ตัวแปร?
โรมัน ปัฟลูย์เชนโคชะงักเล็กน้อยขบคิดได้ไม่นาน เขาก็เข้าใจความหมายทันที
ไม่ผิด คือ ‘ตัวแปร’
นอกจากคำนี้แล้วปัฟลูย์เชนโคก็ไม่อาจหาคำอื่นใดมาอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้เห็นในศึกครั้งนี้ตั้งแต่ต้นองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ได้นำผู้หญิงและเด็กเข้ามาในสนามรบ ที่คาดไม่ถึงจริงๆ คือเหล่าหญิงงามกลุ่มนั้นจะเป็นนักธนูเวท และคาดไม่ถึงอีกเช่นกันว่าพลธนูของเมืองแซมบอร์ดอีกห้าสิบคนจะเป็นนักธนูมือฉมัง ยังมีสุนัขยักษ์สีดำที่มีพละกำลังและความสามารถที่เก่งกาจจนทำให้ผู้คนตื่นตกใจแล้วยังมีกองทหารขวานของเมืองแซมบอร์ดและเหล่าบุรุษเหล็กทั้งยี่สิบสองคนที่ซุกซ่อนพละกำลังที่น่ากลัวไว้ในร่าง และที่เขาไม่คาดคิดที่สุดคือกองทหารม้าเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในราชอาณาจักรเซนิทจะต้องมาพ่ายแพ้เพราะการโจมตีเพียงครั้งเดียวโดยที่พวกเขาไม่สามารถสังหารข้าศึกได้แม้แต่คนเดียว และคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าความแข็งแกร่งขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์จะพัฒนาก้าวหน้ามาได้ถึงขนาดนี้...
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิด
นี่คือตัวแปร
องค์ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดได้ทำในเรื่องที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึงเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นความจริง
ตัวแปรประเภทนี้เป็นตัวแปรที่น่ากลัวที่สุด เพราะแม้แต่ผู้บัญชาการที่ฉลาดที่สุด หากต้องมาเผชิญหน้ากับข้าศึกแบบนี้ก็คงถูก ‘ความคาดไม่ถึง’ ทำให้พ่ายแพ้ไปเพราะเจ้าจะไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเสี้ยววินาทีถัดไปไม่รู้เลยว่าฝ่ายตรงข้ามจะดึงไพ่อะไรออกมาในช่วงต่อไป รอจนเจ้าได้พบมันเจ้าก็จะพ่ายแพ้ในทันที!
น่ากลัวมาก!
“โรมันจำไว้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเห็นในวันนี้ให้ดีๆ บางที สักวันหนึ่งเจ้าอาจจะเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเอง...” คำพูดขององค์หญิงทำให้หัวหน้าอัศวินรู้สึกไม่คาดคิดเล็กน้อยแต่เขาก็พยักหน้ารับ
มีนายทหารชั้นสูงที่จงรักภักดีจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ภายใต้การบัญชาการขององค์ชายอาร์ชาวิน โรมัน ปัฟลูย์เชนโคก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งแต่กลับมีจิตใจที่เยือกเย็นและชอบเรียนรู้ เป็นผู้มีสติปัญญาที่หาได้น้อยในค่ายขององค์ชายด้วยพรสวรรค์ในการบัญชาการของเขา ดังนั้นองค์หญิงจึงให้หัวหน้าอัศวินคนนี้มาอยู่ข้างกายเป็นกรณีพิเศษให้เขาได้สัมผัสถึงประสบการณ์บางอย่างที่ชั่วชีวิตของนายทหารชั้นสูงอย่างเขาไม่อาจสัมผัสได้ ความตั้งใจนี้แม้ว่าจะไม่พูดมันออกมาแต่ก็สามารถเข้าใจมันได้ด้วยตัวเองและสำหรับความตั้งใจนี้ ปัฟลูย์เชนโคก็สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเขาถึงคอยเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างเงียบๆการต่อสู้เล็กๆ ในวันนี้ทำให้เขาตื่นตาตื่นใจไม่น้อยและเขาจำเป็นต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจรายละเอียดต่างๆ ในวันนี้
……
“ฝ่าบาทจะจัดการพวกเขาเช่นไรดีขอรับ?”
