลิงพลันหมดความสนใจเสื้อผ้ายังไม่ได้ถอด เข็มยังไม่ได้ฝังสักเข็ม เหตุใดแค่นี้ก็รอไม่ไหวฟื้นขึ้นมาแล้วเล่าน่าผิดหวังจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะให้นางฝังสักเข็มครึ่งเข็มสิ

            องค์หญิงอันหย่าในขณะนี้เปิดดวงตาขึ้นอย่างเชื่องช้ายกมือเปราะบางขึ้นมานวดบริเวณขมับ กวาดมองคนทั้งหมดในที่นั้นด้วยสีหน้าสะลึมสะลือถามอย่างอ่อนแรง “นี่...นี่เกิดอันใดขึ้น”

            มู่จื่อหลิงหัวเราะเสียงเย็นกับตนเองในใจยกนิ้วโป้งให้องค์หญิงอันหย่าหนึ่งนิ้ว เสแสร้งมานานเพียงนี้โมโหจนเกือบจะหายใจไม่ออก ยังไม่เหนื่อยอีกหรือฟื้นขึ้นมายังสามารถเสแสร้งต่อไปได้อย่างสงบนิ่งเช่นนี้

            ไม่รอให้สองสาวใช้เอ่ยปากตอบมู่จื่อหลิงก็หัวเราะอย่างมีความหมาย ถามกลับ“องค์หญิงอันหย่าไม่รู้เกิดอันใดขึ้นหรือ?”

            “นี่พี่สะใภ้สามหมายความว่าอย่างไร? อันหย่าควรรู้สิ่งใดหรือ?”องค์หญิงอันหย่าถามอย่างไม่เข้าใจด้วยสีหน้าสะลึมสะลือเช่นเดิม

            มู่จื่อหลิงยิ้มบาง“ไม่มีอันใด ในเมื่อองค์หญิงอันหย่าสุขภาพไม่ดี กลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยจะดีกว่า”

            อันหย่าเสแสร้งมานานเพียงนี้ยามนี้ยังมาเสแสร้งไร้ความผิดให้ใครดูกัน อันหย่าอยากเสแสร้งนางยังไม่ยินดีจะรับชม ล้อเล่นมานานเพียงนี้ อันหย่าไม่เหนื่อย ทว่านางเหนื่อยแล้ว

            มู่อี๋เสวี่ยเห็นองค์หญิงอันหย่าฟื้นขึ้นมาย่อมยินดีทว่าพอมู่จื่อหลิงรอไม่ไหวขับไล่ไสส่งแขกเสียแล้ว นางไหนเลยจะยอมรามือ

            “องค์หญิงอันหย่าเมื่อครู่มีคนยั่วโมโหท่านจนหมดสติไปใช่หรือไม่” มู่อี๋เสวี่ยชำเลืองมองมู่จื่อหลิงอย่างมีชัยขณะถามองค์หญิงอันหย่า

            เพียงแค่สายตานี้ของนางกับคำพูดประโยคนี้ทุกคนย่อมเข้าใจว่าคำถามนี้หมายความว่าอันใด

            ตอนนี้มู่จื่อหลิงอยากจะผ่าศีรษะมู่อี๋เสวี่ยจริงๆดูว่าเป็นกาวจริงๆ หรือไม่ แม่นี่แผลเป็นหายก็ลืมความเจ็บปวดเสียแล้วยามนี้ได้คืบยังจะเอาศอก นางไม่อยากต่อปากต่อคำแล้วมู่อี๋เสวี่ยก็ยังดึงดันจะเข้ามาหาเรื่องให้ได้

            มู่จื่อหลิงมององค์หญิงอันหย่าด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้มคาดว่ายามนี้คนที่องค์หญิงอันหย่าไม่อยากเห็นที่สุดคงเป็นมู่อี๋เสวี่ยมู่อี๋เสวี่ยยังทำเป็นไม่มีอันใดเกิดขึ้นได้อีกรอว่าองค์หญิงอันหย่าจะตอบนางอย่างไร

            ทว่าไม่รอให้อันหย่าเอ่ยปากน้ำเสียงกวนโทสะก็ดังขึ้นมา

            “หญิงคนป่าอัปลักษณ์เจ้าไม่ได้ยินที่พี่สะใภ้สามพูดไปหรือว่าเป็นเจ้ากับสาวรับใช้สองคนที่ยั่วโทสะอันหย่ายามนี้เจ้าคิดจะปัดความรับผิดชอบให้พ้นตน ไปโทษผู้อื่น?”