อัศวินโกลด์เซนต์แคปริค่อนพอลเพียร์ซถามขึ้นมาขณะที่โยนพวกองค์ราชาทั้งเก้าอาณาจักรที่ถูกหน่วยเทศกิจมัดไปตรงหน้าของ ‘ลมกรดทมิฬ’ แค่เจ้าสุนัขยักษ์ขู่คำรามในลำคอก็ทำให้พวกองค์ราชาขี้ขลาดที่ถูกเลี้ยงเหมือนในหินต่างตื่นกลัวมีบางคนที่ตะเกียกตะกายคุกเข่าร้องไห้ วิงวอนขอชีวิตอย่างน่าสมเพช
“เก็บกวาดสนามรบนำอาวุธและชุดเกราะทั้งหมดเข้าไปในเมือง จัดเก็บมันให้เป็นระเบียบชั่วคราวส่วนเชลยที่รอดตายใช้เครื่องพันธนาการล่ามพวกมันแล้วนำไปขังที่ ‘ห้องมืด’ ให้โอเลเกอร์จับตาดูนักโทษพวกนี้อย่างเข้มงวดส่วนเชลยคนไหนที่บาดเจ็บสาหัสให้สังหารทิ้งและนำศพของพวกเขาไปไว้รวมกับศพอื่นๆ ที่ยอดเขาตะวันออก...” ซุนเฟยที่ขี่หลังสุนัขยักษ์สีดำกวาดสายตามองไปทั่วสนามรบ “ส่วนเฟลมมิ่ง บีตส์และม้าศึกไม่ว่าจะบาดเจ็บเล็กน้อยหรือสาหัสก็ควบคุมพวกมันไปคุมขังในคอกม้าหลวงชั่วคราว แล้วส่งคนไปดูแลพวกมันนี่คือสมบัติในอนาคตของเมืองแซมบอร์ด ฮ่าๆๆๆ!”
“เจ้าจะทำแบบนั้นไม่ได้นี่เป็นสมบัติของอาณาจักรชื่อสุ่ย เจ้าไม่มีสิทธิจะเอาไปเป็นของตัวเอง” องค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยมองไปยังเฟลมมิ่งบีตส์ที่กำลังถูกทหารเมืองแซมบอร์ดจับกุมอยู่ด้วยความโมโห
ผัวะๆ!
เพียร์ซหัวเราะออกมาขณะที่ตบหน้าราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยอย่างรุนแรงไปสองที ด้วยพลังที่น่ากลัวแม้จะยั้งพลังไว้บ้างแล้วแต่แรงตบที่ประหนึ่งค้อนทุบหน้าทำให้ฟันขององค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยกระเด็นหลุดออกมาไม่นานหน้าก็พลันปูดบวม ร้องอู้อี้พูดไม่ชัด เบ้าตาบวมตุ่ย จมูกหัก
“หุบปากไปซะเป็นเชลยศึกก็ควรมีจิตสำนึกของเชลยศึกของพวกนี้เป็นสินสงครามขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ รวมทั้งเจ้าด้วย!” เพียร์ซไม่ให้เกียรติเหล่าเชลยศึกที่สูงศักดิ์พวกนี้สักนิดบรรดาองค์ราชาอาณาจักรทั้งเก้าต่างถูกฉากที่โหดร้ายพวกนี้ขู่จนหงอไม่มีใครคิดจะต่อต้านพวกเขาได้แต่มองไปยังหน่วยเทศกิจของเมืองแซมบอร์ดที่กำลังเก็บกวาดสนามรบสิ่งของที่เคยเป็นของพวกเขาถูกริบไปทีละชิ้น
พระอาทิตย์สีเลือด
บนท้องฟ้ามีฝูงนกกินเนื้อบินวนรอบๆเจ้านกยักษ์ปากแหลมสีดำพวกนี้มันได้กลิ่นเลือดจากศพและกลิ่นอายความตาย พวกมันจึงพากันบินเกาะกลุ่มมาจากภูเขาหลังเมืองแซมบอร์ดเสียงร้องแหลมๆ ดังขึ้น นำความมืดมนมาสู่หัวใจของผู้คน
“ทำให้พวกมันลงนามรับรองแล้วเรียกค่าปฏิกรรมสงครามเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเดิมกำหนดเส้นตายให้พวกมันนำค่าปฏิกรรมสงครามมาที่เมืองแซมบอร์ดภายในหนึ่งเดือน ถ้าเงินไม่พอก็สามารถใช้สินแร่หรือวัสดุอื่นๆ มาชดเชยได้ ฮึๆคำพูดขององค์ชายอาจจะไม่มีค่า แต่ถ้าเป็นคำพูดของราชาล่ะจะมีค่าพอไหม? แจ้งไปยังทุกอาณาจักร ถ้าอาณาจักรไหนกล้าต่อต้านไม่นำค่าปฏิกรรมสงครามมาส่งให้ตามเวลาที่กำหนดข้าจะนำหัวของราชาพวกมันไปส่งให้ถึงหน้าประตูเมืองด้วยตัวเอง!” หลังจากที่ได้รับชัยชนะมา น้ำเสียงของซุนเฟยก็แข็งกร้าวมากขึ้น
ความจริงแล้วเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าการจับองค์ชายเป็นตัวประกันจะทำให้เกิดการตอบสนองกลับมา อย่างไรเสียองค์ชายก็ไม่ใช่ราชา คำพูดไม่นับว่ามีค่าอะไรดังนั้นจึงเร็วไปที่จะคาดหวังว่าจะได้รับ ‘ค่าปฏิกรรมสงคราม’ แต่เขาก็คาดไม่ถึงว่าอาณาจักรพวกนี้จะร่วมมือกันได้เร็วขนาดนี้ ซุนเฟยรู้สึกเหมือนได้กลิ่นแปลกๆ บางอย่าง
“ให้พัศดีโอเลเกอร์จัดการต้อนรับพวกราชาสูงส่งพวกนี้ให้ดีๆทำให้พวกเขาสารภาพว่าพวกเขาวางแผนและดำเนินการครั้งนี้อย่างไร ข้าอยากรู้รายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับเหตุผลพวกมันมารวมตัวกัน!” ซุนเฟยลูบสุนัขยักษ์สีดำ ก่อนจะเดินเข้าไปในเมืองแซมบอร์ด
สงครามครั้งนี้ได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย
ความจริงแล้วด้วยความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากขนาดนี้ เพียงเขารวมกลุ่มกับเหล่าบุรุษเหล็กทั้งยี่สิบสองคนโจมตีตรงๆ ก็ได้รับชัยชนะอย่างง่ายดายแล้ว แต่ซุนเฟยอยากใช้สงครามในครั้งนี้มาฝึกฝนเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ด ให้พวกเขาปรับตัวเข้ากับกลยุทธ์การประสานงาน การโจมตี การฟังคำสั่งและรายละเอียดรอยต่อทุกๆ อย่างของสงครามให้เคยชินกับการสังหาร ความตาย และเลือด เขารู้ดีว่ากองทัพของเขาแข็งแกร่งแต่พวกเขากลับขาดความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่คู่ควรกับความแข็งแกร่งซุนเฟยอาจจะใช้ ‘น้ำยาฮัลค์’ และอุปกรณ์ต่างๆ ในโลกDiablo มาเพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกเขาได้แต่กลับไม่สามารถทำให้พวกเขาปรับตัวเข้ากับสงครามนองเลือดและความโหดร้ายในสนามรบได้ไม่สามารถทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นและความกล้าหาญที่คู่ควรกับพลังได้สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากในสงครามเท่านั้น เมืองแซมบอร์ดเป็นเมืองเล็กๆร้างลาจากศึกสงครามมานานหลายปี การต่อสู้กับพวกทหารเกราะดำก่อนหน้านี้เป็นการบังคับพวกเขาให้ลุกขึ้นสู้ ซึ่งมันแตกต่างไปจากครั้งนี้ที่พวกเขามีความคิดริเริ่มที่จะสู้ขึ้นมาบ้างแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ซุนเฟยจึงยอมทำสงครามยืดเยื้อ เสียเวลาไปสองชั่วโมงกว่าๆ ถึงจะจบสงครามได้ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขาสามารถทำให้สงครามจบลงได้ตั้งแต่สิบนาทีแรกแล้วด้วยซ้ำ
ซุนเฟยเดินเข้าเมืองไปอย่างช้าๆกวาดสายตามองหน้าเหล่าทหารทุกคน
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ซุนเฟยทำไม่เสียเปล่า เพราะในดวงตาของเหล่าทหารนอกจากความตื่นกลัวแล้วซุนเฟยยังมองเห็นถึงความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวอีกด้วย...พวกเขาเริ่มปรับตัวเข้ากับการต่อสู้แล้ว
เลือดและเปลวเพลิงสามารถหล่อหลอมให้ทุกคนเติบโตขึ้น
สงครามครั้งนี้พวกเขาได้รับชัยชนะ
--------------------