            หลงเซี่ยวเจ๋อเอ่ยอย่างไม่พอใจเมื่อครู่เขาย่อมเข้าใจคำถาม หญิงอัปลักษณ์ผู้นี้ต้องการบอกใบ้ให้อันหย่าพูดว่าพี่สะใภ้สามยั่วโทสะนางหึ มีเขาอยู่ ใครก็อย่าได้คิดรังแกพี่สะใภ้สาม

            “เจ้า...” มู่อี๋เสวี่ยได้ยินหลงเซี่ยวเจ๋อเรียกนางเช่นนี้พลันโกรธจนหน้าแดงขึ้นมา

            “ทำไมเจ้าคิดว่าเปิ่นหวงจื่อพูดผิดหรือ? ไม่ยินยอม ยังคิดจะกัดเปิ่นหวงจื่อ? เปิ่นหวงจื่อยอมถูกสุนัขกัด แต่ไม่ยอมให้สตรีอัปลักษณ์กัดแล้วยังเป็นคนป่าอีกต่างหาก” หลงเซี่ยวเจ๋อตำหนิมู่อี๋เสวี่ยด้วยสีหน้ารังเกียจ

            ครานี้มู่อี๋เสวี่ยไม่ได้เอ่ยปากอีกยามนี้นางเป็นคนใบ้กินหวงเหลียน ขมแต่พูดไม่ออก [2] น้ำตาเริ่มไหลรินลงมาอย่างกลั้นไม่ไหว

            โตมาถึงเพียงนี้นางเคยต้องรับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้เมื่อใดกัน โดนผู้อื่นด่าเช่นนี้เมื่อใดกัน

            มู่อี๋เสวี่ยร้องไห้สาวงามหลั่งน้ำตา ทว่าคนในที่นั้นไม่มีแม้สักคนเดียวที่เห็นใจนางทุกคนล้วนมีท่าทางดูละครชั้นดีเหมือนกันหมด

            “เปิ่นหวงจื่อพูดไปเพียงสองประโยคก็ร้องไห้เสียแล้วช่าง…” หลงเซี่ยวเจ๋อยังคิดพูดอะไรต่อทว่าถูกตัดบทเสียก่อน

            “เอาล่ะโต้แย้งต่อไปก็เป็นการลดตัวลงไปแล้ว” มู่จื่อหลิงส่งเสียงขัดขึ้นมา

            หลงเซี่ยวเจ๋อเด็กผู้นี้พูดจาทั้งปากร้ายทั้งตรงไปตรงมาทั้งน่ารักประโยคเดียวก็ทำให้มู่อี๋เสวี่ยจุกจนไม่กล้าปล่อยตดออกมา แม้นางจะชื่นชอบฟังแต่นางก็ยังต้องให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ นางกลั้นไว้อย่างทรมานนัก

            “เหอะ” หลงเซี่ยวเจ๋อแค่นเสียงเย้ยหยันแล้วปิดปากอย่างเชื่อฟัง พี่สะใภ้สามพูดไม่ผิดโต้เถียงกับหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้ก็เป็นการลดตัวลงไป

            องค์หญิงอันหย่ามองมู่อี๋เสวี่ยที่น้ำตานองหน้าอย่างเฉยเมยใบหน้าซีดขาวไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่เกี่ยวอันใดกับตนเอง

            นางบอกใบ้ให้สาวใช้ประคองนางลุกขึ้นยอบกายให้มู่จื่อหลิงอย่างอ่อนแอพลางยิ้มบางๆ “อันหย่าไม่สบายเล็กน้อยจริงๆ วันนี้คงต้องกลับแล้ววันหน้าค่อยมาเยี่ยมเยือนพี่สะใภ้สามอีกครั้ง”

            มู่จื่อหลิงขมวดคิ้วน้อยๆตอบรับเสียงเรียบ “ค่อยๆ เดิน”

            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดใบหน้าเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ขององค์หญิงอันหย่านี้ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจนัก

            หลังอันหย่าฟื้นขึ้นมาใบหน้าก็ยังเรียบสงบดวงหน้าซีดขาวยังคงแขวนรอยยิ้มอันเฉยเมยเอาไว้แต่หากพินิจดูให้ละเอียดก็จะทำให้ผู้อื่นเหมือนจะมีความรู้สึกที่หวาดกลัวจนตัวสั่น

            มู่จื่อหลิงยังคงคิดถึงยามเมื่ออันหย่าจากไปดวงตาที่แฝงความหมายและมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงการไตร่ตรอง

             

            -----------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ชุ่นคือมาตราวัดของจีน โดย 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว

            [2] คนใบ้กินหวงเหลียนขมแต่พูดไม่ออก มีความทุกข์ใจพูดไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน